FWD ประกันชีวิต ประกันที่ตอบโจทย์ชีวิตคนยุคดิจิทัล

จะลงทุนในประกันชีวิตทั้งทีต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง ?

เชื่อว่าคำถามนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ใครหลายคนอยากรู้คำตอบว่าการเลือกประกันชีวิตที่เหมาะสมกับชีวิต และสอดคล้องกับยุคดิจิทัลต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และไม่นานมานี้ aomMONEY ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจของ FWD ประกันชีวิต (เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต) ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการตัดสินใจเลือกประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนการเงิน การให้บริการผ่านเทคโนโลยี และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ จะมีอะไรน่าสนใจบ้างลองไปสำรวจพร้อม ๆ กันครับ

‘ประกันชีวิต’ ตัวช่วยการวางแผนการเงิน ตอบไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

ในสมัยก่อนหากเราจะซื้อประกันสักฉบับหนึ่ง ก็คงจะด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของสุขภาพ และชีวิตเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันการซื้อประกันชีวิตมีความหมายมากกว่านั้น เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างชีวิตทางการเงินที่แข็งแรง ให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

เพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของคนยุคใหม่ ทาง FWD ประกันชีวิต จึงพัฒนารูปแบบประกันที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเงิน หรือการดูแลชีวิต เช่น ด้านสุขภาพ ความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ ไปจนถึงโรคร้ายแรงต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีแบบประกันสำหรับการวางแผนเก็บเงินในระยะยาว และต่อยอดไปสู่เป้าหมายในชีวิตด้านต่าง ๆ เช่น การเก็บเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ หรือการสร้างมรดกเพื่อลูกหลาน เป็นต้น

ประกันชีวิตยุคดิจิทัล ต้องบริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สะดวกสบาย และง่าย

FWD ประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตระดับเอเชีย ที่มีลูกค้ากว่า 10 ล้านคนใน 10 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา สำหรับสิ่งที่ทาง FWD ประกันชีวิต ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือเรื่องการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้กับการบริการลูกค้าอยู่เสมอ โดยมีเป้าหมายในการทำให้ประกันเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย พร้อมยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ

โดยเรื่องที่น่าจะทำให้เห็นภาพชัดที่สุด คือ ทาง FWD ประกันชีวิต เขามีช่องทางออนไลน์ (https://fwdth.co/udgNL) สำหรับการซื้อประกันไม่ต้องไปที่สาขา ให้วุ่นวาย จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำด้านประกันออนไลน์อันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน ด้านยอดขายธุรกิจใหม่ (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานธุรกิจประกันชีวิต ของสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) ประจำเดือนกันยายน 2565 สมาคมประกันชีวิตไทย (tlaa.org))

โดยช่องทางการซื้อประกันออนไลน์นี้สามารถทำได้ง่าย ๆ แม้จะไม่มีความรู้ด้านประกันมาก่อนเลย ทั้งยังมีโปรแกรมคำนวณเบี้ยประกัน และประกันที่ซื้อสำเร็จยังคุ้มครองทันทีอีกด้วย หรือหากใครอยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับประกันเพิ่มเติม สามารถปรึกษาผ่านแชท หรือโทร. 1351 ได้ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่าง แบบประกันที่น่าสนใจบนช่องทางออนไลน์ Easy E-health

ประกันสุขภาพที่ดูแลแบบไม่มีลิมิต ซื้อออนไลน์ง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และเงินชดเชยรายวัน ให้คุณอุ่นใจเมื่อต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ด้วยผลประโยชน์ความคุ้มครองค่ารักษาแบบเหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 1,500,000 บาท ดูรายละเอียด: https://fwdth.co/thDgg

นอกจากช่องทางออนไลน์แล้ว ยังมีช่องทางของตัวแทนประกันชีวิต ที่พร้อมด้วยแบบประกันหลากหลาย ซึ่งออกแบบจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าจริง ๆ 

ตัวอย่าง แบบประกันที่น่าสนใจที่ขายผ่านช่องทางตัวแทน

FWD Modular Series ครั้งแรกกับประกันชีวิต ที่ให้เราได้ออกแบบชีวิต แบบคนเข้าใจชีวิต ในประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถ ต่อ เติม เพิ่ม แต่ง เพื่อชีวิตที่ใช่ ได้ด้วยตัวเอง พร้อมเลือกปรับเปลี่ยนผลประโยชน์ และความคุ้มครองได้ตามความต้องการดูรายละเอียด: https://fwdth.co/jW8KZ

และยังมีช่องทางฝ่ายขายทางโทรศัพท์ ทาง FWD ประกันชีวิต มีทีมพร้อมให้บริการ และติดต่อกลับทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ข้อมูลและแนะนำแบบประกันที่สนใจ

นอกจากจะเลือกซื้อได้สะดวกจากหลากหลายช่องทางแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ไม่พูดถึงไปไมได้ นั่นคือเรื่องการเคลมประกัน* เพราะ FWD ประกันชีวิต มีบริการเคลมออนไลน์ ยื่นเคลมปั๊บรับเงินทันที ผ่านแอป ‘Omne by FWD’ โดยสามารถเช็กสถานะการยื่นเคลมได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา รู้ความคืบหน้าใน 3 วันสามารถดาวน์โหลด แอป Omne by FWD ได้ที่: https://fwdth.co/BEuCG

 *หมายเหตุ: ยกเว้นกรณีเสียชีวิต และสำหรับเคลมบางประเภท สามารถรู้ผลพิจารณาอนุมัติอัตโนมัติ และ/หรือได้รับโอนเงินสินไหมเข้าบัญชีของคุณได้ทันที (เป็นไปตามเงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติอัตโนมัติตามที่บริษัทกำหนด)

‘ประกันชีวิต’ ที่ดูแลกันตั้งแต่ต้นจนจบ

หลายคนอาจจะเคยมองว่า การทำประกันชีวิตนั้นทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากเราเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างน้อยก็สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันได้

แต่ FWD ประกันชีวิต ไม่ได้คิดแค่นั้น เพราะทาง FWD ประกันชีวิต มองว่าทุกอย่างจะต้องทำให้ง่าย และสะดวกต่อการใช้บริการ เวลาไปโรงพยาบาลก็ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก มีแค่บัตรประชาชนเพียงใบเดียวไปแสดง ก็สามารถรับบริการได้ทันทีจากโรงพยาบาลและคลินิกในเครือข่ายกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ และสามารถค้นหาโรงพยาบาลเครือข่ายใกล้คุณได้ที่: https://fwdth.co/2DEVu

นอกจากนี้ FWD ประกันชีวิต ยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วย เพราะบริษัทเข้าใจว่าในระหว่างที่เกิดการเจ็บป่วยนั้น หลายคนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก และอาจจะต้องการคนดูแลเอาใจใส่ในช่วงพักฟื้น บุคคลในบ้านอาจต้องการผู้ช่วยในการดูแลผู้ป่วย เพื่อแบ่งเบาภาระในการทำงาน รวมถึงเรื่องงานบ้านต่างๆ

FWD ประกันชีวิต จึงได้มีบริการ “FWD Care recovery plan” สำหรับผู้ป่วย เมื่อได้รับการอนุมัติสินไหม กรณีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงระยะรุนแรง ทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิต จะได้รับการดูแลพิเศษช่วยเหลือความต้องการของลูกค้า ตลอดจนครอบครัวถึงที่บ้าน ทั้งในเรื่องการให้คำปรึกษาต่าง ๆ ด้านการพยาบาล การดูแลสุขภาพ เรื่องกฎหมาย และอีกมากมายโดยผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทำความสะอาดบ้าน การดูแลผู้ป่วยที่บ้านโดยพยาบาลวิชาชีพ และการรับส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้จนถึงวันที่เราหายป่วย และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้แบบปกติ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://fwdth.co/mVj1E

ผู้ป่วยแต่ละประเภทFWD ประกันชีวิตคุ้มครองอย่างไร ?

