“ค่าไฟฟ้า” มาจากไหน? ทำไมแพงขนาดนี้!

“แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมที่ประชาชนต้องจ่ายในระดับต่ำกว่า 4 บาทต่อ หน่วยคงจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว”

เป็นคำกล่าวของ คุณคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symphosium 2022 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา

ถึงอากาศจะร้อนแค่ไหน แต่ได้พอได้ยินคำนี้เข้าไป เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกหนาวขึ้นมาทันที

ปัจจุบัน “ไฟฟ้า” ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน ทุกคนล้วนต้องใช้ไฟฟ้าในการทำกิจกรรมหรือการอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งสิ้น

“จำเป็น” แต่ทำไมต้อง “แพง” ขนาดนี้? เชื่อว่าหลายบ้านที่ค่าไฟฟ้าพุ่ง เริ่มเกิดความสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า “ค่าไฟฟ้า” ที่เราจ่ายกันไป ถูกคิดจากอะไรบ้าง?

องค์ประกอบของ “ค่าไฟฟ้า” ได้แก่…

(1) ค่าไฟฟ้าฐาน
(2) ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft)
(3) ค่าบริการ
(4) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ทั้งนี้ “ค่าบริการ” จะแตกต่างกันไป ตามประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าและขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า ส่วน “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ “VAT” คิดในอัตรา 7% เหมือนกับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไป

ซึ่งปัญหาที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับ “ค่าไฟฟ้าแพง” มักมาจาก “ค่าไฟฟ้าฐาน” และ “ค่า Ft” มากกว่า

ค่าไฟฟ้าฐาน คืออะไร?

“ค่าไฟฟ้าฐาน” เป็นค่าไฟฟ้าที่คิดจากต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง สายจำหน่าย และการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราเรียกเก็บ ภายใต้สมมติฐานความต้องการใช้ไฟฟ้า ราคาเชื้อเพลิง อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ประมาณ 3.79 บาทต่อหน่วย

ปัญหาของ “ค่าไฟฟ้าฐาน” คืออะไร?

คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิจัย และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ให้ความเห็นว่า ค่าไฟฟ้าฐานที่แพงขึ้น มาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการพยายากรณ์เกินความจำเป็น

โดยมีการคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงเกินไป ทำให้เกิดการสำรองไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามไปด้วย จากที่ควรสำรองไว้ที่ 15% กลับสำรองไว้สูงถึง 55% และสูงเกินจริงตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเกินความจำเป็น และสะท้อนเป็น “ค่าไฟฟ้าฐาน” ที่เราจ่ายไปนั่นเอง

ค่าไฟฟ้าผันแปร(ค่าFt) คืออะไร?

“ค่าไฟฟ้าผันแปร” หรือ “ค่าFt” เป็นค่าไฟฟ้าที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และผลกระทบจากค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ

ค่า Ft ปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค.66) อยู่ที่อัตรา 0.9827 บาทต่อหน่วย ซึ่งความพิเศษของค่า Ft คือ สามารถเป็นได้ทั้ง จำนวนบวก(+) และจำนวนลบ(-) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ

ข้อมูลจากเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวง แสดงให้เห็นว่า ค่า Ft มีค่าติดลบตั้งแต่ปลายปี 2558 – 2564 และมีการปรับเป็นบวกเมื่อปี 2565 เป็นต้นมา

ปัญหาของ “ค่า Ft” คืออะไร?

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้แจงว่า มี 2 ปัจจัย ที่ส่งผลให้ค่า Ft แพงขึ้น ได้แก่

1. ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลง ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ LPG มาทดแทน ซึ่งมีราคาสูงกว่ามาก อันเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

2. ผลของการอุ้มค่า Ft ไว้ที่ระดับต่ำกว่าต้นทุนจริงในช่วง COVID-19 เพื่อหวังบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชน จนทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มีภาระหนี้สูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มค่า Ft ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

นอกจากนี้ทางการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ให้ความเห็นว่า ค่าไฟแพงขึ้นอาจมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นด้วย

ยกตัวอย่าง ในสภาวะอากาศปกติ เช่น อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส หากเราปรับอุณหภูมิแอร์ในห้องที่ 26 องศาเซลเซียส แอร์จะต้องทำงานเพื่อลดอุณหภูมิให้ได้ 4 องศาเซลเซียส

