“จดหมายจากพ่อถึงลูก” บทเรียนทางการเงินและชีวิต ที่กว่าจะรู้ตัว…ก็สายไปแล้ว

ตอนที่ยังเป็นเด็ก เราแทบไม่ต้องปวดหัวหรือรับผิดชอบกับเรื่องต่างๆ มากมาย เหมือนที่ผู้ใหญ่ทำกัน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนึงเราเองก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่และต้องดูแลตัวเองในหลายๆ เรื่อง ซึ่งกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องลองผิดลองถูกไม่รู้จบ

วันนี้ aomMONEY เลยนำบทเรียนทางการเงินและชีวิตของ คุณมอร์แกน โฮเซล ผู้เชี่ยวชาญและนักเขียนบทความด้านการเงิน ที่เขียนจดหมายถึงลูกเผื่อว่าวันหนึ่ง หากลูกโตมาจะได้มีแนวทางการใช้ชีวิต โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลยครับ

1. ตระหนักไว้เสมอว่า แต่ละคนมีโอกาสในชีวิตไม่เหมือนกัน

บางคนมักจะคิดว่า เรากำหนดอนาคตตัวเองได้ และการทำงานหนักก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ความสำเร็จทั้งหมดไม่ได้มาจากการทำงานหนักอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน สภาพสังคม หรือแม้แต่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนหล่อหลอมให้เราเป็นเราแบบทุกวันนี้ ดังนั้น การที่เราตระหนักและรู้ทันในเรื่องของโอกาส ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ

2. เงินปันผลสูง คือ ตัวช่วยที่ทำให้เรามีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น

สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ไม่ใช่สิ่งของหรือเสื้อผ้าที่เราใส่ แต่คือ การมีอิสรภาพ เช่น งานที่ทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น เงินสำรองฉุกเฉินที่ช่วยให้เรานำออกมาใช้ได้ทันที เงินปันผลที่จะช่วยให้เรามีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต เป็นต้น

3. อย่าใช้ชีวิตแบบโดนสปอยล์

ให้เรียนรู้อยู่เสมอว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจเราได้เสมอ เพื่อเราจะได้แยกแยะสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่จำเป็น และเห็นคุณค่าสิ่งที่มีอยู่ เป็นหนึ่งในทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดจากทุกสถานการณ์ได้

4. ความสำเร็จไม่ได้มาจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป

เมื่อพูดถึงเรื่องการเงิน เราไม่ต้องเป็นคนที่ฉลาดมากๆ เพราะหัวใจสำคัญของการบริหารเงินก็คือ เราต้องมีวินัยและทำอย่างสม่ำเสมอ และต้องพยายามไม่สร้างหนี้สิน เพราะการไม่มีหนี้ คือ เคล็ดลับทางการเงินอันทรงพลังที่สุด

5. ใช้ชีวิตให้เรียบง่ายและใช้เงินให้น้อยกว่าที่มี

ความสามารถในการบริหารเงิน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีรายได้ 50,000 บาท แต่ใช้เงิน 40,000 บาท ก็ยังสามารถอยู่ได้ ซึ่งจะต่างจากคนที่มีรายได้ 1 ล้านบาท แต่ใช้เงินเดือนละ 1.2 ล้านบาท เพราะสุดท้ายการใช้เงินให้น้อยกว่าที่เรามี ก็จะช่วยให้เรามีความสุขกับการใช้เงินนั่นเองครับ

6. การลองเปลี่ยนแผนไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

ถ้าวันหนึ่งเราพบว่า ทางที่เดินอยู่นั้นไม่ใช่และทำให้เราไม่มีความสุข ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ ที่เราจะลองเปลี่ยนแผนและเลือกทางเดินใหม่ เพราะความรู้สึกของเรากับเป้าหมายต่างมีความเกี่ยวข้องกัน อย่าจมอยู่กับความรู้สึกผิด และพยายามให้อภัยตัวเองอยู่เสมอ เพราะนั่นเป็นการให้โอกาสตัวเองในการทำสิ่งใหม่ๆ

7. ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

การลงทุนก็ต้องแลกกับความผันผวนและความไม่แน่นอน หรือการสปอยล์ลูกเกินไปก็ต้องแลกกับชีวิตที่ต้องอยู่ในเกราะกำลังตลอด ซึ่งเราจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เราทำต่างมีราคาและคุณค่าที่แท้จริงซ่อนอยู่ครับ ดังนั้น เมื่อเราเรียนรู้ข้อนี้แล้ว ก็จะเริ่มให้ค่ากับเวลา ความสัมพันธ์ เงินที่ใช้จ่าย และทำอะไรแบบคิดหน้าคิดหลังมากขึ้นครับ

8. เงินไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จในชีวิต

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จในชีวิต คือ การถูกรักจากคนที่เราต้องการให้รัก” ซึ่งความรักนั้นมาจากการที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร ไม่ได้ขึ้นกับความมั่งคั่งหรือจำนวนเงินที่เรามี เพราะเงินไม่สามารถทดแทนสิ่งที่คนเราต้องการได้ทั้งหมด และไม่สามารถใช้แทนความเป็นตัวตน ความซื่อสัตย์ หรือความเห็นอกเห็นใจของเราที่มีต่อผู้อื่นได้

9. อย่าหลับตาหลงเชื่อทุกคำแนะนำ

นี่คือบทเรียนข้อสุดท้ายที่กว่าจะรู้ตัวช้า แต่ก็ไม่สายเกินไปที่จะยอมรับ โลกที่พ่ออยู่กับโลกของลูก คือ คนละยุคสมัย ซึ่งไม่มีคำตอบตายตัวในบทเรียนชีวิต เพราะช่วงชีวิตเราไม่เหมือนกัน อย่าเอาคำแนะนำของคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ต้องคิดถึงชีวิต เป้าหมาย และสถานการณ์ของเราด้วย

และนี่คือบทเรียนทางการเงินและชีวิตของ คุณมอร์แกน โฮเซล ที่ได้เขียนไว้ให้ลูกได้อ่านเมื่อโตขึ้นครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเราไม่มากก็น้อย แล้วเพื่อนๆ คิดเห็นกันว่าอย่างไร คอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยนะครับ

“เมื่อหนีไม่ได้ ก็ต้องสู้” ถึงเงินเดือนน้อย ก็มีเงินล้านได้ ถ้ารู้จัก “สูตรการออมเงิน”

การมีรายได้หลักล้านต่อปี อาจเป็นเรื่องปกติของศิลปินดารา แต่ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราล่ะ? ยิ่งถ้าเป็นเด็กจบใหม่เงินเดือน 15,000 บาท หรือทำงานมาหลายปีแล้ว แต่เงินเดือนไม่เคยปรับขึ้นเลย ถามว่าชีวิตนี้จะได้จับเงินล้านกับเขาบ้างไหม?

สมัยที่เรียนจบใหม่ๆ เคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนว่า “การทำงานออฟฟิศจะสร้างเงินล้านให้เราได้จริงเหรอ?” คำตอบคือ “พวกเราเงินเดือนแค่หลักหมื่น จะมีเงินล้านได้ยังไง เลิกคิดเถอะ” หลังจากนั้นเพื่อนผมก็ใช้ชีวิตเต็มที่ อยากกินอะไรก็กิน อยากเที่ยวต่างประเทศที่ไหนก็ไป

แต่ตอนนั้นผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันต้องเป็นไปได้ ก็เลยเริ่มตั้งเป้าหมายอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูกมาเยอะ จนในที่สุดก็ค้นพบว่ามนุษย์เงินเดือนนี่ล่ะได้เปรียบในการออมเงินมากที่สุด เพราะมีรายได้สม่ำเสมอ แถมยังมีเครื่องมือออมเงินดีๆ อีกหลายอย่าง วันนี้จะมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันครับว่ามีอะไรบ้าง

4 ตัวช่วยที่จะทำให้มนุษย์เงินเดือนมีเงินล้าน

1. กองทุนประกันสังคม

เราจะถูกหักเงินเดือนส่วนหนึ่งไปสมทบกองทุนประกันสังคมอยู่แล้วทุกเดือน เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล และเงินออมในระยะยาว หากตกงานก็สามารถทำเรื่องเบิกเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายได้ด้วย