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

ทาง FWD ประกันชีวิต มีบริการ ‘FWD Telemedicine’ ที่ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ และจัดส่งยาให้ถึงบ้านได้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านอย่างเต็มที่

ผู้ป่วยโรคทั่วไป

ต้องเป็นผู้มีทั้ง 3 ประกันสุขภาพ ดังนี้

1. ประกันสุขภาพเอฟดับบลิวดี พรีเชียส แคร์

2. ประกันสุขภาพ OPD คุ้มครบ จบหายห่วง

3. คุ้มรักษาเหมาจ่าย เอ็กซ์ตร้า

สามารถพบแพทย์ออนไลน์ และรับยาจากบ้านโดยบริการ ‘FWD Telemedicine’ ได้เช่นกัน โดยสามารถดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมและรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่: https://fwdth.co/iDLrx

ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทาง

สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยัง ‘FWD SOS Assistant’ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะคอยช่วยเหลือเรา และทำให้เรารู้สึกปลอดภัยที่มีคนเคียงข้างในยามที่ต้องการได้ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1351)

จะเห็นได้ว่า FWD ประกันชีวิต เป็นบริษัทชั้นนำในระดับเอเชียที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล มองประกันในมุมมองใหม่ที่เป็นเครื่องมือการวางแผนทางการเงิน พร้อมนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีพร้อมใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการ

หากคุณมีความสนใจหรืออยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ FWD Call Center โทร. 1351 หรือทางเว็บไซต์ www.fwd.co.th

คุณมีชีวิตที่ ’ร่ำรวย’ ได้และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน : 5 บทเรียนจากซีรีส์การเงิน ‘How to Get Rich’ บน Netflix จาก รามิตร เศรษฐี

ใครบ้างไม่อยากรวย? ใคร ๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้นตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตที่หมุนรอบสังคมแห่งทุนนิยมไปที่ไหน/ทำอะไรล้วนต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่เราทุกคนคงอยากรวย แต่ รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) และผู้จัดรายการ “How to Get Rich” มินิซีรีส์การเงินที่เพิ่งเข้าฉายบน Netflix ตั้งคำถามว่า

“เมื่อได้ยินคำว่า ‘ร่ำรวย’ คุณคิดถึงอะไร?”

หลายคนอาจจะบอกว่าการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน บางคนอาจจะบอกว่าไม่อยากรู้สึกผิดเวลาใช้เงินเพื่อซื้อของให้ตัวเอง บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการได้ใช้เวลากับลูก ได้ไปรับลูกที่โรงเรียน หรืออย่างการได้ไปเที่ยวปีละ 2-3 ครั้ง

เพราะฉะนั้น คำว่า ’รวย’ ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่าเป้าหมายในชีวิตของคุณและสิ่งที่คุณให้ความสำคัญคืออะไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจะไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องรายได้ ไม่ใช่เรื่องงานเสริม แต่เป็นการควบคุมเรื่องการเงินของคุณให้อยู่หมัด

เศรษฐีบอกว่าปรัชญาเรื่องการเงินของเขาคือ “ใช้เงินกับสิ่งที่คุณรัก และตัดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างไร้ความปรานี”

เรื่องการเงินเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก เป็นฉนวนปัญหาของบุคคลที่ทำให้ชีวิตเสียศูนย์และคนที่มีคู่มีครอบครัวก็ทราบดีว่ามันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการพูดคุยกันเสมอ คู่รักหลายคู่แตกหักกันเพราะเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่ความเห็นเรื่องเป้าหมายในชีวิตไม่ตรงกัน หรือการใช้จ่ายที่เกินตัวจนเรื้อรังเท่านั้น แต่ในหลายสถานการณ์ ครอบครัวที่สามีหรือภรรยาเป็นฝ่ายหาเงินเข้าบ้านเป็นหลัก คนรักอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่า ไม่มีความหมายในความสัมพันธ์และตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าประเด็นที่ทำให้คู่รักเถียงกันมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องเงินนี่แหละ ประมาณ 19% บอกว่ารู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ในความสัมพันธ์ ส่วนอีก 13% บอกว่ามันคือประเด็นที่ทำให้ทะเลาะกันเป็นประจำเลยทีเดียว

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับงานเขียนของเศรษฐีพอจะทราบดีว่านอกจากเรื่องวางแผนการใช้เงินอย่างเป็นระบบ จัดการหนี้ และมีเป้าหมายด้านการเงินในชีวิตแล้ว เขาเชื่อว่าการจะสร้างนิสัยใหม่ ๆ เรื่องการเงินเราต้องเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่าง ๆในชีวิต เป็นศาสตร์ของจิตวิทยาด้านการเงินที่ปรับแนวคิดเราสามารถควบคุมเรื่องนี้ได้จริง ๆ

ในซีรีส์นี้จะเป็นเรื่องราวของการที่เศรษฐีไปช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเงินตลอด 6 สัปดาห์ วางแผนการใช้เงิน จ่ายหนี้ ออมเงิน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจด้วย ให้กับทั้งคนโสด แม่ม่าย และคู่รัก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีปัญหา เป้าหมาย และความท้าทายที่จะนำไปสู่ความ ‘รวย’ ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

วิธีของเศรษฐีอาจจะแตกต่างจากคำแนะนำแบบดั้งเดิมสักหน่อย เขาจะไม่บอกให้งดกาแฟหรือสิ่งที่คุณรักออกจากชีวิต อย่างถ้าคุณรักกระเป๋าถือแบรนด์เนมคุณก็ซื้อได้ แต่สิ่งที่สิ่งที่เขาบอกคือ “ให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณ ‘พร้อม’ จะซื้อ” มากกว่า เป็นการใช้หลักจิตวิทยา ไม่ใช่สร้างความกลัวในการใช้เงิน แต่ให้จัดเป้าหมายในชีวิตก่อนต่างหาก เขาบอกว่า

“คำแนะนำเรื่องเงินแบบดั้งเดิมเป็นเรื่องของการบอกว่า ‘ไม่’ : ไม่กินกาแฟ ไม่ไปเที่ยว ไม่ต้องสนุก ผมเชื่อว่าเรื่องเงินนั้นคือการบอกว่า “เยส” กับ ‘ชีวิตที่ร่ำรวย’ มากกว่า…เป็นการออมให้มากขึ้น ลงทุนให้มากขึ้น และใช้ให้มากขึ้นกับสิ่งที่คุณรัก”

ใครคือ รามิตร เศรษฐี

รามิตร เศรษฐี เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย เส้นทางด้านการเงินของเขาเริ่มต้นขึ้นตอนที่พยายามสมัครทุนการศึกษากว่า 60 แห่งเพื่อจะเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่หลังจากที่ได้ทุนมาแล้วเขานำเงินตรงนั้นไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งต่อมาไม่นานเงินก็หายไปกว่าครึ่ง ความเสียหายครั้งนั้นกระตุ้นให้เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเงินมากขึ้น แม้เขาจะเรียนด้านเทคโนโลยีและจิตวิทยาก็ตาม

หลังจากนั้นก็เริ่มแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินบนเว็บไซต์ของตัวเองชื่อว่า ‘iwillteachyoutoberich.com’ ขณะที่ยังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอยู่เลย และตอนนี้เขาก็เป็นโค้ชการเงิน ช่วยเหลือคนที่เข้ามาปรึกษาหลายหมื่นคนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่เขาสอนก็ถูกสร้างออกมาเป็นหนังสือ คู่มือ และล่าสุดก็เป็นซีรีส์การเงินบน Netflix แล้ว

ส่วนตัวเขาเองตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จด้านการเงินไม่น้อย มีมูลค่าทางทรัพย์สินราว ๆ 20-25 ล้านเหรียญ (690 – 860 ล้านบาท) ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองไม่ได้เป็นมรดกจากครอบครัว และถึงแม้เขาจะไม่ใช่ “ผู้จัดการด้านการเงิน” (Financial Planner) ที่เป็นอาชีพ แต่ความรู้เกี่ยวกับการเงินที่เขานำมาแชร์กับทุกคนนั้นมาจากการเรียนรู้อย่างหนักกับสถานการณ์จริง ๆ เป็นเหมือนจุดตรงกลางของจิตวิทยาและการเงิน ไม่ใช่แค่การวางแผนการเงินอย่างเดียว

ในซีรีส์เขาจะเริ่มจากการดูตัวเลขการเงินของแต่ละคน​​ (หนี้, รายได้, เงินเก็บ และ การจับจ่ายใช้สอย) แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มคุยถึงที่มาที่ไป ครอบครัวเป็นยังไง ทำงานอะไร ฯลฯ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับคนคนนั้นก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับแนวคิดเรื่องการเงิน วางแผนการใช้จ่าย ให้ความรู้ จนช่วยทำให้ทุกคนก้าวผ่านปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงินในชีวิตไปได้ (ซึ่งหลังจากผ่านมาแล้วเป็นปีเศรษฐีก็ยังคอยติดตามข่าวสารของคนเหล่านี้ ส่งข้อความไปหาอยู่เรื่อย ๆ ด้วย)

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องการเงิน อยากรู้วิธีจัดการหนี้สิน การตัดสินใจ หลักแนวคิดเกี่ยวกับการเงินให้ได้อย่างถูกต้อง ซีรีส์นี้ถือว่าทั้งสนุกและมีความรู้อัดแน่นมาก นอกจากนั้นแล้วยังมีด้านของความเป็นมนุษย์ มีดราม่า ทะเลาะ หัวเราะ ร้องไห้ ความเห็นอกเห็นใจ ที่ทำให้เรารู้สึกเกี่ยวโยงได้อยู่ตลอด

5 บทเรียนจากซีรีส์การเงิน ‘How to Get Rich’

1. เอาตัวเลขมาวางดูให้ชัดเจน

การ ‘คาดเดา’ หรือ ‘คิดว่า’ นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อคุณอยากรู้ว่าเงินไปอยู่ตรงไหนหมด ไปใช้จ่ายกับอะไรบ้าง ในซีรีส์จะเห็นตลอดว่าเศรษฐีจะเอาตัวเลขจริง ๆ มาคุย แม้บางครั้งมันอาจจะไม่ค่อยสวยงามก็ตาม เขาบอกว่า