แต่ในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด เช่น อุณหภูมิภายนอก 40 องศาเซลเซียส หากเราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องเท่าเดิมไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส แอร์จะต้องทำงานเพื่อลดอุณหภูมิให้ได้ถึง 14 องศาเซลเซียล

แอร์จึงทำงานหนักมากขึ้น และกินไฟมากกว่าเดิม อีกทั้งยังต้องรักษาอุณหภูมิในสภาวะที่มีความร้อนจัดจากภายนอกรบกวน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้จากการทดสอบพบว่าอุณหภูมิภายนอกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียสแอร์จะกินไฟเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ถึงแม้จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะเวลาเท่ากัน หรือปรับตั้งค่าอุณหภูมิเท่าเดิมก็ตาม

ล่าสุด ที่ประชุมคณะอนุกรรมการค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) มีมติเห็นชอบลดค่า Ft ลงจากเดิมที่ ค่าไฟฐาน รวม ค่า Ft เท่ากับ 4.77 บาทต่อหน่วย ลดเป็น 4.70 บาทต่อหน่วย และจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในวันที่ 24 เมษายนนี้ ต่อไป

จริงหรือไม่? ที่เขาบอกว่า “คน Gen Y” เครียดเรื่องเงิน มากกว่าคน Gen อื่น

แม้ว่าเงินจะไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แต่หลายอย่างในชีวิตก็ต้องใช้เงิน! หลายคนจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จนบางครั้งก็เกิดความเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคน Gen Y หรือชาวมิลเลนเนียล ที่ความเครียดเรื่องเงินพุ่งสูงกว่าคนวัยอื่นๆ

Affirm บริษัทสตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยีการเงิน ที่กำลังเติบโตอย่างมากในสหรัฐอเมริกา เผยผลสำรวจการเงินของชาวอเมริกัน จำนวน 2,000 คน พบว่าชาวมิลเลนเนียล ที่เกิดในช่วง ค.ศ.1981-1994 (ตามปีที่เกิดของคนในแบบสำรวจนี้) มีความเครียดและคิดเรื่องเงินเฉลี่ย 7 ครั้งต่อวัน ขณะที่คนกลุ่มอื่นๆ คิดเรื่องนี้ราว 6 ครั้งต่อวัน

Silvija Martincevic ประธานฝ่ายการขาย Affirm ระบุว่า 40% ของกลุ่มมิลเลนเนียลดังกล่าว ยอมรับว่าความล้มเหลวทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุด คือการเป็น “หนี้บัตรเครดิต” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนกลุ่มนี้นิยมใช้เทคโนโลยีทางการเงิน ที่ทันสมัยและยืดหยุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมิลเลนเนียลจะเครียดเรื่องเงินมากที่สุด แต่ราว 79% ของคนกลุ่มนี้ก็ยังมีความมั่นใจมากที่สุดในสถานะทางการเงินของตัวเอง อาจเป็นเพราะว่าอายุยังน้อย และเพิ่งเริ่มทำงานมีรายได้ไม่นานนัก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าการเงินของพวกเขาจะดีขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า

ตัดภาพมาที่กลุ่มคน Gen X มีความมั่นใจในสถานะการเงินของตัวเองรองลงมา อยู่ที่ 71% ตามด้วยกลุ่ม Gen Baby Boomers อยู่ที่ 65% และกลุ่ม Gen Z ซึ่งมีอายุน้อยที่สุด มีความมั่นใจในระดับต่ำสุด อยู่ที่ 57% เท่านั้น จึงทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ เริ่มออมและลงทุนเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 25 ปี

แม้ว่าคนแต่ละช่วงวัย จะมีพฤติกรรมการออมและการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน แต่จะเห็นได้ว่า “เงิน” ยังเป็นปัญหาความเครียดและวิตกกังวลของคนทุกช่วงอายุ แต่ “ทัศนคติ” และ “การวางแผนการเงิน” จะช่วยให้เราผ่านพ้นปัญหาไปได้ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม ยิ่งรู้ตัวเร็ว ก็ยิ่งเริ่มวางแผนได้เร็วกว่าคนอื่นนะครับ