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นี่คือเครื่องมือการออมเงินของมนุษย์เงินเดือนที่ดีที่สุด เพราะไม่ใช่แค่หักเงินเดือนเราไปสะสมเท่านั้น แต่นายจ้างยังจ่ายเงินสมทบให้ในอัตราที่เท่ากันหรือมากกว่า แถมเงินทั้ง 2 ส่วนนี้ยังถูกนำไปลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนจากตรงนี้อีกด้วย ดังนั้นผมอยากให้หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้มากที่สุด

3. กองทุนรวม SSF, RMF

กองทุนรวมที่เราจะได้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษี โดยมีจุดเด่นแตกต่างกัน อย่าง SSF คือกองทุนรวมระยะกลาง-ระยะยาว ลงทุนในหุ้นโดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล ส่วน RMF คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นการออมระยะยาวเพื่อเงินออมตอนเกษียณ

4. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

เป็นการคุ้มครองที่มีกรมธรรม์ออมเงินควบคู่กันไปด้วย เราสามารถเลือกได้ว่าจะออมกี่ปี เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี

ออมอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงทุนด้วย

ถ้าเอาแต่เก็บเงินอย่างเดียว อาจทำให้ไปถึงเป้าหมายช้า จึงควรลงทุนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เงินออมของเรางอกเงยมากขึ้น วิธีการลงทุนก็เลือกได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก โอกาสได้ผลตอบแทนก็มาก ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย โอกาสได้ผลตอบแทนก็น้อยลงเช่นกัน

เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท และบริษัทมีนโยบายขึ้นเงินเดือนปีละ 5%
ขอแค่หักเงินเพียงเดือนละ 10% ของรายได้ แล้วนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ทำอย่างนี้ต่อเนื่องก็จะมีเงินล้านได้ภายใน 15 ปี

ลงมือทำทันที สิ่งสำคัญที่คนมีเงินล้านคิดตรงกัน

ต่อให้ศึกษาทฤษฎีร้อยแปด แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ ดังนั้นจงลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่วันนี้ เลือกสูตรการออมเงินที่เหมาะกับตัวเอง แล้วลงมือทำ แรกๆ อาจจะยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายสูง ขอแค่มีเงินแสนก้อนแรกก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้ว หลังจากนั้นก็ใส่เกียร์เดินหน้าเลยครับ หนทางสู่เงินล้านอยู่ไม่ไกล

เมื่อ “รายได้ทางเดียว” ไม่ตอบโจทย์ ความมั่นคงของชีวิตในยุคนี้ | รวม 10 งานเสริมช่วยทำเงินปี 2023

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศก็มีความยืดหยุ่นด้วยการสลับกับการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home หรือบางบริษัทก็ให้พนักงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ที่เรียกว่า Work from Anywhere

นอกจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังพบว่าการทำงานหารายได้เสริมจากงานประจำก็กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว จนมีประโยคติดปากว่า “อาชีพ 2 ต้องมาแล้ว”

เหตุผลหลักๆ คือ การพึ่งพารายได้หลักอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้การหารายได้เสริม ง่าย สะดวกและไม่กระทบต่องานประจำ ขอเพียงแค่มีโน๊ตบุคส์ แท็บเล็ต มือถือ อินเทอร์เน็ต ไวไฟ แล้วเติมความเชี่ยวชาญ ความอดทน ก็ลงมือทำได้ทันที

ถ้ากำลังมองหารายได้เสริม ข่าวดี คือ มีอาชีพ 2 ให้ทำแทบทุกประเภท ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การศึกษา งานไอที ไปจนถึงการตลาด ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับเริ่มต้นที่มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานหรือเชี่ยวชาญมีประสบการณ์และใบรับรองต่างๆ โอกาสย่อมเปิดเสมอ

1. ยูทูบเบอร์, ติ๊กต็อกเกอร์

เป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นอาชีพที่มีความอิสระและยืดหยุ่นมาก ที่สำคัญถ้าทำแล้วได้รับความนิยมก็จะมีรายได้ทั้งจากโฆษณา สปอนเซอร์ และยอดวิว ยิ่งยอดวิวสูงๆ มีรายได้จากการกดไลค์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ส่วนนี้เรียกว่า Passive Income ถ้าเป็นยูทูปจะแบ่งรายได้ให้ยูทูบเบอร์ 55% จากส่วนแบ่งค่าสมาชิก โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการรับชมของคนดู ส่วนรายได้จากสปอนเซอร์ ยอดวิว ก็จะผันแปรไปตามจำนวนผู้ที่ติดตามหรือยอดวิวในแต่ละคลิป เป็นต้น

2. ขายภาพออนไลน์

ถ้ามีความเชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพถือเป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจ ด้วยการถ่ายภาพแล้วนำวางที่เว็บไซต์ขายภาพโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เช่น shutterstock หรือ iStock ถ้าภาพถูกซื้อจากผู้ที่สนใจก็รับรายได้ทันที เช่น shutterstock จะแบ่งรายได้ให้ต่อภาพ เริ่มต้นที่ 0.25 – 0.38 ดอลล่าร์ (ประมาณ 8.50 – 13 บาท)

3. ติวเตอร์ออนไลน์

เป็นอาชีพเสริมที่นิยมกันมานาน จากเดิมที่สอนแบบเจอหน้ากัน แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาด COVID-19 กลายเป็นการสอนผ่านออนไลน์ ดังนั้น ถ้ามีความถนัดด้านภาษาต่างๆ และมีใจรักการสอน ลองใช้โอกาสนี้หารายได้เสริม ส่วนรายได้ที่จะได้รับก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง เช่น ข้อมูลจาก bestkru.com ระบุว่าค่าสอนภาษาอังกฤษเริ่มต้นที่ 400 บาทต่อ 1 ชั่วโมง ภาษาจีนขั้นพื้นฐานแบบสอนเป็นกลุ่ม เริ่มต้นที่ 190 บาทต่อ 1 ชั่วโมง หรือคณิตศาสตร์ ม.ต้นและ ม.ปลาย เริ่มต้นที่ 300 บาทต่อ 1 ชั่วโมง

4. นักเขียนฟรีแลนซ์

ถ้าชื่นชอบการขีดๆ เขียนๆ ก็สามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความเฉพาะทาง เช่น การเงิน การลงทุน สารคดี หรือนวนิยาย ยิ่งยุคสมัยที่ผู้คนหันมาอ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูลบนโลกออนไลน์มากขึ้น ประโยคที่ว่า “นักเขียน เป็นอาชีพใส้แห้ง” ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งข้อมูลจาก fastwork.com เปิดเผยว่าอาชีพนักเขียนทั่วไปมีรายได้ต่อครั้งเฉลี่ย 762 บาท ส่วนนักเขียนเฉพาะทางเฉลี่ยต่อครั้ง 1,124 บาทเลยทีเดียว

5. ขายของออนไลน์

ขายของออนไลน์แบบ Dropship เป็นการขายปลีกออนไลน์ โดยผู้ที่เป็น Dropship จะทำหน้าที่นำข้อมูลสินค้า รูปภาพ ราคา รายละเอียดต่างๆ ของสินค้ามาโพสต์ขายบนออนไลน์ เช่น Facebook, Line, twitter, IG โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า เมื่อมีใครสั่งซื้อและชำระเงิน Dropship ก็จะส่งออเดอร์และเงินไปให้เจ้าของสินค้าหรือซัพพลายเออร์ เพื่อให้ทำการส่งพัสดุไปให้ลูกค้า พูดง่ายๆ Dropship คือ แม่ค้าออนไลน์ สำหรับรายได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะขายสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนถ้าลูกค้าไว้วางใจ รับรองรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องแน่นอน

6. นักพัฒนาด้านไอที

เป็นอาชีพเสริมที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการในยุคนี้ เช่น นักพัฒนาโปรแกรม, UX/UI, สร้างแอพพลิเคชั่น, ออกแบบเว็บไซต์ หรือนักวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้น หากทำงานด้านไอทีและมีเวลาว่างก็ลองหารายได้เสริมจากสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยข้อมูลจาก talance.tech เปิดเผยว่ารายได้เสริมด้านไอที เริ่มต้นที่ 400 -1,000 บาทต่อ 1 ชั่วโมง