“ผมเรียนรู้ว่าถ้าคุณน่าเชื่อถือ พวกเขาก็บอกคุณทุกอย่าง ลืมไปเลยว่ามีกล้องอยู่ตรงนั้น มันเป็นเรื่องน่าตกใจที่น่ายินดีที่เห็นทุกคนเปิดอกพูดความจริง”

ซึ่งเราก็จะเห็นว่าในซีรีส์นี้จะมีเรื่องราวของแม่ม่ายที่ใช้เงินปีละ 500,000 เหรียญ (ราว 17 ล้านบาท) ในการช้อปปิ้งซื้อของ โดยที่สิ้นเดือนเงินในบัญชีออมเหลืออยู่ไม่ถึง 5 เหรียญ (170 บาท) บางคนทานข้าวเที่ยงเดือนละ 2,000 เหรียญ (เกือบ 70,000 บาท) บางคนซื้อเกมออนไลน์เดือนละ 500-600 เหรียญ (ประมาณ 17,000 – 20,000 บาท) ทั้ง ๆ ที่มีหนี้ก้อนโตและอยากซื้อบ้าน

สิ่งเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาคุย เรื่องเงินแม้มันจะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และหลายต่อหลายครั้งเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ดี (อย่างการกดเงินบัตรเครดิตมาใช้) แต่เราก็ยังทำ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นคือเอาตัวเลขมากางแล้วหาให้เจอว่าเงินเข้าออกไปอยู่ตรงไหนบ้าง

2. ระวังกับดักเรื่องการเงินที่สร้างโดยอุตสาหกรรมการเงิน

หลายครั้งในซีรีส์นี้เศรษฐีพยายามบอกว่าเรื่องการเงินนั้นเราสามารถจัดการเองได้ หลายคนกลัวหรือกังวลเพราะได้ยินมาตลอดว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ต้องมีผู้แนะนำทางการเงินที่คอยมาให้คำแนะนำและเก็บเงินคุณตลอด แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้ต่อต้านผู้จัดการด้านการเงิน แต่เขาแนะนำว่าสิ่งที่เราควรทำคือการจ่ายเป็นรายชั่วโมงที่ทำงาน มากกว่าจะแบ่งเป็น เปอร์เซ็นต์การดูแลจัดการเงิน

ยกตัวอย่างเช่นคนหนึ่งในรายการมีเงินจากการขายบ้านหลัก 60-70 ล้านบาท ก็จะจ้างผู้จัดการด้านการเงินมาดูแลเงินก้อนนี้ซึ่งจะเก็บเงินปีละ 1% ของเงินที่ดูแล/ปี นั่นหมายความว่าปีหนึ่งต้องจ่ายให้ผู้จัดการคนนี้ดูแลเรื่องเงินกว่า 6-7 แสนบาท ซึ่งเศรษฐีบอกว่าไม่คุ้มเลย จ้างเป็นรายชั่วโมง ให้งานไปทำแล้วก็จ่ายตามจริงดีกว่า

3. ดูว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ

เมื่อเศรษฐีต้องการปรับนิสัยเรื่องการเงินของใครก็ตาม เขาไม่ได้เอากราฟหรือตัวเลขต่าง ๆ มาโชว์ สิ่งที่เขาทำคือการตั้งคำถามและค่อย ๆ แกะดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร มีอะไรอยู่ข้างหลังบ้าง

เขาบอกว่า “ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าใช้เงิน 5,000 เหรียญเพื่อซื้อเสื้อผ้า ผมก็จะถามและบอกพวกเขาว่าผมชอบซื้อของช้อปปิ้งเหมือนกัน แล้วก็จะถามต่อว่าคุณคิดว่ามันเกิดจากอะไรล่ะ?”

คนส่วนใหญ่จะไม่เคยถูกถามแบบนี้เกี่ยวกับเรื่องเงินและมันก็เหมือนปลดล็อกบางอย่างที่อยู่ข้างในว่าคุณค่าของแต่ละคนเกี่ยวกับเรื่องเงินนั้นมาจากไหน พวกเขาเริ่มเห็นจุดเชื่อมต่อว่าเพราะแบบนี้ เราจึงตัดสินใจทำแบบนั้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ

4. แม้จะต่างกัน แต่ทุกคนมีปัญหาการเงินเหมือนกัน

ในซีรีส์นี้เราจะเห็นคนที่ขับรถหรู ซื้อของช้อปปิ้งรายวัน เราจะเห็นคนที่เป็นคู่รักผิวสี เราจะเห็นคนโสดที่ใช้เงินมากมายเพื่อเลี้ยงดูน้องหมา ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทุกคนล้วนมีปัญหาเรื่องเงินด้านใดด้านหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น ใช้เงินเยอะไป หาได้น้อยเกิน ไม่เข้าใจเป้าหมายใหญ่ในชีวิต ฯลฯ

ข้อดีของซีรีส์นี้คือการที่มีกลุ่มคนที่หลากหลายนี่แหละ ทำให้เราเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นใคร ชาติไหน ผิวสีไหน อายุเท่าไหร่ อยู่ในเมืองไหน ทุกคนเจอปัญหาเช่นกัน และทุกคนก็แก้ปัญหาได้และร่ำรวยได้ในแบบของตัวเอง

“การมีตัวแทนที่หลากหลายแบบนี้เป็นเรื่องที่ความสำคัญมาก ๆ คนร่ำรวยไม่จำเป็นต้องเป็นชายแก่ ๆ ใส่หมวกท็อปแฮ็ท คนร่ำรวยอาจจะอยู่ข้าง ๆ บ้าน คนร่ำรวยอาจจะเป็นคุณครูก็ได้”

5. ค้นหาชีวิตที่ ‘ร่ำรวย’ ของตัวเอง

เศรษฐีบอกว่า “เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำให้คนอื่นดูโง่” ไม่ได้เป็นการบอกว่าการดื่มกาแฟหรือการไปกินข้าวข้างนอกหรือการไปเที่ยวเป็นสิ่งที่งี่เง่า แต่เป็นการขุดเข้าไปข้างในลึก ๆ เพื่อเข้าใจเหตุผลทางจิตวิทยาว่าความรู้สึกของคุณส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการเงินยังไงบ้าง

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเศรษฐีจะถามทุกคนให้นิยาม ‘ชีวิตที่ร่ำรวย’ ของตัวเองขึ้นมาก่อน ซึ่งก็แต่ละคนก็ต่างกันออกไป บางคนบอกว่าอยากมีบ้าน บางคนบอกอยากไปทานอาหารที่ร้านโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาบนเมนูอาหาร บางคนบอกคือเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่ช่วยให้พ่อแม่เกษียณอายุ ไม่ต้องทำงานแล้ว สำหรับส่วนตัวของเศรษฐีเองเขาเคยทวีตเอาไว้ติดตลกว่า ชีวิตที่ร่ำรวยของเขาคือการไม่ต้องซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองอีกต่อไป

เหตุผลที่เขาให้ทุกคนนิยามคำว่า ‘ร่ำรวย’ ของตัวเองก็เพราะเขารู้ดีไม่ว่าคุณจะพร้อมเปลี่ยนนิสัยทางการเงินหรือไม่ก็ตาม คุณต้องมีภาพที่ชัดเจนก่อนว่าคำว่า ‘ร่ำรวย’ หรือความสำเร็จของคุณนั้นเป็นยังไง ไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการแล้วจะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือร่ำรวยภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ความคาดหวังของเขาเกี่ยวกับซีรีส์นี้คือการได้เล่าเรื่องราวของแต่ละคนออกมา ให้คนที่ดูทราบว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวและไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ความหวังยังคงมีเสมอที่จะแก้ไขได้

“ผมได้เรียนรู้ว่าบางคนอยากจะเดินไปข้างหน้าสักก้าวหนึ่ง บางคนอาจจะไม่พร้อมจะเปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ เราทุกคนเข้าใจดีถึงความรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนแต่มันยากกว่าที่คิด ถ้าเราสามารถบอกเล่าเรื่องราวนั้นได้ มันเป็นเรื่องที่สวยงามมาก”

ทุกคนมีชีวิตที่ร่ำรวยได้และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย

การ “ให้โดยเสน่หา” สามารถขอคืนได้ไหม? ถ้า “ผู้ให้” หมดใจไปแล้ว

การให้เป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด แต่การให้ก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องกลับมาเสียใจในภายหลัง เพราะคำว่า “การ ให้โดยเสน่หา”

การให้โดยเสน่หา คืออะไร?

การให้โดยเสน่หา คือ การมอบทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ “ผู้ให้” มอบให้แก่ “ผู้รับ” โดยทั้งสองฝ่ายมีความยินดีและเต็มใจที่จะส่งมอบและรับมอบทรัพย์สินนั้นๆ ซึ่งผู้รับไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ตอบแทนแต่อย่างใด และไม่จำเป็นว่า ต้องเป็นการให้ของคู่รักเท่านั้น เพราะการให้ที่เข้าข่ายความหมายข้างต้น ก็ถือเป็นการให้โดยเสน่หาแล้วทั้งสิ้น

กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ ให้ด้วยเสน่หา เป็นของใคร?