เหตุผลที่คนทิ้งมรดกไว้ข้างหลังที่ไม่ใช่แค่รักลูกหลาน และ การเก็บภาษีทรัพย์สินคนตายเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในสังคม

ทรัพย์สินที่คนเราทิ้งไว้หลังความตายสะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้ พฤติกรรมการใช้จ่าย ตลอดจนการวางแผนการออมและการลงทุนในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่

แน่นอนว่าคนรายได้สูงย่อมมีโอกาสในการออมและลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งมากกว่าคนรายได้น้อย แต่มูลค่าทรัพย์สินที่ตกทอดสู่ทายาทนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจที่เจ้าของทรัพย์สินได้รับจากการใช้จ่ายในแต่ละช่วงเวลาด้วยเช่นกัน โดยเจ้าของทรัพย์สินพึงพอใจกับการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคตมากกว่าปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะส่งต่อความมั่งคั่งให้ทายาทได้มาก

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนถือเป็นทรัพยากรเริ่มต้นสำหรับการดำเนินชีวิตที่มีส่วนช่วยในการเลื่อนสถานะทางสังคมของคนรุ่นถัดไป

ตัวอย่างเช่น ชาวจีนที่อพยพมายังประเทศไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเริ่มต้นจากการทำงานใช้แรงงาน เมื่อเก็บเงินได้ก็เปิดกิจการเป็นของตัวเอง ส่งต่อให้ลูกหลานดูแลและต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาล ท้ายที่สุดลูกหลานก็สามารถเลื่อนสถานะจากชนชั้นแรงงานขึ้นมาเป็นนายทุนที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

อะไรคือแรงจูงใจให้คนเราทิ้งทรัพย์สินไว้หลังความตาย

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้คำนวณหาระดับการใช้จ่ายและการออมที่เหมาะสมมักสมมติให้คนเราใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาได้ก่อนตาย หรือพูดง่าย ๆ คือเงินหมดปุ๊บก็ตายทันที แต่ในความเป็นจริงคนเราอาจมีแรงจูงใจดังต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งประการ ซึ่งทำให้ทรัพย์สินบางส่วนยังหลงเหลืออยู่ แม้ตัวจะตายไปแล้วก็ตาม

1. ความไม่แน่นอน (uncertainty)

คนเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าตัวเองจะตายตอนไหน ยกเว้นบางกรณี เช่น เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งแพทย์อาจแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าตัวเองเหลือเวลาในชีวิตอีกนานแค่ไหน

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าช่วยให้คนอายุยืนขึ้น ดังนั้น หนทางในการลดความเสี่ยงที่เงินจะไม่พอใช้ตอนแก่ก็คือการทำงานหนักเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ตัวเอง

หากเจ้าของทรัพย์สินตายเร็ว ทรัพย์สินส่วนที่ใช้ไม่หมดค่อยมอบเป็นมรดกให้ทายาท ทำให้ทายาทประเมินได้ยากว่าทรัพย์สินส่วนไหนที่เจ้าของตั้งใจเก็บไว้เป็นเงินออมเผื่อฉุกเฉินและส่วนไหนที่ตนจะได้รับเป็นมรดก

2. ความเห็นอกเห็นใจ (altruism)

แรงจูงใจนี้มักเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ที่กังวลว่าลูกจะใช้ชีวิตลำบากหลังจากที่ตัวเองตาย จึงวางแผนที่จะยกทรัพย์สินบางส่วนให้ลูก

ความเห็นอกเห็นใจส่งผลให้เจ้าของทรัพย์สินต้องทำงานหนัก เช่นเดียวกับแรงจูงใจที่เกิดจากความไม่แน่นอน แต่ต่างกันตรงที่เจตนาของการสร้างความมั่งคั่งถูกระบุไว้ตั้งแต่ก่อนตายว่าเพื่อมอบให้แก่ทายาท

โดยอาจบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่มีผลทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรมที่ระบุมูลค่าของทรัพย์สินที่แบ่งให้ทายาทแต่ละคน เพื่อให้มั่นใจว่าทายาทจะได้รับมรดกตามที่เจ้าของทรัพย์สินตั้งใจไว้ และช่วยป้องกันการทะเลาะวิวาทกันในกลุ่มทายาท