7. ออกแบบกราฟิก

เป็นอีกอาชีพที่สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ เพราะคำว่า Graphic Designer สมัยนี้กินวงกว้างมาก ไม่จำกัดแค่ออกแบบแผ่นป้ายโฆษณา ปกหนังสือ ยังรวมถึงโลโก้บนเสื้อผ้า ยิ่งมีความถนัดโปรแกรม Photoshop, Adobe Illustrator, Adobe Premiere Pro รับรองมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย โดยข้อมูลจาก talance.tech เปิดเผยว่ารายได้เสริมด้านนี้ เริ่มต้นแต่ 2,000 – 15,000 บาทต่อเดือน

8. รับดูดวง

ทุกวันนี้สายมูมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าหลายคนชอบดูดวง เช่น มนุษย์เงินเดือนที่มักดูดวงช่วงปลายปีเพื่ออยากรู้ว่าหน้าที่การงานในปีถัดไปจะเป็นอย่างไร มีอะไรให้ต้องระมัดระวัง ทำให้อาชีพดูดวงออนไลน์กลายเป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจ โดยสนนราคาค่าดูดวงเริ่มต้น 500 บาทต่อ 1 ครั้ง (ประมาณ 1 ชั่วโมง)

9. ลงทุนในหุ้น

เป็นอาชีพที่ทุกคนอยากกระโดดเข้ามา เพราะมองว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองได้นับตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการซื้อขาย โดยรายได้มาจากกำไรส่วนต่างราคา (Capital gain) และเงินปันผล (Dividend) ยิ่งปัจจุบันสามารถซื้อขายหุ้นผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้สะดวก ที่สำคัญใช้เงินลงทุนไม่มาก และยิ่งศึกษาหาความรู้สม่ำเสมอ มีวินัย ก็สามารถเริ่มต้นเป็นนักลงทุนได้ไม่ยาก

10. นักแปลภาษา

ปัจจุบันคนที่เชี่ยวชาญด้านการแปลภาษาเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะมีคนรอคอยจ้างตลอดเวลา ทั้งการแปลเอกสาร แปลบทความ รวมถึงแปลภาษาจากละคร หนังในสตรีมมิ่งให้เป็นซับไทย โดยข้อมูลจาก fastwork มีผู้คนเข้ามาเสนอรับงานแปล เริ่มต้นที่ 250 บาทต่อ 1 หน้า A4 เลยทีเดียว

เป็นยังไงบ้างกับอาชีพเสริมที่ aomMONEY เอามาฝาก อย่างไรก็ดี ในการเลือกอาชีพที่ 2 ที่ 3 ให้ลองพิจารณาจากความถนัดหรือความสามารถที่มีอยู่เป็นหลักนะครับ เพราะจะช่วยให้ทำแล้วดูเข้ามือ ทำแล้วรู้สึกว่าไม่ฝืนจนเกินไป และที่สำคัญอย่าลืมว่าจะต้องไม่ให้กระทบกับงานหลักที่ทำอยู่จนเกินไปด้วยนะครับ

ไอเดีย, เว็บไซต์, จักรเย็บผ้าจากเงินเดือนเด็กส่งพิซซ่า : จุดเริ่มต้น Gymshark แบรนด์ชุดออกกำลังกายหมื่นล้านจากหนุ่มวัย 19 ปี

เบน ฟรานซิส (Ben Francis) ไม่ได้ร่ำรวยจากเงินของเจ้าคุณปู่ ทรัพย์สมบัติตกทอดจากพ่อแม่ หรือเครือข่ายสังคมจากโรงเรียนธุรกิจชื่อดัง ที่จริงแล้วย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 11 ปีก่อน ฟรานซิสในวัย 19 ปียังใช้ชีวิตด้วยเงินเดือนเด็กส่งพิซซ่าอยู่เลย

แต่เขามีไอเดียครับ

ฟรานซิสใช้เงินเก็บจากการส่งพิซซ่า ไปซื้อจักรเย็บผ้า แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจชุดออกกำลังกายของตัวเองชื่อ ‘Gymshark’ ในโรงรถที่บ้านของพ่อแม่ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ​

11 ปีต่อมา ตอนนี้ฟรานซิสในวัย 30 ปีมีมูลค่าทางทรัพย์สินราว 1,300 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 45,500 ล้านบาท เข้าสู่ลิสต์เศรษฐีพันล้านของ Forbes’ Billionaire List ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยอายุที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของเศรษฐีในลิสต์นี้ที่ 65 ปี เกินกว่าครึ่งเลยทีเดียว

ฟรานซิสเล่าว่าตัวเขาเองตอนเป็นเด็กได้เรียนรู้การทำธุรกิจกับคุณปู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เขาทำสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจเกี่ยวกับธุรกิจและคิดว่าวันหนึ่งโตขึ้นก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองบ้างถ้าโตขึ้น

ความฝันอีกอย่างของเขาตอนเป็นเด็กคืออยากเป็นนักฟุตบอล แต่ก็เล่นสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ สุดท้ายเลยตัดสินใจทิ้งความฝันนั้นไป ต่อมาในวัย 17 ปี ก็เริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังมากขึ้น ระหว่างนั้นก็มีโอกาสลงเรียนวิชาหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฟรานซิสเริ่มตกหลุมรักเทคโนโลยี รู้สึกว่ามันน่าทึ่งมาก

เขาเลยตัดสินใจเอาการออกกำลังกายและเทคโนโลยี สองอย่างที่เขาชื่นชอบมารวมเข้าด้วยกัน สร้างแอปฯแบบพื้นฐานที่ช่วยให้คนออกแบบแผนการออกกำลังกายและหาความรู้เกี่ยวกับวิธีออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน แม้แอปฯนั้นจะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่จุดประกายบางอย่างในตัวฟรานซิสขึ้นมา

พอเข้ามหาวิทยาลัยในอีกปีหนึ่งถัดมา นอกจากเข้าเรียนตามปกติแล้ว ตอนเย็นทำอาชีพเสริมโดยการเป็นเด็กส่งพิซซ่าได้ค่าแรงขั้นต่ำ 8 เหรียญ/ชั่วโมง ไปด้วย แต่เขาก็รู้สึกว่าเงินมันค่อนข้างน้อยไปสักหน่อย จึงไปชวน ลูวิส มอร์แกน (Lewis Morgan)​ เพื่อนของเขามาทำธุรกิจด้วยกัน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Gymshark ขึ้นมา

อันที่จริงแล้วตอนแรก ฟรานซิสกับ มอร์แกน สร้างเว็บไซต์ Gymshark ขึ้นมาเพื่อจะขายอาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย ซื้อมาขายไป รูปแบบธุรกิจค่อนข้างพื้นฐาน แต่กำไรน้อยมาก ๆ ไม่นานนักฟรานซิสก็เริ่มสังเกตว่าเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกาย​ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สามารถโชว์มัดกล้ามสวย ๆ สำหรับคนเล่นเวทในตลาดนั้นยังไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ แม้สไตล์จะสวย แต่เวลาใส่แล้วมันรู้สึกไม่สบายตัว

นั่นคือจุดที่ทั้งคู่เริ่มมีไอเดียที่จะผลิตเสื้อผ้าชุดออกกำลังกายของตัวเองขึ้นมาเอง

โชคดีอีกอย่างหนึ่งของฟรานซิสคือทั้งคุณแม่ของเขามีความรู้เกี่ยวกับการเย็บผ้าติดตัวอยู่บ้าง ระหว่างวันฟรานซิสก็จะไปโรงเรียน ตอนเย็นก็ไปส่งพิซซ่า แล้วพอกลับมาบ้านก็เริ่มลงมือเย็บชุดออกกำลังกายของ Gymshark โดยทำตามขั้นตอนในวิดีโอที่แม่ของเขาอัดแล้วส่งมาให้ แล้วก็เริ่มขายบนเว็บไซต์

หลังจากนั้นก็เริ่มสร้างคอนเน็กชัน ทักไปหาเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายบนยูทูบที่พวกเขาชื่นชอบเพื่อส่งเสื้อผ้าไปให้ลองใส่ดู (เทคนิคนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ใช้กันเยอะในปัจจุบัน แต่สมัยก่อนนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่พอสมควร) เพราะคิดว่ามันคงเจ๋งดีนะถ้าคนเหล่านี้ซึ่งเป็นเหมือนฮีโร่ของพวกเขาใส่ชุดที่พวกเขาเย็บขึ้นมาเอง โดยไม่ได้คิดหรอกว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

จุดพลิกของธุรกิจเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อทั้งคู่เอาสินค้าของตัวเองไปออกบูทที่งานแสดงสินค้าสำหรับกีฬาเพาะกายแห่งหนึ่งในยุโรป คนมากมายก็เข้ามาหยิบมาลองสินค้าของพวกเขาเพราะติดตามอินฟลูเอนเซอร์คนอื่น ๆ มา ของที่เตรียมมาขายหมดทุกอย่างในงานนั้น

จากยอดขายวันละ 450 เหรียญ (15,750 บาท) กลายเป็น 45,000 เหรียญ (1.57 ล้านบาท) ภายในเวลาไม่นาน

พอเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนในการขยายตลาด ในเมื่อลูกค้าของพวกเขาคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ เพราะฉะนั้นเลยตัดสินใจส่งสินค้าของ Gymshark ไปให้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเยอะ ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งจ่ายเงินให้อินฟลูเอนเซอร์หลายคนเป็นรายเดือนเพื่อให้ใส่เสื้อผ้าของพวกเขาลงช่องยูทูบด้วย

เหมือนปลดล็อกครับ ออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว

ฟรานซิสและมอร์แกนเห็นโอกาสตรงนี้จึงตัดสินใจดรอปเอาต์จากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสตรงนี้อย่างจริงจังด้วยกันอย่างเต็มเวลา

หลังจากทำหน้าที่ซีอีโออยู่หลายปี ฟรานซิสตัดสินใจลงจากตำแหน่งในปี 2017 เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังมีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะนำบริษัทให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในช่วงอายุเพียง 20 กว่า ๆ ส่งต่อหน้าที่ให้ สตีฟ ฮิววิต (Steve Hewitt) อดีตผู้บริหาร Reebok ให้รับช่วงต่อ โดยฟรานซิสบอกว่า

“ซีอีโอไม่ใช่ตำแหน่งที่เหมาะกับผมในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ เพียงเพราะว่าผมสามารถเริ่มธุรกิจแล้วมันโตอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายความว่าผมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เหมาะสมที่สุด”

ช่วง 4 ปีหลังจากการลงจากตำแหน่งทำให้ฟรานซิสได้ลองไปช่วยสนับสนุนงานส่วนอื่น ๆ ของ Gymshark ด้วย ทั้งผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ และ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด โดยการเรียนรู้งานในด้านต่าง ๆ ของบริษัท ทำให้เขาเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ว่าตรงไหนควรเพิ่ม ตรงไหนตัดได้ ส่วนใดที่ทำให้แบรนด์สามารถส่งเสริมให้บริษัทเติบโตมากขึ้นในอนาคต

จนในปี 2021 เมื่อเขารู้สึกว่าพร้อมแล้วก็ กลับมารับตำแหน่งซีอีโอของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

ในปีนั้นเขาขายหุ้น 21% ของ Gymshark ให้บริษัทเอกชน General Atlantic เป็นเงินราว ๆ 300 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 10,500 ล้านบาท นั่นทำให้ Gymshark กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าราว ๆ 1,450 ล้านเหรียญ หรือ 50,750 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว

ที่สำคัญคือฟรานซิสยังถือหุ้นบริษัทอีกกว่า 70% อีกด้วย

จากจักรเย็บผ้าที่ซื้อด้วยเงินเก็บของเด็กส่งพิซซ่า จนเป็นแบรนด์เสื้อผ้าหมื่นล้าน เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

แน่นอนว่าถ้าเทียบกับบริษัทใหญ่อย่าง Nike หรือ Lululemon ที่มีมูลค่า 166,000 ล้านเหรียญ และ 44,000 ล้านเหรียญ Gymshark ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก ๆ แต่ก็อย่าลืมว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น Gymshark ยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกมากเลยทีเดียว

โต๊ะทางการเงินที่มั่นคงควรมีอย่างน้อย 6 ขา | หลักการใช้ชีวิตไม่ให้ล้ม ด้วยการเพิ่มขาโต๊ะ

คุณคิดว่าโต๊ะ 3 ขา ต่างจากโต๊ะ 4 ขาหรือเปล่า แล้วถ้าต้องตัดสินใจซื้อโต๊ะจะใช้เกณฑ์อะไร เช่น รูปทรง จำนวนขาโต๊ะ

คำว่า โต๊ะ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำนิยามไว้ว่า สิ่งที่ทําด้วยไม้เป็นต้น พื้นราบ เป็นรูปต่าง ๆ มีขา สําหรับเป็นที่เขียนหนังสือ ตั้งเครื่องบูชา หรือ วางสิ่ง ของต่าง ๆ เรียกชื่อต่าง ๆ ตามวัตถุที่ทํา เช่น โต๊ะหิน โต๊ะมุก ตามรูปร่าง เช่น โต๊ะกลม โต๊ะสี่เหลี่ยม ตาม วัตถุประสงค์ที่ใช้ เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะกินข้าว, ลักษณะนามว่า “ตัว”

หากซื้อโต๊ะมา 1 ตัว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีอยู่ 3 สิ่งด้วยกัน คือ (1) ความมั่นคงของโต๊ะ, (2) น้ำหนักของสิ่งของที่วางบนโต๊ะ, และ (3) ความเสี่ยงในการใช้งาน ซึ่งก็เปรียบเหมือนโอกาสและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบกับตัวเรา โดยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่น หากใช้โต๊ะที่มีขาเดียว ก็ต้องระมัดระวังเรื่องสมดุลของโต๊ะไม่เช่นนั้นโต๊ะอาจล้มคว่ำลงได้ หรือของที่วางไว้อยู่บนโต๊ะ หากมีจำนวนที่มากเกินไป ของก็อาจหล่นจากโต๊ะ หรือหากวางของที่หนักเกินกว่าที่โต๊ะจะรับไหว โต๊ะก็อาจจะล้มลง เช่นเดียวกันในด้านของความเสี่ยงอาจเดินสะดุด หรือชนโต๊ะ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าหลบแล้ว หากชนเบา ๆ โต๊ะอาจจะเคลื่อนไปบ้าง แต่หากชนแรงโต๊ะก็อาจจะล้มลง

หากเปรียบโต๊ะ 1 ขากับชีวิตผู้คน “ขาโต๊ะ” เปรียบเสมือนรายได้ที่เข้ามา ทำให้โต๊ะตัวนั้นตั้งอยู่ได้ ส่วนสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะเปรียบเสมือนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ บางคนอาจมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดา บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องเลี้ยงดูครอบครัว หรือบางคนมีสัตว์เลี้ยงที่ต้องดูแล เป็นต้น

หากวันใดวันหนึ่งมีวัตถุพุ่งเข้ามาชนโต๊ะตัวนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือโต๊ะอาจจะล้มลง เนื่องด้วยการที่มีขาเดียวทำให้การเสียสมดุลง่าย และของที่วางไว้อยู่บนโต๊ะก็จะร่วงลงไป

โดยปกติมักจะเห็นโต๊ะที่มีจำวน 4 ขา เมื่อดูแล้วมีความมั่นคง เพราะถึงแม้จะผลักโต๊ะ ก็ไม่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นโต๊ะที่ดูมั่นคงก็ควรจะมีจำนวนขาที่มาก ขั้นต่ำ คือ 4 ขา เพราะแต่ละขาจะรับน้ำหนักและทำให้โต๊ะตัวนั้นมีสมดุลที่ดี

ในหนึ่งช่วงชีวิตคน หลังจากเรียนจบ ก็ต้องทำงาน หารายได้ มีครอบครัว มีบ้าน มีรถ มีภาระหน้าที่ที่มากขึ้น และด้วยอายุที่มากขึ้น สุขภาพร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มสาว หากมีเหตุการณ์อะไรเข้ามากระทบก็อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน เช่น อุบัติเหตุ เจ็บป่วยไม่สบาย แต่หากมีการวางแผนในมิติอื่น ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไร ร้ายแรงแค่ไหน ก็พร้อมที่จะรับมือได้เสมอ ก็เปรียบกับการที่เพิ่มขาโต๊ะให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “การป้องกันความเสี่ยงในด้านของชีวิต” หากวันใดวันหนึ่งเสียชีวิตจากไปก่อนวัยอันครวร คนในครอบครัวก็จะไม่ต้องรับภาระใด ๆ ต่อความเสี่ยงด้านการเจ็บป่วยและโรคร้ายแรง ที่มักจะดึงเงินก้อนที่เราเก็บไว้เพื่อนำไปใช้รักษาตัว, ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและทุพพลภาพ ที่อาจจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ แต่ยังต้องดำรงชีพอยู่, และ “ความเสี่ยงจากการเกษียณอายุ” ซึ่งหากเราไม่เตรียมเงินไว้ก็อาจจะทำให้คุณภาพชีวิตลดลงไปจากเดิม