หลังจากที่ทรัพย์สินตกไปอยู่มือของผู้รับแล้ว จะถือว่าผู้รับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่ได้รับมอบมา ทำให้ผู้รับสามารถจัดการทรัพย์สินที่ได้มาอย่างไรก็ได้

ผู้ให้เมื่อ ให้โดยเสน่หา ไปแล้วขอคืนทรัพย์สินได้ไหม?

โดยหลักของอำนาจแห่งสิทธิ์ที่ถือว่าผู้รับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์แล้วนั้น ผู้ให้ไม่สามารถเปลี่ยนใจเรียกคืนสินทรัพย์นั้นได้ ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะมีมูลค่ามากหรือน้อยก็ตาม

การ ให้โดยเสน่หา ขอคืนไม่ได้ แต่ขอเพิกถอนได้

ถึงแม้ว่าผู้ให้ไม่สามารถไปขอคืนทรัพย์สินที่เคยให้ผู้รับได้ แต่ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องของ “สัญญาการให้โดยเสน่หา” กฎหมายได้อนุญาตให้ผู้ให้สามารถ “เพิกถอน” การให้โดยเสน่หาหาจากผู้รับได้

ซึ่งการเพิกถอนการให้โดยเสน่หามีหลักการว่า “เมื่อผู้ให้ให้เปล่าแก้ผู้รับ ผู้รับก็ควรสำนึกบุญคุณ” กล่าวคือ หากผู้รับได้กระทำสิ่งที่เนรคุณต่อผู้ให้ ผู้ให้มีสิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนการให้โดยเสน่หานั้นได้

พฤติกรรมที่เข้าข่ายเนรคุณ สามารถพิจารณาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ที่ได้กำหนดลักษณะของพฤติกรรมที่สามารถขอเพิกถอนการให้โดยเสน่หาได้ ดังนี้

(1) ผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา

(2) ผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง

(3) ผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้ ทั้งที่ผู้รับยังสามารถจะให้ได้

สุดท้ายนี้ ก่อนจะให้อะไรกับใครไปอาจจะต้องมีสติให้มากขึ้น เพราะ ณ วันที่เราให้ไป เราอาจไม่ได้คิดอะไร เพราะยังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “เสน่หา” แต่ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ “เสน่หา” แล้ว สิ่งที่เคยให้ไปอาจกลับมาสร้างความเดือดร้อนและความเสียดายกับให้กับผู้ให้ได้

“หนี้ก็ต้องจ่าย เงินก็ต้องเก็บ” 3 Steps อุดรอยรั่วจาก “หนี้” ให้มีเงินเก็บเป็นล้าน

aomMONEY เชื่อว่าเป้าหมายชีวิตของทุกคนคงไม่ต่างกัน เหตุผลที่อดทนทำงานหนัก สุดท้ายแล้วเราก็แค่อยากสบายในบั้นปลายชีวิต มีเงินใช้ยามเกษียณ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ระหว่างทาง” กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด มีทั้งค่าใช้จ่ายมากมาย ไหนจะรายจ่ายฉุกเฉิน เจ็บป่วย ตกงานกะทันหัน ฯลฯ จากที่มีสภาพคล่อง ก็เริ่มหมุนเงินไม่ทัน จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต

หนี้ก็ต้องจ่าย เงินก็ต้องเก็บ ไหนจะต้องลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่มอีก แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน? …aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ

ถ้าเปรียบการลงทุนเป็นการปลูกต้นไม้ การออมเงินเป็นน้ำในถัง หนี้ก็จะเป็นเหมือน “รูรั่ว” ที่จะทำให้น้ำไหลออกจากถังไปเรื่อยๆ เติมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็มแน่นอน แล้วยังงี้เราจะเอาน้ำที่ไหนไปปลูกต้นไม้ล่ะครับ ดังนั้นก็ต้องจัดการอุดรูรั่วก่อน ด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้

(1) แยกประเภทของหนี้

✅ หนี้ดี คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ หนี้กู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หนี้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา

❌ หนี้เสีย คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครติด หนี้บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ

(2) แจกแจงหนี้ทีละรายการ

???? ต้องจ่ายเดือนละเท่าไร
???? เสียดอกเบี้ยเท่าไร
???? เหลือเวลาผ่อนอีกนานแค่ไหน

(3) เคลียร์หนี้

เริ่มจากปิดหนี้เสียที่ดอกเบี้ยเยอะที่สุด หรือเหลือยอดค้างชำระน้อยที่สุดก่อน จะได้จบเป็นก้อนๆ ไป ส่วนหนี้ที่ดี จริงๆ แล้วถ้ามันสร้างรายได้ให้เรา เช่น กู้สินเชื่อมาทำธุรกิจ ต้องผ่อนคืนเดือนละ 10,000 บาท แต่เราได้กำไรจากการลงทุนเดือนละ 15,000 บาท แบบนี้ก็คุ้มค่ากับการเป็นหนี้อยู่นะ พอมีกำไรถึงจุดหนึ่งที่จะจ่ายหนี้ส่วนนี้ได้หมด ก็ค่อยจัดการปิดหนี้ แล้วใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน

มีหนี้สิน จะเก็บเงินได้ไหม?

คำตอบก็คือ “ได้ครับ” อยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการยังไง ระหว่างที่ทยอยใช้หนี้ ก็ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายดู อาจตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และควรหารายได้เสริม ใช้ทักษะ/ความถนัดที่มีให้เกิดประโยชน์ เท่านี้ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว

เคลียร์หนี้+มีเงินเก็บแล้ว ต้องทำยังไงต่อ?

เมื่อเราเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย ทีนี้ก็เริ่มลงทุนได้อย่างสบายใจ อาจเลือกให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล หรือถ้ามีเวลาจะศึกษาข้อมูลเองก็ได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงน้อยก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนน้อย เสี่ยงมากก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก ถ้าเรารู้จักวางแผนดีๆ แผนเกษียณเงินล้านก็อาจไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ก็ได้นะครับ

“ถ้ามันดีอย่างนั้น คนก็รวยกันไปหมดแล้ว” คาถาดึงสติว่าสิ่งที่ดีเกินไปก็คล้ายยูนิคอร์น สวยดีแต่ไม่มีอยู่จริง

ช่วงที่ผ่านมาผมมีโอกาสเห็นกลโกงใหม่ ๆ ที่โผล่ขึ้นมาในรูปแบบ ‘กองทุนเถื่อน’ ที่เปิดเพจเฟซบุ๊กแล้วก็ยิงโฆษณาแอบอ้างชื่อบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือแล้วว่าเปิดโอกาสให้ซื้อหน่วยลงทุน เริ่มต้น xxx บาท (ส่วนใหญ่ก็หลักพัน) แล้วก็ให้ผลตอบแทนสูงมากๆ บางทึ่เคลมว่า 7% / สัปดาห์

ผมคิดในใจ “มึงบ้าไปแล้ว! ถ้ามันดีอย่างนั้น คนก็รวยกันไปหมดแล้ว”

ใช่ครับมันเป็นแชร์ลูกโซ่รูปแบบหนึ่งนั่นแหละ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ไส้ในก็เหมือนเดิม เอาเงินเหยื่อคนใหม่มาหมุนให้เหยื่อคนเก่า จนกองเงินมากพอก็รวบเงินหนีไป ปล่อยผู้เสียหายทิ้งไว้ให้รวมตัวกันไปฟ้องตำรวจเพื่อดำเนินคดีกันเอา (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นมีอะไรคืบหน้าในกรณีประมาณนี้)

ในฐานะคนที่ลงทุนมาสิบกว่าปี เรียกว่าประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นก็พอมีบ้าง ผ่านวิกฤติมาก็เยอะ เล่นจริงเจ็บจริงมาไม่น้อย เพื่อนหรือคนรู้จักหลายคนที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนก็มักจะถามผมว่า

“ในเมื่อไม่มีความรู้ พวกเขาควรเอาเงินไปให้บริษัทลงทุน หรือเอเจนซีที่โฆษณาออนไลน์ที่การันตีผลตอบแทน x% ต่อเดือนดีกว่าไหม?”

สำหรับผมแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นอะไรแบบนี้จะ ‘หนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย’

เพราะการสัญญาหรือการันตีอะไรแบบนี้มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ไม่ชอบมาพากล (ส่วนใหญ่ก็มีแชร์ลูกโซ่หรือหลอกเอาเงินเรานั่นแหละครับ) รูปแบบมันจะประมาณนี้

– เรามีสูตรลับเพื่อสร้างรายได้มหาศาล
– นี่คือโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ไม่มีใครรู้
– เรา (คนที่การันตี) รู้เทคนิคที่สร้างรายได้จากโอกาสครั้งใหญ่
– แค่เอาเงินมาวางไว้ให้เราวันนี้ เงินของคุณจะงอกเงยโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
– เรื่องลงทุนปล่อยเป็นหน้าที่ของเรา คุณแค่รอรับเงินก็พอ
– คุณพร้อมจะรวยแล้วรึยัง?