3. การแลกเปลี่ยน (exchange)

เจ้าของทรัพย์สินบางคนคาดหวังว่าตัวเองจะมีคนมาดูแลในยามแก่ แลกกับการมอบทรัพย์สินบางส่วนให้เป็นการตอบแทน ซึ่งฟังดูสอดคล้องกับวัฒนธรรมแบบเอเชียที่นิยมอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายช่วงอายุ

โดยเด็ก ๆ มีหน้าที่ดูแลผู้ใหญ่ในครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบางครอบครัว การพาผู้สูงอายุไปฝากไว้ที่บ้านพักคนชราอาจสร้างความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง

ผลสำรวจความต้องการของผู้สูงอายุไทยในปี 2566 ที่จัดทำโดยนิด้าโพลพบว่าผู้สูงอายุราว 53% ระบุว่าสถาบันครอบครัวคือผู้ที่เหมาะสมในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าของทรัพย์สินที่มีแรงจูงใจเช่นนี้อาจเลือกที่จะเกษียณอายุก่อนกำหนด (early retirement) เพื่อมารับการดูแลจากลูกหลาน

อย่างไรก็ตาม หากมองเป็นภาพรวมในระดับประเทศ การคำนวณสัดส่วนของทรัพย์สินที่คนรุ่นหนึ่งจะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปสามารถทำได้ยาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ข้อมูลจากแบบสำรวจต่าง ๆ ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ

อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องของวิธีการคำนวณที่เหมาะสม แต่ก็มีนักวิจัยหลายท่านในต่างประเทศพยายามคำนวณตัวเลขดังกล่าว เพื่อใช้ประกอบการทำนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม

เมื่อการรับมรดกมีต้นทุนที่ต้องจ่าย

ย้อนดูผลการจัดเก็บภาษีมรดกของไทยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยมีแนวคิดให้ผู้รับมรดกต้องชำระภาษีให้รัฐมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 โดยมีการตราพระราชบัญญัติอากรมรดกและการรับมรดก พุทธศักราช 2476 แต่บังคับใช้ได้เพียง 11 ปีก็ถูกยกเลิก เนื่องจากมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยที่เห็นว่าการชำระภาษีเป็นภาระที่หนักเกินไป

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2559 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยกลับมาเรียกเก็บภาษีจากผู้รับมรดกอีกครั้ง โดยเรียกเก็บจากเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทในอัตรา 10% หรืออัตรา 5% ในกรณีที่ผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน

หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่าเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีมรดกของไทยในปัจจุบันนั้นถือว่าสูงหรือต่ำ ซึ่งคงต้องตอบด้วยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกเช่นกัน

โดยพบว่าเกณฑ์ของประเทศไทยผ่อนผันมากกว่าเกณฑ์ของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรที่เรียกเก็บภาษีมรดกจากส่วนที่มีมูลค่าเกิน 325,000 ปอนด์ หรือประมาณ 14 ล้านบาท ยกเว้นการให้มรดกที่เป็นบ้านแก่ลูกหลาน ซึ่งอนุญาตให้ชำระภาษีเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกิน 500,000 ปอนด์ หรือประมาณ 21 ล้านบาท โดยเรียกเก็บอัตราภาษีในอัตราเดียวที่ 40%

เกณฑ์การเรียกเก็บภาษีมรดกของไทยที่ผ่อนผันมากกว่าหลายประเทศส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลไทยมีรายได้จากภาษีมรดกเพียง 474 ล้านบาท คิดเป็น 0.02% ของรายได้จัดเก็บทั้งหมด ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ที่ 0.5% ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนดูพัฒนาการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 พบว่ารายได้จากภาษีมรดกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นในปี 2563 ที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างรุนแรง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดกไปแล้วถึง 455 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดีของการนำนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดกมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากไว้เป็นประเด็นให้ผู้อ่านทุกท่านนำไปขบคิดคือแม้ว่าแนวคิดการจัดเก็บภาษีมรดกจะได้รับการยอมรับจากหลายประเทศในฐานะเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็เป็นเพียงหนทางที่ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น การลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนยังต้องคำนึงถึงแนวทางการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งควรมุ่งเน้นที่การลงทุนในโครงการที่คนจนจะได้ประโยชน์ มิใช่ลงทุนเฉพาะโครงการที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนรวยด้วยกันเอง