หากต้องการใช้ชีวิตแบบโต๊ะที่มั่นคง ให้เริ่มจากดูว่าตอนนี้โต๊ะของตัวเองมีกี่ขา บางคนมีขาเดียว คือ ขารายได้ บางคนอาจจะมี 2 หรือ 3 แล้ว และเมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน หลังจากนั้นก็มาพิจารณาว่าขาไหนสำคัญกับชีวิตมากที่สุดแล้วก็ควรไปเพิ่มขานั้นก่อน เช่น ขับขี่มอเตอร์ไซต์ มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง ก็ไปเพิ่มขาในส่วนของอุบัติเหตุ ทุภพลภาพและชีวิต

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ลักษณะของโต๊ะที่มั่นคงคือ โต๊ะที่มี 4 ขา แต่หากเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์แล้ว จะต้องมีขาหนึ่งโฟกัสในเรื่องของการ “หารายได้” และขาที่เหลือ โฟกัสในส่วนของ “การปกป้องความเสี่ยง” อีก 5 ขา ซึ่งจะประกอบด้วย การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ การประกันโรคร้ายแรง และการประกันทุพพลภาพ ดังนั้น ทุกคนควรจะเป็นโต๊ะที่มี 6 ขา หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับขาใดขาหนึ่ง ขาที่เหลือก็ยังคอยพยุงมิให้โต๊ะตัวนั้นล้มลง

เขียนโดย: ธีรวัตร์ นรอิงคสิทธิ์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

‘ชีวิตไม่ใช่การใช้เงินให้น้อยลง แต่ใช้เงินให้ฉลาดขึ้น’ 4 คำแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เคยพลาดเองมาก่อน

เงินเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อยู่กับมันทุกวัน รู้จักกันเป็นอย่างดี

แต่การรู้ว่าเงินคืออะไร ทำอะไรได้ ซื้อของนั้นนี่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับมันสักเท่าไหร่ ที่จริงแล้วความรู้เรื่องเงินนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญและมีคนเข้าใจผิดอยู่บ่อย ๆ ไม่เว้นแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินด้วยซ้ำ

สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กมหาวิทยาลัย คนที่เริ่มทำงาน หรือแม้แต่กลุ่มวัยกลางคนเป็นพ่อแม่คนแล้ว บางทีก็ยังผิดพลาดกันได้ การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินจึงถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งเลย

แดน อารีลีย์ (Dan Ariely) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยดุ๊กเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลย แม้ตัวเขาจะเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจและมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ไม่น้อย แต่ทุกวันนี้ก็ยังต้องต่อสู้กับ ‘ความอยาก’ ที่จะซื้อของต่าง ๆ ออนไลน์ โดยเฉพาะพวกแกดเจ็ตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็กลายเป็นบทเรียน ‘ราคาแพง’ ในภายหลังด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อใช้โซเชียลมีเดีย สิ่งที่เขาเจอก็เหมือนกับเราทุกคนนั่นแหละ นอกจากข่าวสารอัปเดตต่าง ๆ นานาแล้ว ก็มีโฆษณามากมายที่สอดแทรกเข้ามาด้วย (ซึ่งดูเหมือนว่านับวันยิ่งเยอะขึ้นเรื่อย ๆ) ส่วนใหญ่แล้วโฆษณาบนหน้าฟีดของเขาจะเป็นพวกอุปกรณ์ไอทีที่อัปเกรด มีฟีเจอร์ใหม่นู่นนี้ตามปกติ บางทีเขาเห็นแล้วก็กดซื้อโดยไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่าตัวเอง ‘อยากได้’ มันจริง ๆ รึเปล่า

นั่นทำให้เขาเริ่มตระหนักได้ว่านี่เป็นพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่ดีนักและพยายามเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด

ตอนนี้เวลาจะกดซื้ออะไร เขาบอกว่าจะใช้ ‘กฎ 48 ชั่วโมง’ ในการตัดสินใจ พอเห็นแล้วว่าอยากได้ จะคิดก่อนเลยว่าเดี๋ยวอีกสองวันค่อยว่ากัน ซึ่งกลยุทธ์นี้เขาก็ใช้ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะส่วนใหญ่แล้วพอเวลาผ่านไปก็มักจะลืมว่าเคยอยากได้สิ่งนั้นไปแล้ว

การใช้เงินด้วยสติแบบนี้ถือเป็นพฤติกรรมทางการเงินที่อารีลีย์บอกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเขาเชื่อว่า

“ชีวิตไม่ใช่การใช้เงินให้น้อยลง แต่ใช้เงินให้ฉลาดขึ้น” มากกว่า

แล้วเราจะใช้เงินให้ฉลาดขึ้นได้ยังไง อารีลีย์ได้แชร์คำแนะนำทางด้านการเงินไว้ 4 ข้อ

1. ความตื่นเต้นกับของใหม่ ๆ จะหายไปอย่างรวดเร็ว

อารีลีย์บอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับคนที่ชอบแกดเจ็ต สินค้าใหม่ รุ่นใหม่ โฉมใหม่ ฯลฯ นั่นล่อตาล่อใจเสมอเลย ในตอนแรกที่ยังไม่มีเงินอย่างตอนเป็นเด็กมหาวิทยาลัย เราก็อาจจะเล็งเอาไว้ก่อน กลั้นใจเอาไว้คิดในใจว่าพอทำงานมีเงินก็จะซื้อ

ปัญหามันเกิดขึ้นตอนที่รายได้เราเริ่มมากขึ้น ทีนี้ของที่มีอยู่ (ที่เคยอยากได้มาก) ก็กลายเป็นของเก่าไปแล้ว ก็อยากได้ของใหม่อีก อารีลีย์บอกว่าการใช้เงินเพื่อวิ่งตามสินค้าที่เทรนด์ในตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดมากนัก

เขาบอกว่าตามทฤษฎี “Hedonic Threadmill” ที่บอกว่ามนุษย์ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม (ทั้งดีและร้าย) เราจะสุขหรือทุกข์เป็นพิเศษแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นระดับความสุขก็จะลดหรือเพิ่มกลับมาสู่จุดก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น

“ตอนที่คุณได้อะไรใหม่ ๆ มา” อารีลีย์กล่าว “มันน่าตื่นเต้นมาก แต่เดี๋ยวเราก็ชินกับมัน ถ้าคุณได้ทีวี โซฟา โต๊ะทานข้าว รถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ภายในอาทิตย์เดียวกัน อีกเดือนหนึ่งคุณก็ลืมพวกมันไปแล้ว ผลกระทบของความสุขต่อคุณภาพของชีวิตจะลดลงไป”

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่ซื้อหรือใช้เงินเลยเพราะรู้สึกว่าสุดท้ายก็จะไม่ได้มีความสุขอยู่ดี แต่เขาแนะนำว่าหางานที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอน แล้วเวลาซื้อของที่มูลค่าสูง ๆ ก็ ‘เว้นระยะ’ เวลามันหน่อย ที่สำคัญคือต้องมีสติเวลาที่จะซื้อด้วย

2. คิดถึงอนาคต ไม่ใช่แค่ตอนนี้

คำแนะนำนี้แม้จะเหมาะกับเด็กที่กำลังเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน แต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะใช้ได้เหมือนกันก็คือเวลาจะเริ่มก่อหนี้ให้ลองคิดให้ดี ๆ อีกครั้งหนึ่งก่อน สำหรับเด็กจบใหม่อายุที่น้อยไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะใช้เงินโดยไม่มีความรับผิดชอบ แทนที่จะมองว่ายังมีเวลาอีกเยอะที่จ่ายหนี้ ควรคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ ที่จะเริ่มเก็บเงินและลงทุน เพราะเราไม่มีภาระมากนัก

พยายามหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้หรือยืมเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามา และสร้างนิสัยการเก็บออมเพื่ออนาคตคือสิ่งที่สำคัญที่สุด “ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้ดีเมื่อคุณยังอายุน้อย ต้องใช้มันด้วย”

3. เรียนรู้จากความเสียดายในอดีตและเรื่องการเงินที่ผ่านมา

การวางแผนการเงินคือการมองไปข้างหน้า แต่ถ้าจะวางแผนให้ดี เราก็ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย ดูว่าอันไหนที่เราใช้เงินไปแล้วรู้สึกเสียดาย และอะไรบ้างที่เราจ่ายเงินไปแล้วและสร้างความสุขให้เราอย่างมาก

ในงานศึกษาชิ้นหนึ่งของเขาที่ชื่อว่า “The Millennial Regret Spending Study” ที่ไปสอบถามผู้บริโภควัย 20-36 ปีว่ามีอะไรบ้างที่ใช้เงินไปแล้วรู้สึกเสียดายและมีอันไหนบ้างที่รู้สึกพึงพอใจ สิ่งที่พวกเขาพบคือคนจะมีความสุขมากกว่ากับของที่เป็นสินค้าที่ใช้ในระยะยาว แทนที่จะเป็นสิ่งของที่ซื้อมาเพราะอารมณ์ชั่ววูบ (70% กับ 50% ตามลำดับ)

เขาแนะนำว่าให้เราลองย้อนกลับไปดูพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง ดูสิว่าอันไหนใช้เงินมากเกินความจำเป็น ช่วงวันหยุดใช้เงินเยอะในหมวดไหน กินข้าวนอกบ้านเหรอ หรือไปเที่ยว หรืออาหาร บางอย่างก็ดูเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พอรวมกันเป็นเดือนก็กลายเป็นไม่น้อยไปซะแล้ว

4. ภูมิใจกับเงินที่เก็บออมได้

อารีลีย์พูดติดตลกว่าแนวทางมาตรฐานของการออมเงินคือ ‘ความเป็นทุกข์’ คล้ายกับการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือการไปออกกำลังกาย เขาบอกว่าเราจะรู้สึกแย่ต่องานที่ท้าทายก็ได้ หรือคุณจะลองมองหาความสุขกับการทำสิ่งที่ดีสำหรับตัวคุณก็ได้เช่นเดียวกัน

บางคนคิดว่าคุณต้อง ‘บากบั่นไปข้างหน้าและทำต่อไป มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะทำในระยะยาว’ แต่อารีลีย์บอกว่า “มันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะหา ‘ความสุข’ จากนิสัยการเงินของคุณอย่างเรื่องการออมเงิน”

สิ่งที่เขาแนะนำคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มเก็บเงิน เริ่มออมเงินได้ แม้จะไม่มาก ใช้เวลาสักนิดในการตบไหล่ชื่นชมตัวเองสักหน่อย บอกว่าเรากำลังเริ่มต้นบนเส้นทางที่ถูกต้อง กำลังสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี เติมกำลังใจให้กับตัวเองระหว่างทาง อารีลีย์แนะนำว่าถ้าไปถึงหมุดหมายหนึ่ง เช่นเก็บได้หมื่นแรก แล้วคุณรู้สึกว่าอยากจะขอทานอาหารดี ๆ สักมื้อ ไปกินกับคนรัก มันไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ขอให้ใช้แต่พอดีเป็นครั้งคราวเพื่อเป็นการซื้อความสุขให้กับตัวเอง

การให้รางวัลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานและแผนการใช้จ่ายเงินที่วางเอาไว้ด้วย ใช้มันกับสิ่งที่จะนำความสุขมาให้เราจริง ๆ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

“เงินฝากเผื่อเรียก Protect Life” ได้รับประกันทั้งเงินฝากและผู้ฝากเงิน

รับประกันเงินฝากอย่างไร

เงินฝากเผื่อเรียก Protect Life ดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15% ต่อปี ดอกเบี้ยรับเต็ม ไม่ต้องเสียภาษีมีสภาพคล่องสูงเพราะฝากถอนเท่าไหร่ ตอนไหนก็ได้ เราอุ่นใจว่าได้รับเงินฝากคืนแน่นอนเพราะได้รับความคุ้มครองสถาบันการเงิน

รับประกันผู้ฝากเงินอย่างไร

เพียงเปิดบัญชี รับฟรี!! ประกันอุบัติเหตุ ตามข้อตกลงคุ้มครอง อบ.2ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก วงเงินคุ้มครอง 20 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีก่อนวันประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุด 10,000,000 บาทต่อราย 

ตัวอย่าง เรามีเงินฝากคงเหลือในบัญชี 500,000 บาท ได้รับทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15% ต่อปี และความคุ้มครองอุบัติเหตุวงเงินสูงสุด 10,000,000 บาท (มาจากยอดเงินฝากคงเหลือ 500,000 x ความคุ้มครอง 20 เท่า) แตถ้ามียอดเงินฝากคงเหลือเกิน 500,000 บาท เช่น สมมติยอดเงินฝากคงเหลือ 500,001 บาท ส่วนที่เกินมา 1 บาทจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก 0.15% ต่อปีและได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 10,000,000 บาท (ไม่ใช่ 10,000,020 บาท)

เงื่อนไขการเปิดบัญชีเป็นอย่างไร

>> บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย 

>> อายุตั้งแต่ 15 – 69 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่เปิดบัญชี

>> เปิดบัญชีเริ่มต้น 100 บาท

>> ฝากได้สูงสุดไม่จำกัดวงเงิน

ฟรี!! ประกันอุบัติเหตุความคุ้มครองอะไร

คุ้มครองกรณีเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ สายตา การรับฟังเสียง การพูดออกเสียง หรือทุพพลภาพถาวรเนื่องจากอุบัติเหตุทั่วไป ตามข้อตกลงคุ้มครอง อบ.2 ของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

การสิ้นสุดความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ

>> ระยะเวลาความคุ้มครองอุบัติเหตุ 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เปิดบัญชี

>> เมื่อผู้ฝากปิดบัญชี

>> เมื่อผู้ฝากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ความคุ้มครองอุบัติเหตุจะสิ้นสุดลงในวันเกิด ณ เวลา 24.00 น.

>> เมื่อธนาคาร/บริษัทฯ ยกเลิกประกันอุบัติเหตุ

ผู้ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุ

>> ผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการทำงานประจำ เช่น พนักงานส่งเอกสาร/ส่งอาหาร/ขับรถขับจ้าง ผู้ใช้งานเกี่ยวกับวัตถุระเบิดหรือเหมืองใต้ดิน นักกีฬาอาชีพ พนักงานประจำเรือ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาต

>> อุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่ โดยสารรถจักรยานยนต์ ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย ก่อการร้าย สงคราม การแผ่รังสี การแพร่กัมมันตภาพรังสี หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ตามข้อยกเว้นของกรมธรรม์

>> บริษัทฯ มีสิทธิบอกยกเลิกความคุ้มครองหรือไม่ชดเชยค่าสินไหมทดแทน หากตรวจพบว่าผู้ได้รับความคุ้มครองทุจริต หรือส่อไปทางทุจริตในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือมีคุณสมบัติตรงกับข้อยกเว้น เช่น พิการ หรือเป็นโรคร้ายแรง ในวันที่เปิดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก Protect Life หรือมีอาชีพในลักษณะที่เข้าข้อยกเว้นไม่ได้รับความคุ้มครองไม่ว่าในวันที่เปิดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก Protect Life หรือในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

วิธีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

>> ติดต่อธนาคารออมสินทุกสาขา ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต

สนใจเปิดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก Protect Life ติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขาได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 30 ธ.ค. 66 นี้เท่านั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/43DtXKS

บทความนี้เป็น Advertorial

“มีเงินก็จัด ประหยัดทำไม” 5 คำถามหักห้ามใจ ก่อนควักเงินออกจากกระเป๋า

เคยไหมเวลาไปเดินห้าง หรือนั่งๆ นอนๆ เล่นออนไลน์อยู่บ้านบังเอิญเจอของสวยๆ งามๆ ก็อยากได้รู้สึกของมันต้องมี แต่เอาจริงๆ การห้ามไม่ให้ซื้อคงเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลเกินไป แต่ถ้ามีเหตุผลมาซัพพอร์ตนักช็อปฉลาดคิดแบบเราได้ มันก็น่าสนใจใช่ป่าว ต่อไปนี้ aomMONEY จะขอเสนอไอเดียฝึกนิสัยการช็อปแบบมีวินัยอย่างฉลาดแบบง่ายๆ ไว้ฝึกกันก่อนการตัดสินใจซื้อ ไปดูกันเลย….