อะไรทำนองนี้ ซึ่งช่วงหลังพวกนักต้มตุ๋นเหล่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงเทคนิคไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปตามความรู้ของเหยื่อในตลาด บางทีก็น่าสนใจจนเราเห็นแล้วก็รู้สึกว่า “อืมมมม….น่าสนใจเหมือนกันนะ” อะไรแบบนี้เลย

หลัง ๆ มาจะไม่ได้เคลมเว่อร์ว่าจะเป็นเศรษฐีพันล้านภายในพรุ่งนี้ (เพราะมันคงไม่มีใครเชื่อหรอก) แต่จะการันตีผลตอบแทนที่สูง ๆ 15% บ้าง 20% บ้าง (ต่อปี) ซึ่งจริงอยู่ว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ “ถ้ามันดีอย่างนั้น คนก็รวยกันไปหมดแล้ว” มันเป็นไปไม่ได้ที่จะการันตีผลตอบแทน เป็นไปไม่ได้เลย ดึงสติกลับมาก่อนครับ

ความรู้เรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญ

ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีความรู้มากพอ อย่าเพิ่งท้อนะครับ เพราะความรู้เรื่องการเงินการลงทุนนั้นตอนนี้สามารถหาได้ไม่ยากแล้ว มีหนังสือมากมาย เพจการเงิน (รวมถึง aomMONEY ด้วย) ที่มอบความรู้และคอยเตือนภัยต่าง ๆ อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ ให้เริ่มหาความรู้ใส่ตัวก่อนครับ

เงินที่มีอย่าเพิ่งรีบร้อนจะเอาไปลงทุนถ้าเรายังไม่รู้ว่าเราลงทุนกับอะไร หาเวลาเรียนรู้เรื่องการลงทุนก่อน อย่าเพิ่งรีบเอาเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากเย็นไปลงในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าเงินนั้นมันงอกเงยได้ยังไง หรือไม่รู้ว่าโลกของการเงินการลงทุนทำงานยังไง

ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรกับทักษะการอ่านเขียนเลย ต้องรู้เรื่องหนี้ดีหนี้เสีย บัตรเครดิต นิสัยการใช้เงิน เก็บออม ฯลฯ นอกจากนั้นแล้วต้องมีความรู้อย่างน้อย ๆ ก็เบื้องต้นเรื่องการลงทุนด้วย เช่น ตลาดหุ้นทำงานยังไง? ซื้อขายหุ้นคืออะไร? คาดหวังผลตอบแทนตามปกติแล้วเท่าไหร่? กองทุนคืออะไร? ลงทุนในอสังหาฯ? ต้นทุนการลงทุนมีอะไรบ้าง? ควรซื้อหุ้นแบบไหน?

สิ่งเหล่านี้คือความรู้เบื้องต้นที่ทุกคนควรรู้ก่อนที่คิดจะเริ่มลงทุน ผมเองก็ซื้อหนังสือมาอ่าน เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะเตี่ยถึงเป็นนักธุรกิจ ก็ไม่เคยแม้แต่จะซื้อหุ้นหรือลงทุนเลยด้วยซ้ำ และเวลาลงทุน ผมก็ลงด้วยตัวเอง มันเป็นวิธีเดียวที่จะได้เรียนรู้ (แม้จะเจ็บตัวบ้าง) ในการลงทุนจริง ๆ

ก่อนจะลงทุนในอะไรก็ตาม ลงทุนในความรู้ก่อน

ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า “ถ้ามันดีอย่างนั้น คนก็รวยกันไปหมดแล้ว” สิ่งที่ดีเกินไปก็คล้ายยูนิคอร์นครับ มันสวยดีแต่ไม่มีอยู่จริง

“บัตรเครดิตไม่ใช่ผู้ร้าย” 4 ข้อดีของบัตรเครดิตที่ดีกว่า การใช้บัตรเดบิตและเงินสด

เป็นความจริงที่การใช้บัตรเครดิตมากๆ ก่อให้เกิดความล้มละลายตอนต้องจ่ายเงินตามรอบบิล และถ้าใช้ไม่ระวังก็เป็นหนี้ ดอกเบี้ยเพิ่มพูน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต เพราะในบางครั้งมันก็มีประโยชน์กับการเงินของเราเอง

สิ่งสำคัญก่อนจะไปหาเหตุผลที่ควรใช้บัตรเครดิตคือ พึงระลึกไว้เสมอว่า ควรใช้บัตรเครดิต ราวกับมันเป็นบัตรเดบิตของเรา นั่นหมายความว่า เราไม่ควรใช้ยอดเงินในบัตรเครดิตมากกว่าเงินที่มีอยู่ในบัตรเดบิต หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เท่าที่เงินตัวเองมี และเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายบิล ก็ห้ามจ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด ต้องจ่ายเต็มเท่าที่ใช้ไป

ข้อที่ 1 : ปกป้องบัญชีธนาคาร

ข้อดีข้อแรกของการใช้บัตรเครดิต แทนบัตรเดบิตคือ เพื่อปกป้องบัญชีธนาคารของคุณ เนื่องจากบัตรเครดิตมีโซลูชั่นและการป้องกันการฉ้อโกงแข็งแรงกว่าบัตรเดบิต และมันก็แยกออกจากบัญชีธนาคารเจ้าของบัตร ในขณะที่บัตรเดบิตนั้นเชื่อมเข้ากับบัญชีธนาคารของเราเต็มๆ

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นคือ ถ้าขโมยได้บัตรเดบิตและรหัสบัตรไป ขโมยก็จะรูด ถอนออกมาใช้โดยที่เงินจะถูกเอาไปใช้ทั้งหมด เงินหายออกไปจากบัญชีธนาคาร แต่ถ้าเป็นบัตรเครดิต เงินของเจ้าของบัตรจะยังไม่หายจนกว่าเจ้าของจะไปจ่ายบิล นั่นหมายความว่ายังมีเวลาเรียกร้องความยุติธรรม และจับขโมยได้

ข้อที่ 2 : การสะสมแต้ม

ข้อดีต่อมาคือ การสะสมแต้ม แน่นอนว่าสิทธิประโยชน์ที่มากับบัตรเครดิตนั้นยิ่งรูดยิ่งได้สิทธิประโยชน์เยอะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าอาหารในร้านอาหารที่ร่วมรายการ, ส่วนลดตั๋วหนัง, สะสมไมล์เที่ยวบินหรือนำแต้มมาใช้แทนเงินสดได้ ซึ่งบัตรเครดิตมักมีสิทธิประโยชน์ทำนองนี้เพื่อดึงดูดให้คนเข้าไปสมัครใช้งาน

ข้อที่ 3 : สร้างข้อมูลเครดิตที่ดี

การใช้บัตรเครดิตยังใช้สร้างข้อมูลเครดิตที่ดี ในกรณีที่ใช้อย่างระวัง จ่ายตรงเวลา ประวัติการชำระบัตรเครดิตที่ดีจะช่วยให้การขอสินเชื่อก้อนใหญ่เพื่อซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งในทางกลับกัน การใช้บัตรเดบิตอย่างเดียว ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบในการจ่ายเงินคืนตรงเวลา ซึ่งนั่นสำคัญมากๆ สำหรับธนาคารที่จะอนุมัติให้สินเชื่อก้อนใหญ่

ข้อที่ 4 : สิทธิประโยชน์การเดินทางท่องเที่ยว

สิทธิประโยชน์การเดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นอีกสิทธิพิเศษที่ทำให้คนสมัครบัตรเครดิตเลยก็ว่าได้บัตรเครดิตจำนวนมากเสนอการคุ้มครองการซื้อและการเดินทาง ยกตัวอย่างเช่นบางบัตรในต่างประเทศ ให้ความคุ้มครองประกันเดินทางที่ดีเทียบเท่ากับบริษัททำประกันเดินทางเลย ส่วนในไทยก็มีพ่วงประกันเดินทางเช่นกัน แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขดีๆ ว่าครอบคลุมประกันอะไรบ้าง

จะเห็นได้ว่า การใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ และไม่ใช้เกินวงเงินที่หามา สร้างคุณมากกว่าโทษ แต่ถ้าใช้เพลิน และไม่ยอมจ่ายบิลแบบเต็มจำนวน จะสร้างหนี้ให้เราในอนาคตแน่นอน

10 ข้อที่คนรวยบอก ถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่อายุ 20 คงรวยไปนานแล้ว

ใครๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี่เป็นบทเรียนจากเศรษฐี 10 คนที่บอกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากจะแก้ไข และเป็นสิ่งที่เค้าบอกว่า ถ้ารู้ตั้งแต่อายุ 20 ปีก็คงจะรวยไปนานแล้ว