———————————–

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ

เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

เชื่อไหมว่า? ผู้ใหญ่กว่า 43% เคยแอบมีความลับ! เรื่องเงินกับคู่ครองตัวเอง

เพื่อน ๆ คิดว่า ถ้าแฟนหรือคนรักของเราโกหกเราเรื่องเงิน เราจะรับได้มากน้อยแค่ไหนครับ aomMONEY เชื่อว่าหลายคนน่าจะรับกันไม่ได้แน่นอน เพราะการมีความลับ โกหก หรือบอกไม่หมด สะท้อนถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง

และแน่นอนครับว่า เมื่อมีความลับในชีวิตคู่ การไปต่อย่อมเป็นเรื่องยาก

ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้กันดี แต่เชื่อไหมครับว่าโพลสำรวจจาก The Harris Poll และ National Endowment for Financial Education ซึ่งทำการสำรวจชาวสหรัฐฯ จำนวน 2,073 คน

เปิดเผยข้อมูลออกมาว่า…

43% เคยโกหกเรื่องเงินคู่ครองตัวเอง
39% เคยแอบกระเป๋าตังค์ แอบมีบัญชีลับ แอบเงินสดและแอบบิล
21% เคยโกหกเรื่องเงิน เรื่องหนี้และเรื่องรายได้

แล้วทำไมคนกลุ่มนี้ต้องมีความลับเรื่องเงินกันด้วยนะ? ในส่วนนี้ ข้อมูลจากโพลสำรวจเขาบอกถึงเหตุผลที่คนเหล่านี้อุบอิบเรื่องเงินกับคนรัก ดังนี้ครับ

38 % ให้เหตุผลว่าก็เรื่องเงินมันคือเรื่องส่วนตัว
34 % บอกว่า ก็คิดว่าถ้าพูดไปแล้วเขาคงไม่เห็นด้วย
33 % บอกว่ากลัวและลำบากใจที่จะพูดเรื่องเงินด้วยกัน

และทราบไหมครับว่า คนกลุ่มนี้เขารู้นะครับว่าการโกหกเรื่องเงินต่อคู่ครองเช่นนี้ ส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ เพราะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามด้วยซึ่งอาจร้ายแรงไปถึงขนาดเลิกราและหย่าร้างกันได้เลย น่าแปลกใจนะครับ ที่ทุกคนรู้ แต่ก็ยังเลือกทำ

แล้วถ้าเพื่อนๆ บางคนกำลังมีความลับเรื่องเงินกับแฟนในตอนนี้ ควรทำยังไงต่อดี?

ทาง Harris Poll ก็ได้แนะนำนะครับว่า ก่อนอื่นเลยให้สารภาพและเคลียร์ทุกเรื่อง (อ่านถึงตรงนี้ บางคนคงคิดว่า ไม่มีทางบ้านแตกแน่นอน) แต่แนะนำว่าลองค่อย ๆ เข้าหาดูครับ ชวนคุยถึงเป้าหมายการเงินและฝันที่วาดร่วมกัน แล้วค่อยเข้าเรื่อง เช่น เราจะจัดการกับหนี้ยังไงดี เราจะมีบัญชีรวม หรือ แยกกระเป๋าเงินกัน เรื่องไหนใครดูแล หรือ ถ้าอยากได้คนมาช่วยก็ลองหาที่ปรึกษาด้านการเงินให้เข้ามาช่วยกำกับอีกแรง แต่บางกรณีก็มีนะครับที่ตกลงจะแยกเงินส่วน แต่แชร์เฉพาะค่าใช้จ่ายรวม

ซึ่งไม่มีวิธีใดถูก ผิด ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ครับว่าสะดวกใจแบบไหน

อย่างไรก็ตาม aomMONEY ขอแนะนำว่า หากต้องการให้ชีวิตคู่ไปรอด ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผลกระทบต่ออีกฝ่าย ก็ควรแจ้งกันให้ทราบ

รู้ไหมสิ้นเดือนเหลือเงินเท่าไหร่?​ ตัวเลขการเงินที่คนส่วนใหญ่มองข้าม แต่ต้องรู้ถ้าอยากรวย เริ่มยังไงและทำไมถึงสำคัญ?