1. “เราจะได้ใช้มันจริง ๆ รึเปล่านะ?”

การซื้อของเพียงเห็นว่ามันสวยงามถูกใจ เราจึงคิดไปว่าน่าจะได้ในอนาคต…แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้มันจริง ๆ มันก็คือขยะชิ้นนึงที่เราเสียเงินแบกกลับบ้านมา เพราะฉะนั้นก่อนซื้ออยากให้ถามตัวเองก่อนว่า ถ้าซื้อมาจะใช้ในโอกาสไหนบ้าง? ถ้าไม่ได้ใช้จริง ๆ จะสามารถส่งต่อให้ใครใช้ได้หรือไม่? จะช่วยให้เราคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่ใช้แท้จริงของสินค้า และแมชท์กับตัวเรามากน้อยแค่ไหน

2. “ราคาสินค้านี้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของเรา?”

เพื่อป้องกันกระเป๋าสตางค์ฉีกการตัดสินใจซื้อของมีราคาสักชิ้น อยากให้คำนวณคร่าว ๆ ก่อนจ่ายว่าเหมาะสมกับรายได้ของตัวเองหรือไม่ คือคิดว่าสินค้าที่เราจะซื้อนั้นคิดเป็นกี่เปอร์เซนของรายได้กันนะ เช่น สมมติเรามีเงินเดือน 20,000 บาท อยากจะซื้อหูฟัง ราคา 6,000 บาท ก็คิดเป็น 30% ของเงินเดือน เท่ากับว่าเราทำงานเป็นสัปดาห์เพื่อเอาเงินทั้งหมดมาซื้อหูฟัง พอคิดแบบนี้แล้วก็ทบทวนตัวเองว่าอยากได้ของอยู่หรือไม่

3. “เงินจำนวนที่กำลังจะจ่าย จะเอาไปใช้จ่ายของจำเป็นอะไรได้บ้าง?”

คำถามนี้ใช้ได้ผลจริงครับ สมมติเราจะซื้อนาฬิกาเรือนละ 5,000 บาท ลองคิดว่าจะสามารถเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้อะไรได้บ้าง เช่น สามารถเป็นค่าอาหารได้ 1 สัปดาห์, สามารถใช้เป็นค่าเครือข่ายโทรศัพท์ได้ 7 เดือน สามารถใช้เป็นค่าไฟได้ 3 เดือน เป็นต้น แล้วเราจะยังตัดสินใจซื้อสินค้านั้นอยู่ไหม?

4. “ถ้าตัดป้ายแบรนด์ออก ยินยอมจ่ายราคานี้รึเปล่า?”

เป็นไหมเวลาเราเบลอ ๆ ยอมจ่ายเงินให้สินค้าราคาแพง เพียงแค่เห็นชื่อแบรนด์มากกว่าประโยชน์ใช้สอย ซึ่งอันตรายต่อกระเป๋าสตางค์และสถานะทางการเงินในอนาคต เพราะมันสะท้อนว่าเราติดกับดักของแบรนด์ของหรู ต้องการโลโก้แบรนด์มาประตัวเองเท่านั้นเอง

5. “จำเป็น หรือเพราะ Sale Tag”?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโปรโมชันเวลาร้านค้าปล่อยออกมามันช่างล่อตาล่อใจ พอเห็นป้าย Sale เราก็จะพุ่งตัวใส่ทันที ยิ่งมีพวกที่คอยชวนกับไปตะลุยของเซลล์แล้วด้วย ก็จะมีมวลอุปาทานหมู่ขึ้นมาว่าเราต้องได้ เราต้องมี แต่ช้าก่อนอยากให้ตั้งสติแล้วลองถามตัวเองว่าถ้าสินค้านั้น ถ้าไม่มีโปรโมชันเราต้องการมันไหม? จำเป็นกับเราแค่ไหน? เราจะยังอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีมัน? และบางครั้งจำนวนส่วนลดดูเหมือนเยอะ แต่ราคาที่ต้องจ่ายจริงก็ยังสูงอยู่ดี เช่น สินค้าลด 70% จากราคาเต็ม 8,000 บาท ราคาจะอยู่ที่ 2,400 บาท เราจึงต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจให้ดี ๆ คิดถึงความคุ้มค่าคุ้มราคาของสินค้านั้นกับราคาที่ต้องจ่ายออกไป

aomMONEY อยากฝากคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ไว้เตือนใจก่อนจะจ่ายเงินออกไป เพราะเงินที่ออกจากกระเป๋าเราไปแล้วมันกลายเป็นของคนอื่นไปเลย

ย้อนประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย กระทบแค่ไหน หากมีม็อบการเมือง

เป็นสิ่งที่แน่นอนเมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมืองหรือเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน สุดท้ายมันก็จะส่งผลต่อไปยังตลาดหุ้นเสมอ ไม่ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะอยู่ในเชิงบวกหรือลบก็ตาม แน่นอนว่าม็อบทางการเมืองก็ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน

วันนี้ทาง aomMoney ได้รวมเหตุการณ์ต่างๆหรือม็อบทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและผลกระทบของมันที่มีต่อตลาดหุ้นว่ามากน้อยเพียงใด

พฤษภาทมิฬ (17 พ.ค. 2535 – 20 พ.ค. 2535)

เหตุการณ์ที่มีนักศึกษาออกมาชุมนุมประท้วงโดยมีสาเหตุมาจากคณะ รสช. ซึ่งมี พล.อ. สุจินดา คราประยูร ทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า ประกอบกับความน่าสงสัยของการเลือกผู้นำประเทศในขณะนั้น และหลายคนต่างก็มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่เป็นธรรม จึงเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก

จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ร่วงลงไปถึง 10.88% จาก 732.89 จุด ลงไปที่ 653.13 จุด หลังจากเหตุการณ์ได้จบลง ผ่านไปประมาณ 4 เดือน SET Index ก็กลับมาปกติ และยังเป็นขาขึ้นอีกด้วย โดยจาก 700 จุด ขึ้นไปสูงสุดเกือบ 1,800 จุด ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

แกนนำพันธมิตรฯบุกยึดท่าอากาศยาน (24 พ.ย. 2551 – 3 ธ.ค. 2551)

กลุ่มพันธมิตรฯได้บุกเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ และประกาศจะขับไล่รัฐบาล นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกไปให้ได้ ส่งผลให้เที่ยวบินทุกเที่ยวหยุดทำการ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้วราว 290,000 ล้านบาท

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นักลงทุนต่างขายหุ้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตลาดหุ้นไทยลดลงจากระดับประมาณ 885 จุด มาทำจุดต่ำสุดของปีที่ระดับ 385 จุด ในเดือน พ.ย.51 หรือลดลง 500 จุด (57%) ภายในเวลา 6 เดือน

การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง (นปช.) ที่แยกราชประสงค์ (10 เม.ย. 2553 – 19 พ.ค. 2553)

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย โดยตอนนั้นมี พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมีการชุมนุมประท้วงอยู่หลายครั้ง จนนำไปสู่เหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือน พ.ค. 2553 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก

จากเหตุการณ์ถึงแม้จะไม่มีข่าวลบมากนัก แต่เมื่อถึงช่วงสลายการชุมนุม ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงไป 9.79% จาก 798.67 จุด ลงไปที่ 720.47 จุด ลดลงไป 78.2 จุด

กปปส. ม็อบนกหวีดสู่รัฐประหาร (29 พ.ย. 2556 – 22 พ.ค. 2557)

อีกหนึ่งการชุมนุมที่ยาวนานที่สุดร่วม 204 วัน โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยใช้สัญลักษณ์การชุมนุมเป็นการเป่านกหวีด

จากเหตุการณ์ส่งผลกระทบหลักๆแบ่งเป็น 2 ด้วยกัน

ช่วงที่ 1 เป็นช่วงที่การชุมนุมมีระยะเวลายาวนานข้ามปี ส่งผลให้อัตราการท่องเที่ยวลดลง ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงถึง 17% จาก 1,485 จุด ในเดือน ต.ค. 56 ลงไปที่ 1,230 จุด ในช่วงสิ้นปี