(1) จงเรียนรู้ความผิดพลาด มันเกิดขึ้นได้ ทำใจให้สบาย

เจย์ เลโน หนึ่งในตลกที่มีชื่อเสียงยาวนานของช่อง NBC บอกว่า เขาเคยตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าเขาไม่ผิดพลาดในวันนั้น เขาคงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างในปัจจุบัน สิ่งที่เขาอยากจะบอกตัวเองในวัยเด็กก็คือ ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ ทำใจ และเรียนรู้มันเถอะ

(2) อย่าเครียด จงมีความสุขกับการใช้ชีวิต

โทนี่ ฮอว์ก ซีอีโอของ Birdhouse Skateboards และประธาน Tony Hawk Foundation บอกว่า อย่าหยุดที่จะเล่นไวโอลิน หรือไปเที่ยวที่แปลกบ่อยๆ บอกรัลูกๆ ให้บ่อยเท่าที่พวกเขาต้องการ กินเนื้อให้น้อยลง และก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง เพราะคุณไม่รู้หรอกว่านั่นจะเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตของคุณรึเปล่า

(3) สงสัยในตัวเองบ้าง และก็เอาชนะมันซะ

บาร์บารา คอรคอราน ผู้ก่อตั้ง Corcoran Group บอกว่า ถ้าเธอจะย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนที่เธอยังเด็กได้ เธอจะบอกว่าให้สงสัยตัวเองเยอะๆ และหาประโยชน์จากมันด้วยการเรียนรู้ให้มาก

(4) ตั้งเป้าหมายในสิ่งที่คุณทำได้ดี

แดน ล็อค นักธุรกิจด้านการศึกษา นักเขียน บอกว่า ถ้าเขาจะบอกอะไรกับคนหนุ่มสาวได้ เขาจะบอกว่า ให้โฟกัสไปที่จุดอ่อนของตัวอง โฟกัสว่าตัวเองมีดีอะไรบ้าง และพัฒนาความสามารถนั้นให้ดี ทักษะคุณก็จะดีขึ้น เริ่มต้นด้วยการโฟกัสหรือตั้งเป้าหมายเสียก่อน

(5) หยุดบ่น หยุดคิดเล็ก คิดน้อย

แมทท์ มีด ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Drivonic บอกว่าสองสิ่งที่เขาจะบอกตัวเองตอนวัย 20 กว่าๆ คือ หยุดคิดเล็กคิดน้อย คุณจะสร้างสิ่งใหญ่ๆ ไม่ได้ถ้ามัวแต่สะดุดคิดทุกจุด คิดหยุมหยิม จำไว้ว่ามันไม่มีทางลัดสำหรับเรื่องการเงินหรอก และก็หยุดบ่นสักที ไม่มีใครสนใจว่าคุณจะเป็นยังไงหรอก เรียนรู้และละทิ้งนิสัยแบบนี้สักที

(6) จงเป็นตัวของตัวเอง

แคทรีนา รูท ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ The Katrina Ruth Show กล่าวว่า ฉันหวังว่า ฉันน่าจะรู้เร็วกว่านี้ เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเป็นตัวของตัวเองอยู่ดี ฟังความรู้สึกตัวเองว่าตัวเองต้องการอะไร อะไรที่สำคัญสำหรับชีวิตคุณ ยิ่งเห็นมันไวเท่าไรคุณก็ยิ่งหาตัวเองเจอได้ไวเท่านั้น

(7) อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว

ทอม เฟอร์รี่ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Tom Ferry International บอกว่า ผมจะบอกตัวผมเองว่าอย่าไปเสียใจในสิ่งที่เลือกหรือลงมือทำไปแล้ว ผมหวังว่าผมจะเริ่มบริษัทได้เร็วกว่านี้ ถ้าผมคิดอย่างนี้ได้ตั้งแต่แรก สุดท้ายแล้ว ผมก็เป็นอย่างที่ผมเลือก ดังนั้น ก็ไม่ต้องแคร์หรอกถ้าตัดสินใจทำอะไรไปแล้วน่ะ

(8) จงเตรียมพร้อมสำหรับความผิดหวัง

แพท เบเคอร์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Mobius Media Solution เขาบอกว่าเราไม่สามารถรักษาความมั่งคั่งของเราได้ถ้าไม่รู้จักหั่นต้นทุนจนกว่าจะได้กำไร เขาบอกว่าการยอมรับความสูญเสียเป็นเรื่องสำคัญตอนที่เขาเป็นทหาร มันเป็นการตัดสินใจที่ยากถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่การเรียนรู้ที่จะยอมรับความเสี่ยง ความสูญเสียก็ทำให้เราเติบโตขึ้น

(9) ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสัมพันธ์

แอนเดรีย คอลลัลนัน นักดนตรี นักธุรกิจ เธอบอกว่าเธออกหักบ้างบางครั้ง เธอก็เรียนรู้ความเจ็บปวดนั้น ให้อภัยทุกคนสำหรับทุกสิ่งทุกย่าง ค้นหาความสุขของตัวเองให้เจอและก็ให้ความสำคัญทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ ทุกย่างจะดีตามมาเอง

(10) จงคว้าชัยชนะมาเป็นของตัวเอง

เดวน คาร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Aegis Living บอกว่า การคว้าชัยชนะมาได้ก็คือการที่คุณมีทักษะอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันไม่เหมือนใคร คุณต้องทุ่มเทกับทักษะนั้น และปล่อยให้มันนำพาชีวิตคุณให้ประสบความสำเร็จให้ได้ เรื่องก็มีแค่นี้

ออกแบบ “กองทุนรวม” ยังไง? ให้เห็น “ดอกผล” ตามต้องการ เพราะแผนการลงทุนที่ดี ไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนสูงเสมอไป

เมื่อพูดถึงการลงทุน มักนึกถึงผลตอบแทนที่ช่วยให้เงินลงทุนงอกเงยเป็นความมั่งคั่งในอนาคต แต่เส้นทางการลงทุนจะสวยงามได้ต้องอาศัยการออกแบบที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละราย รวมถึงต้องใช้ตัวเลือกการลงทุนที่ดีเช่นกัน ซึ่งกองทุนรวมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใช้ออกแบบการลงทุน เนื่องจากมีข้อจำกัดค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนทางเลือกอื่น อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้แน่ใจก่อนตัดสินใจลงทุน

ทำไมต้องกองทุนรวม?

กองทุนรวม เป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่สะดวก

ด้วยเงินลงทุนน้อย เช่น 500 – 1,000 บาท หรือบางกองทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง 1 บาท และสำหรับผู้ที่ไม่เคยลงทุนกองทุนรวมมาก่อน การเปิดบัญชีกองทุนในปัจจุบันถือว่าสะดวกมาก เพราะสามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันของ บลจ. บล. บลน. หรือธนาคารพาณิชย์ และยังเลือกลงทุนกองทุนรวมได้หลากหลาย บลจ. ในแอปพลิเคชันเดียวแบบไม่จำกัดค่ายอีกด้วย

กองทุนรวม เลือกความเสี่ยงได้

นอกจากความสะดวกในการเปิดบัญชี / ซื้อ / ขาย / สับเปลี่ยนแล้ว กองทุนรวมยังมีให้เลือกตามระดับความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงปานกลาง และความเสี่ยงสูง อีกทั้งประเภทกองทุนก็มีหลากหลาย เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น และยังมีการลงทุนให้เลือกแบบเฉพาะเจาะจงเป็นรายภูมิภาค รายอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจ

กองทุนรวม กระจายการลงทุนให้แล้ว

อีกหนึ่งข้อดีของกองทุนรวม คือ กระจายการลงทุน เพราะเงินทุกบาทที่ลงทุนในกองทุนรวม จะถูกกระจายการลงทุนไปในหลากหลายหลักทรัพย์ตามนโยบายการลงทุนที่ประกาศไว้ เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนและการกระจุกตัวในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ทำให้แม้มีผู้ออกหลักทรัพย์บางแห่งประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจ ก็จะส่งผลกระทบต่อเงินลงทุนในกองทุนรวมไม่มากนัก

อยากเห็นผลเร็ว เลือกกองทุนรวมอย่างไร?

ผลตอบแทน คือ ความคาดหวังหลักของนักลงทุน

ยิ่งเห็นกำไรได้เร็วยิ่งช่วยเติมเต็มความสุขในการลงทุน แต่การลงทุนแบบนี้นักลงทุนจำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล ติดตามข่าวสาร รวมถึงเปรียบเทียบความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งเป็นความเห็นที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ มาแล้ว เช่น ข่าวสาร สถานการณ์ ตัวเลขทางเศรษฐกิจ รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคด้วยว่ามีสินทรัพย์ใดได้รับกระทบเชิงบวก และผลตอบแทนมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่น เพื่อตัดสินใจเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านั้น

การติดตามข่าวสาร ไม่ได้ใช้เฉพาะกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนรวมหุ้นหรือกองทุนรวมผสม แต่ยังรวมไปถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มักใช้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุน เช่น ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น นักลงทุนอาจเลือกลดการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว และเพิ่มการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นแทน เพื่อลดความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุน เป็นต้น

ผลตอบแทน จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นอกจากผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว สิทธิประโยชน์ทางภาษีก็เป็นอีกหนึ่งผลตอบแทนระยะสั้นที่หลายคนมักนึกไม่ถึง ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนต้องรู้อัตราที่แน่นอนตามฐานภาษีของตัวเอง คือ 5 – 35% ของยอดเงินลงทุน โดยนักลงทุนสามารถเลือกซื้อกองทุนรวม SSF และ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับความเห็นของบทวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนระยะสั้น ทั้งจากการลงทุนและเงินคืนภาษีในการลงทุนครั้งเดียวกัน

อยากเห็นผลตอบแทนระยะยาว เลือกลงทุนอย่างไร?