ถ้าอยากมั่งคั่ง ความรู้เรื่องตัวเลขการเงินในชีวิตของเราเป็นสิ่งสำคัญ ค่าอาหารต่อเดือนเราจ่ายไปเท่าไหร่ กินข้าวนอกบ้าน ซื้อของจิปาถะ ค่าน้ำมัน หรือแม้แต่ค่ากาแฟในแต่ละวัน ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าสำคัญทั้งสิ้น

เมื่อประมาณอาทิตย์ทางเพจ aomMONEY ได้โพสต์เกี่ยวกับเรื่องการทำงบการเงินไป ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ค่อนข้างหลากหลาย บางคนก็บอกทำอยู่ตลอด บางคนก็บอกว่าหาเงินเยอะขึ้นก็พอแล้ว หรืออีกส่วนหนึ่งก็บอกว่าไม่กล้าที่จะทำ (หรือแม้แต่มอง) ด้วยซ้ำ เพราะกลัวรู้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

กลุ่มหลังค่อนข้างอันตราย แม้จะเข้าใจได้ครับว่าเรื่องการเงินนั้นเป็นเรื่องน่าลำบากใจได้บ้าง โดยเฉพาะในตอนนี้การเงินไม่ค่อยดี ฝืดเคือง ชักหน้าก็ไม่ถึงค่อยถึงหลังอยู่แล้ว มันก็ง่ายกว่ามากถ้ามองข้ามมันไปเลย แบบทำเหมือนว่ามันไม่เคยมีอยู่แบบนั้น

แต่มันมีตัวเลขหนึ่งที่อย่างน้อย ๆ เราควรจะเริ่มให้ความสนใจถ้าอยากกลับมาเดินบนเส้นทางแห่งความมั่งคั่งอีกครั้ง นั่นก็คือ ‘เงินคงเหลือสุทธิ’ หรือ รายรับทั้งหมด – รายจ่ายทั้งหมด ของคุณคือเท่าไหร่ต่อเดือน?

ฟังดูไม่ยากใช่ไหมครับ? แต่หลายคนไม่สนใจหรือไม่รู้เลยนะว่าแต่ละเดือนของตัวเองเงินเหลือเท่าไหร่ แล้วเราก็เริ่มได้เลยแค่มีสมุดสักเล่มและปากกาสักแท่งแค่นั้นเลย

1. รายได้

อันนี้เป็นเงินรายรับที่เข้ามาในบัญชีของคุณ ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ งานเสริม OT หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นเงินที่เข้ามา

ถ้ามันไม่เท่ากันทุกเดือน ให้เอารายได้ 6 เดือนที่ผ่านมารวมกันแล้วเฉลี่ยก็ได้ครับ (หรืออาจจะเป็นปีเลยก็ได้) หลังจากนั้นเราจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าแต่ละเดือนมีเงินเข้ามาเท่าไหร่

(ตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่าต้องแบ่งเงินเพื่อไปลงทุนหรือเก็บก่อนรึเปล่า? เรายังไม่ไปถึงตรงนั้นครับ เดี๋ยวเรามาตัดสินใจตอนได้ตัวเลข ‘เงินคงเหลือสุทธิ’ ทีหลัง)

2. รายจ่าย

เรารู้ครับว่าชีวิตมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก ๆ บางทีจ่ายไปเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ (หรือจ่ายไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้) เดี๋ยวผมจะลิสต์เป็นหมวดหมู่ให้เพื่อจะง่ายในการจดนะครับ (อย่าเพิ่งเป็นลมนะ)