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่การชุมนุมมีความเข้มข้นมากขึ้นในเดือน พ.ค. 57 จนได้มีประกาศทำรัฐประหาร ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากจุดสูงสุด 1,426.52 จุด ถึงวันทำรัฐประหารลดลงอยู่ที่ 1,375.14 จุด ลงไป 51 จุด หรือประมาณ 3.58%

เยาวชนปลดแอก (19 ก.ย. 63)

กลุ่ม ‘เยาวชนปลดแอก’ รวมตัวชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐบาล 3 ข้อ คือ

1.ให้ยุบสภา
2. หยุดคุกคามประชาชน
3. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

สถานการณ์นี้ไม่ส่งผลกระทบการตลาดหุ้นมากนัก โดยวันที่ 19 ก.ย. 63 เป็นวันเสาร์ ซึ่งตลาดปิดอยู่ ซึ่งในวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 63 ช่วงตลาดเปิด โดยดัชนีตลาดหุ้นลดลง 13.23 จุด (1.03%) จาก 1,295.35 จุด ลดลงอยู่ที่ 1,275.16 จุด

สำหรับนักลงทุนแล้วเราควรติดตามข่าวสารและตรวจสอบดูเสมอครับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ของบ้านเมืองเป็นยังไงบ้าง การเมืองสงบพอรึยัง จังหวะไหนควรเข้า จังหวะไหนควรถือรอ เพราะช่วงที่บ้านเมืองยังผันผวน ความเสียหายกับการลงทุนก็อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดครับ

“อายุยืน คือความเสี่ยง” ไม่เฉพาะผู้สูงอายุที่เสี่ยง แต่ทุกคนเสี่ยง ถ้าไม่รู้จักวางแผนให้ดีพอ

หลายคนที่อายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป คงเคยได้ยินคำที่ว่า “ประชากรกำลังจะล้นโลก” สมัยนั้นคำพูดนี้ดูแล้วไม่เกินจริง กลับกัน ดูมีความเป็นไปได้สูงมากซะอีก เพราะช่วงนั้นเองคนเริ่มตายยากขึ้นจากเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น แถมคนเกิดก็ยังเพิ่มมากขึ้นด้วย

ทำให้ภาพของ “พีระมิดประชากร” ในตอนนั้น มีส่วนฐานที่ค่อนข้างกว้าง หมายถึง มีคนเกิดและคนวัยรุ่นเยอะ และมีส่วนยอดที่เริ่มแหลมสูงขึ้น หมายถึง คนแก่ที่ตายยากเพราะอายุยืนขึ้นนั่นเอง

หันกลับมามองภาพในปัจจุบัน สิ่งที่หายไปแล้ว คือ “อัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้น” กลับกัน สิ่งที่ยังอยู่ คือ “อัตราการตายที่น้อยลง” ซึ่งทำให้คนเรามีอายุยืนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทย

ข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ เปิดเผยว่า ประชากรที่เป็นผู้สูงอายุในปี 2565 มีประมาณ 12,698,362 คน หรือคิดเป็น 19% ของประชากรทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็น

-อายุ 60-69 ปี 7,120,271 คน (สัดส่วน 56.07%)
-อายุ 70-79 ปี 3,743,466 คน (สัดส่วน 29.48%)
-อายุ 80 ปีขึ้นไป 1,834,625 คน (สัดส่วน 14.45%)

ถือว่าค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับช่วงอดีตไม่กี่ปีมานี้ อีกทั้ง ข้อมูลจากกรมการปกครอง ยังชี้ให้เห็นว่า ล่าสุด ผู้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี มีเพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน ถึงประมาณ 7 พันคน เลยทีเดียว

คำถามที่ตามมา คือ ถ้าคนมีอายุยืนขึ้น เงินใช้จ่ายจะเพียงพอไหม และแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุทุกวันนี้มาจากไหนกันนะ

ข้อมูลจาก คปภ. ระบุว่า รายได้ของผู้สูงอายุในปัจจุบัน หลักๆ มาจากสวัสดิการของรัฐ เช่น เบี้ยคนชรา รวมทั้งระบบการออมและกองทุนทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ เช่น ประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ กบข. เป็นต้น ซึ่งปัญหาของรายได้กลุ่มนี้ คือ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในปัจจุบัน

และถึงแม้ว่า ผู้สูงอายุบางคนอาจจะมีลูกหลานคอยดูแล แต่ก็ไม่เพียงพอเช่นกัน เพราะลูกหลานก็มีภาระเป็นของตัวเองที่ต้องจัดการด้วย หรือ รายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่เดิม ก็กลับเอามาใช้ไม่ได้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง เช่น บ้าน หรือ ที่ดิน ถ้าขายไปและนำเงินมาใช้ก็จะไม่มีมรดกส่งต่อให้ลูกหลานอีก หรือแม้กระทั่ง ถ้าผู้สูงอายุคนไหนยังมีแรงอยู่ ก็มีรายได้จากการทำงาน แต่ก็อาจจะไม่มากเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย

และคำว่า “อายุยืน” นี่เองที่จะนำมาซึ่ง “ความเสี่ยง” ในด้านต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวผู้สูงอายุเอง แต่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มอื่นด้วย ดังนี้

1. ความเสี่ยงที่เกิดกับ “ผู้สูงอายุเอง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน “เรื่องเงิน” เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าวางแผนเก็บเงินมาไม่ดี แถมโชคดีมีอายุเพิ่มขึ้น แต่เงินไม่พอใช้ ก็เหมือนตายทั้งเป็น อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยง “เรื่องสุขภาพ” ที่อาจจะป่วยง่ายขึ้น หรือถ้าโชคร้ายสุดๆ ก็คือการป่วยติดเตียง และไม่มีคนดูแล

2. ความเสี่ยงที่เกิดกับ “วัยทำงาน”

การที่คนอายุยืนขึ้น ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม และกลุ่มคนทำงานกลายเป็นคนกลุ่มน้อย ที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุมากขึ้น ลำพังรายได้ของคนกลุ่มนี้ก็แทบไม่พอต่อการเลี้ยงดูตนเอง ถ้าต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้วัยทำงานไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านการเงินเช่นกัน

3. ความเสี่ยงที่เกิดกับ “หน่วยงานและองค์กร”

ถึงแม้ว่า การที่คนอายุยืนขึ้นจะทำให้บรรดาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของผู้สูงอายุไปได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามองในมุมตลาดแรงงาน กำลังแรงงานที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน ต้องเจอกับภาวะของค่าจ้างแรงงานวัยหนุ่มสาวที่เพิ่มสูงขึ้น

4. ความเสี่ยงที่เกิดกับ “ภาครัฐบาล”

กรณีผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการจัดสวัสดิการของรัฐ ให้กับผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง รายได้จากภาครัฐกว่า 90% ที่มาจากการเก็บภาษีจะลดลง เนื่องจากผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งหมายความว่า รายได้ของรัฐก็จะลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

สุดท้ายแล้ว ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อายุยืน” หรือ “อายุสั้น” แต่เป็นปัญหา “เรื่องเงิน” ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในไทยมีรายได้หลังเกษียณไม่เพียงพอกับการดำรงชีพให้มีคุณภาพ ทำให้เกิดปัญหาและความเสี่ยงที่กระทบต่อภาคอื่นๆ ตามมา

ในส่วนของการแก้ปัญหานี้ คงต้องเป็นการร่วมมือกัน ทั้งภาคประชาชน หน่วยงาน องค์กร หรือแม้กระทั่งภาครัฐเอง ที่ต้องเข้มงวดกับปัญหานี้ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งการแก้ระยะสั้น คือ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังพอมีกำลังอยู่ สามารถทำงานเพื่อหาเงินต่อได้ หรือจะเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ทำอยู่ คือ การให้สวัสดิการตามสมควร แต่ทางที่ดีควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาระยะยาว คือ ปลูกฝังให้คนได้รู้จักเรื่องการวางแผนการเงิน รวมทั้งวางระบบการออมเพื่อการเกษียณให้แข็งแรงและจูงใจเพิ่มมากขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save