เลือกสินทรัพย์ที่เติบโตได้

ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว แม้ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนจากสถานการณ์ที่เข้ามากระทบบ้าง เช่น กองทุนรวมที่เน้นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี กองทุนรวมหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ กองทุนรวมหุ้นกลุ่มยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมเหล่านี้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับวิถีโลกที่เปลี่ยนไป หรือเลือกกระจายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเศรษฐกิจหลักของโลกหรือภูมิภาค เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน เป็นต้น เพื่อให้เงินลงทุนได้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกได้

อย่าลืมจัดพอร์ตลงทุน

นอกจากการเลือกกองทุนรวมแล้ว การจัดสัดส่วนเงินลงทุนหรือจัดพอร์ตลงทุน ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เงินลงทุนเติบโตได้ในระยะยาว ด้วยความผันผวนและความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถยอมรับได้ เช่น

✅ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรมีสินทรัพย์เสี่ยงสูง 10 – 15% ของเงินลงทุน
✅ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ควรมีสินทรัพย์เสี่ยงสูง 40 – 50 % ของเงินลงทุน
✅ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง ควรมีสินทรัพย์เสี่ยงสูง 60 – 70 % ของเงินลงทุน

โดยสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และเงินส่วนที่เหลือควรเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

เงินลงทุนในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงสูง อาจมีทั้งการเน้นถือยาวและเน้นสับเปลี่ยนการลงทุนตามความเห็นของบทวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่ต้องรักษาสัดส่วนเงินลงทุนส่วนนี้โดยรวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หากเป็นการลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาวมักจะสูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เพียงแต่ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุน (Portfolio Duration) สอดคล้องหรือสั้นกว่าระยะเวลาการลงทุนที่ตั้งใจ และเป็นกองทุนที่มีการลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade ด้วย

แผนการลงทุนที่ดี ไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนสูงเสมอไป แต่ผลตอบแทนนั้นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและข้อจำกัดการลงทุนของแต่ละคน ตัวช่วยที่ทำให้แผนการลงทุนดีได้และนักลงทุนสามารถนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่ การควบคุมความเสี่ยงของเงินลงทุน ด้วยการจัดสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม ค่อย ๆ เริ่มต้นและเรียนรู้ ด้วยเงินลงทุนไม่ต้องมากหรือเป็นเงินส่วนที่รับความเสี่ยงได้ และกระจายการลงทุนไม่ให้กระจุกตัว ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวม

เขียนโดย: ราชันย์ ตันติจินดา นักวางแผนการเงิน CFP®

7 หลักคิดการเงิน ‘ที่เป็นเรื่องจริงแต่ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อ’ ที่ทำให้ ’Steve Adcock’ ร่ำรวยจนเกษียณได้ในวัย 35 ปี

ในปี 2016 สตีฟ แอดค็อก (Steve Adcock) วัย 35 ปี ได้เดินทางมาถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินที่ตั้งใจเอาไว้ด้วยเงินเก็บราว ๆ 35 ล้านบาท เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปและก็ทำงานหาเงินเป็นพนักงานประจำเหมือนคนปกติทั่วไปนี่แหละ

เขาเขียนเล่าไว้ในบทความบนเว็บไซต์ CNBC ว่า “ปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากคำแนะนำที่ผมได้รับ แต่เป็นคำแนะนำที่ผมไม่เชื่อต่างหาก ผมสร้างความมั่งคั่งในแบบเดิม ๆ ทำงานหนัก 9 โมง – 5 โมง และวางแผนการเงินที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่เห็นด้วย”

นี่คือหลักคิดการเงินที่เป็นเรื่องจริงแต่ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อ 7 ข้อที่แอดค็อกบอกว่าทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีและเกษียณได้ในวัย 35 ปี เท่านั้น

1. ความซื่อสัตย์ต่อบริษัททำให้คุณจน

ถ้าคุณไม่เปลี่ยนงานบ้างตลอดเส้นทางอาชีพ นั่นหมายความว่าคุณกำลังเสียโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การรับตำแหน่งใหม่ในบริษัทอื่นคือวิธีสร้างรายได้ที่กระโดดขึ้นอย่างมาก แอดค็อกกล่าวว่า

“ผมเปลี่ยนงานห้าครั้งตลอด 14 ปีของการทำงาน และได้รับเงินเดือนเพิ่ม 15-20% ทุกครั้งที่เปลี่ยนงาน มันทำให้เงินเดือนผมขึ้นสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างมาก”

เมื่อบริษัททำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท พนักงานก็ควรทำแบบเดียวกัน

2. เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ร่ำรวยด้วยตนเอง

รายงานจากศูนย์วิจัย Ramsey Solutions พบว่า 74% ของชาว Gen Y เชื่อว่าเศรษฐีเงินล้านนั้นมาจากการรับมรดกจากรุ่นก่อน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มบูมเมอร์ก็คิดแบบเดียวกัน

แต่ที่จริงแล้วแอดค็อกบอกว่า “คนที่เป็นเศรษฐีเงินล้านหลายคนที่ผมรู้จักนั้นสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยตัวเอง และการรู้แบบนั้นทำให้รู้สึกมีกำลังใจด้านการเงินให้กับตัวเองด้วย”

จากการเก็บข้อมูลเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งมากกว่า 1 ล้านเหรียญ (35 ล้านบาท) มากกว่า 10,000 คนนั้นพบว่า 79% นั่นไม่ได้รับมรดกตกทอดอะไร ส่วนใหญ่มาจากก็สร้างความมั่งคั่งจาก “การลงทุนที่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหนี้ และการใช้จ่ายเงินที่ฉลาดๆ” ทั้งสิ้น

3. คู่ครองสามารถสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายการเงินของคุณได้

แอดค็อกเล่าว่า “เพื่อนของผมหลายคนแต่งงานเร็ว ตั้งแต่ช่วง 20 ต้น ๆ กลาง ๆ แล้วตอนนี้ ประเด็นใหญ่ของความตึงเครียดในความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นนิสัยเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายที่แตกต่างกันหรือการที่ไม่ยอมพูดคุยกันเรื่องการเงิน”

สำหรับคนส่วนใหญ่ เรื่องการเงินนั้นเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนและส่วนตัวเป็นอย่างมาก มักจะหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องนี้กับคนอื่น หรือแม้แต่คู่ครองด้วยกันเองบางทีก็ไม่ยอมคุยด้วย อาจจะเพราะตัวเองรู้ว่ามีนิสัยทางการเงินที่ไม่ดี ซื้อของฟุ่มเฟือย หรือบางทีเป้าหมายทางการเงินไม่เหมือนกันด้วย

คำแนะนำของแอดค็อกคือ “รอจนกว่าจะเจอคนที่มีแนวคิดเรื่องการเงินที่เหมือนกัน นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต”

การเข้าใจว่าคู่ครองของเรามองเรื่องการเงินแบบไหน อะไรที่เป็นเป้าหมายของแต่ละคน มีอะไรที่จะช่วยเหลือกันได้ไหม คุณค่าของเงินหรือความมั่งคั่งในชีวิตคู่เป็นยังไง? แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่อยากพูด แต่เป็นเรื่องที่จำเป็น

4. คุณไม่จำเป็นจะต้องยุ่ง วุ่นทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

เราอาจจะรู้สึกว่าถ้าอยากรวยก็ต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดเพื่อจะได้รวยให้เร็วมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณจะมีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีเงินมากขนาดไหน ถ้าเจ็บป่วยมาทีมันก็แทบไม่มีประโยชน์เลยในการไปเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปรักษาตัวเองจนหมด

เพราะฉะนั้นแบ่งเวลามาดูแลเรื่องสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไปพร้อมกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วย

ให้จัดอันดับความสำคัญเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือต้องหยุดพักผ่อนบ้างเพื่อเติมพลังให้กับตัวเองเพื่อจะได้กลับมาทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

ถ้าสุขภาพไม่ดี เข้าออกโรงพยาบาลเป็นร้านสะดวกซื้อ เงินที่หามาเท่าไหร่ก็ไม่พอครับ

5. ครอบครัวยากจนไม่ได้หมายความว่าคุณจะสร้างความมั่งคั่งไม่ได้

“ผมมาจากครอบครัวรายได้ต่ำ คุณปู่เป็นศาสนาจารย์และแทบจะเรียกว่าไม่มีเงินเลยเพราะไม่มีความรู้เรื่องการบริหารเงิน” แอดค็อกกล่าว

ซึ่งต่อมาคุณพ่อของเขาก็รับเอานิสัยเรื่องการเงินพวกนี้มาด้วย หาเงินมาได้ก็ใช้ แทบจะไม่เหลือเก็บ เดือนชนเดือนตลอด โชคดีที่ภายหลังคุณพ่อเริ่มเปลี่ยนนิสัยการเงินและพอจะเริ่มเก็บเงินได้บ้างในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ก็มีไม่ได้มากอะไร

สิ่งสำคัญคือแอดค็อกได้รับบทเรียนเกี่ยวกับการเงินมาจากพ่อเรื่องการเก็บเงิน การลงทุน และรู้ว่าหนี้บัตรเครดิตที่จะทำให้ความมั่นคงทางการเงินในชีวิตนั้นล้มได้เลย แอด็อกกล่าวว่า

“แม้เงินเดือนคุณไม่ได้มหาศาล คุณก็มีโอกาสที่รวยได้”

6. ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ได้การันตีความมั่งคั่งในชีวิต

การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญและใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยนั้นจะช่วย ‘เพิ่มโอกาส’ ในการได้เข้าทำงานในบริษัทที่คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้การันตีปลายทางว่าคุณจะมีความมั่งคั่งในชีวิต

แอดค็อกเล่าว่า “ผมไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ผมก็เก็บเงินฉุกเฉินและลงทุนอย่างน้อย ๆ 10% ของรายได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผ่านมาหลายปีมันช่วยทำให้ผมสามารถเกษียณและมีชีวิตที่ค่อนข้างสบายเลย”

โดยเขาแนะนำว่าควรหามหาวิทยาลัยที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงนักและมีสาขาที่เราสนใจอยากเรียนจริง ๆ ดีกว่า

7. แพสชันใช้จ่ายใบแจ้งหนี้ไม่ได้

เราได้ยินมาเสมอว่าให้ทำตามแพสชัน (passion) สิ่งที่คุณหลงใหลแล้วคุณจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่นั้นก็อาจจะไม่จริงเสมอไปสำหรับทุกคน แอดค็อกกล่าวว่า

“มันง่ายกว่าสำหรับเราในการใช้ทักษะที่เชี่ยวชาญในการหารายได้มากกว่าแพสชัน แพสชันของเราส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และปกติแล้วมันก็ยากกว่าที่จะได้เงินเดือนสูง ๆ ในตลาดที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์”

งานอดิเรกของเขาคือการถ่ายภาพ แต่ก็เลือกที่จะทำงานในสายพัฒนาโปรแกรมเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำได้และทำได้ดี ซึ่งเงินเดือนระหว่างสองอาชีพนี้แตกต่างกันอย่างมาก “ตอนนี้ในฐานะคนที่เกษียณแล้ว ผมก็มีความสุขและสามารถใช้เวลากับแพสชันมากขึ้นด้วย” เขากล่าวปิดท้าย

แพสชันคือความสุข แต่อย่าลืมว่าใบแจ้งหนี้จะเอาความสุขไปจ่ายก็ไม่ได้ สร้างช่องทางหาเงินที่มั่นคงให้ได้ แพสชันเป็นเรื่องที่ดี ทำเป็นงานอดิเรกไปก่อนในระหว่างที่กำลังสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต

รายได้น้อย แต่อยากออม มีทางเลือกอะไรบ้าง?

เศรษฐกิจแบบนี้หลายคนมีรายได้ลดลง เพราะผลกระทบจากโควิด หรือบางคนก็เพิ่งเริ่มทำงาน เงินเดือนอาจจะยังไม่สูงนัก คำถามคือ “ถ้าคนกลุ่มนี้อยากออมเงินเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว จะทำได้ไหม?” aomMONEY ก็ขอตอบว่า “ทำได้ครับ” ขอแค่มีรายได้ > รายจ่าย ยังไงก็สามารถออมเงินได้แน่นอน วันนี้ผมมีทางเลือกดีๆ ทำได้จริง สำหรับคนรายได้น้อยมาฝาก จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1. ฝากออมทรัพย์/ฝากประจำ

วิธีออมเงินแบบเบสิกที่สุด เข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือการนำเงินไปฝากธนาคารนั่นเอง ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หายแน่นอน

???? ฝากออมทรัพย์ สำหรับคนที่อยากออมสบายๆ มีสภาพคล่องสูง ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยประมาณ 0.25% ต่อปี

???? ฝากประจำ สำหรับคนที่อยากสร้างวินัยการออมสม่ำเสมอ ได้ดอกเบี้ยประมาณ 0.80% ต่อปี

2. ซื้อสลากรูปแบบต่างๆ

วิธีนี้คือการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ และเงินต้นไม่หายอีกเช่นกัน โดยจะมีจุดเด่น/เงื่อนไขดังนี้

???? ขั้นต่ำแค่ 20 บาท/หน่วย ไม่ต้องมีเงินเยอะก็ออมได้

???? สลากที่ซื้อจะมีสิทธิ์ลุ้นโชคทุกงวด อาจถูกรางวัลเงินล้านไม่รู้ตัว

???? ต้องถือสลากให้ครบระยะเวลาที่กำหนด มีตั้งแต่แบบ 1 ปี, 2 ปี, 3 ปี และ 5 ปี จึงจะได้รับดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ถ้าต้องถอนเงินออกมาก่อน ก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราลดหลั่นลง

???? เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจะทำให้เรามีเงินก้อน นำไปลงทุนหรือทำสิ่งที่ต้องการ

3. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

วิธีออมเงินในรูปแบบตราสารหนี้ ที่รัฐบาลเป็นผู้ออกเพื่อกู้เงินจากประชาชน จึงมีความเสี่ยงต่ำ (เพราะเจ้าหนี้ของเราคือรัฐบาล) มักจะต้องถือพันธบัตรเป็นระยะเวลา 3 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่แล้วยิ่งเป็นประเภทที่ต้องถือนาน ก็จะยิ่งได้ดอกเบี้ยสูง

4. ออมทอง

เดี๋ยวนี้ทอง 1 บาทราคาสูงมากครับ แต่โชคดีที่เราสามารถ “ออมทอง” ได้ หลักการของมันก็คือการซื้อทองคำเก็บสะสมไปเรื่อยๆ เริ่มต้นแค่ 1,000 บาท เมื่อสะสมได้น้ำหนักครบก็จะได้รับทองคำจริง ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนเพื่อซื้อทองอีกต่อไป การออมทองมี 2 แบบให้เลือกคือ

???? ออมแบบรายเดือน ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง เลือกตัดบัญชีอัตโนมัติเพื่อกันลืมได้เลย

???? ออมตามใจ เลือกเวลาซื้อเองได้ ไม่จำเป็นต้องออมทุกวัน ส่วนใหญ่มักจะซื้อตอนที่ราคาทองต่ำลง

5. ออมหุ้น (DCA)

ไม่ต้องมีเงินทุนเยอะก็เล่นหุ้นได้ครับ ผ่านวิธีที่เรียกว่า “ออมหุ้น” หรือ Dollar Cost Averaging (DCA) นั่นเอง โดยเราจะเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่มีบริการออมหุ้น แล้วจะให้โบรกเกอร์ช่วยเลือกหุ้นที่น่าสนใจ หรือจะออมหุ้นอัตโนมัติด้วยตัวเองก็ได้ หลักการก็ง่ายๆ ดังนี้

???? เลือกหุ้นดีที่น่าลงทุนในระยะยาว

???? ซื้อหุ้นเป็นจำนวนเท่าๆ กันสม่ำเสมอทุกเดือน เช่น เดือนละ 1,000 บาท โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร

???? วิธีนี้จะทำให้เราซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้น เมื่อราคาต่ำลง หรือได้จำนวนน้อยลง เมื่อราคาสูงขึ้น

???? ลดความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นเต็มรูปแบบ

6. ลงทุนในกองทุนรวม

เหมาะสำหรับคนที่มีความรู้ด้านการเงินระดับหนึ่งแล้ว วิธีนี้คือการที่เรานำเงินไปให้มืออาชีพอย่าง “ผู้จัดการกองทุนรวม” ช่วยลงทุนแทนในกองทุนรวมนั่นเอง ซึ่งผมแนะนำให้เลือกกองทุนรวมประเภทตราสารเงิน หรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ค่อนข้างปลอดภัยต่อเงินต้น ข้อดีคือได้ผลตอบแทนราว 5-10% ต่อปี ซึ่งดีกว่าการฝากเงินในธนาคาร

ไม่ว่าจะมีรายได้มากน้อยแค่ไหน จะแบ่งออมได้เท่าไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การลงมือทำ” ครับ เริ่มต้นออมตั้งแต่วันนี้ ก็ยิ่งได้เปรียบคนอื่น และมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น ดีกว่าการผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ลงมือสักที เพราะเราจะเสียต้นทุนอันมีค่าที่สุดไป นั่นคือ “เวลา”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save