– ที่อยู่อาศัย (ค่าเช่า หรือ ค่าผ่อนบ้าน)
– ค่าผ่อนรถ
– หนี้การศึกษา
– หนี้บัตรเครดิต
– ค่าน้ำ / ค่าไฟ / ค่าเก็บขยะ / ค่าส่วนกลาง
– ค่าเทอมลูก
– ค่าเรียนพิเศษลูก
– ค่าซ่อมบำรุงบ้านและยานพาหนะ
– ค่ารักษาพยาบาล
– ค่าประกัน (ชีวิต, อุบัติเหตุ ฯลฯ)
– เงินค่าขนมลูกไปโรงเรียน
– ค่าดูแลสัตว์เลี้ยง
– อินเทอร์เน็ต
– ค่าโทรศัพท์
– ค่าอาหารและซื้อของเข้าบ้าน
– ทานข้าวนอกบ้าน
– ค่าโดยสาร (น้ำมัน / ค่าที่จอดรถ / ค่าประกัน ฯลฯ)
– ความบันเทิง (ดูหนัง / สมาชิกรายเดือนสตรีมมิ่ง / เกม / ท่องเที่ยวฯลฯ)
– ชอปปิง ซื้อของ เสื้อผ้า
– รายจ่ายอื่น ๆ (งานอดิเรก, ดูแลตัวเอง, เครื่องสำอาง ฯลฯ)
– ของขวัญ / บริจาค

แล้วเงินคงเหลือสุทธิบอกอะไรกับเราบ้าง?

ทีนี้มาดูกันครับว่าเงินคงเหลือสุทธิของคุณเป็นยังไงบ้าง บวกไหม? หรือติดลบตัวแดง?

ตอนนี้ถ้าเป็นบวก ยินดีด้วยครับ คุณกำลังอยู่บนเส้นทางที่ถือว่าดีมาก ๆ ครับ ทีนี้มาดูกันว่าเราจะใช้เงินที่เหลือเป็นบวกนี้ยังไงให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

อย่างแรกถ้ายังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินให้เริ่มตรงนี้ก่อน เก็บเงินให้ได้เท่ากับรายจ่ายทุกเดือนเป็นเวลา 6 เดือนไว้เผื่อเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิตเกิดขึ้น (ตกงานหรือมีความเปลี่ยนแปลง) เช่นมีรายจ่ายเดือนละ 30,000 บาท ก็ต้องเก็บให้ได้ 180,000 บาท ในบัญชีกันไว้ก่อน

หลังจากนั้นพยายามเคลียร์หนี้ให้หมดครับ อย่าก่อหนี้เพิ่ม แล้วเอาหนี้เก่าออกมากางว่ามีอะไรบ้าง โปะก้อนที่น้อยที่สุดก่อน พอหมดก็ไปโปะก้อนที่ใหญ่ขึ้นในเดือนถัด ๆ ไป จังหวะนี้อาจจะเริ่มหาความรู้เรื่องลงทุนบ้าง ลองสร้างนิสัยการลงทุน ลงทุนเป็นประจำทุก ๆ เดือน เริ่มเดือนละ 500, 1000 บาท แล้วก็ขยับขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายได้ที่มากขึ้นและหนี้ที่น้อยลง

ซึ่งต่อไปเราจะสามารถ หักเงินลงทุนออกได้ก่อนเลยตั้งแต่เงินเข้า เพราะรู้แล้วว่าเงินที่เหลือเพียงพอที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือนอยู่แล้ว

ทีนี้ถ้าตัวเลขเป็นลบล่ะ? อย่าเพิ่งใจเสียครับ ให้ถามตัวเองว่า

1. ค่าใช้จ่ายอะไรที่ลดได้บ้าง?

เอาลิสต์ข้างบนมากางใหม่ครับ ดูว่าติดลบเท่าไหร่ มีอันไหนบ้างที่เราลดได้ Netflix จำเป็นไหม? Disney+, HBO, Amazon Prime อีก ต้องมีเยอะขนาดนั้นไหม หรือเสื้อผ้าต้องซื้อใหม่ทุกเดือนเหรอ หรือลดความเร็วเน็ตมือถือลงได้ไหม ใช้แพลนที่ถูกลงมาหน่อย เน็ตที่บ้านจำเป็นจริง ๆ รึเปล่า? หรือเราก็ใช้แค่มือถือได้? กาแฟมีร้านไหนที่รสชาติอร่อยแล้วราคาถูกกว่าไหม? ฯลฯ

นี่คือการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตครับ เรารู้ว่าค่าบ้าน รถ หนี้ ค่าเทอมลูก ค่าอาหารซื้อเข้าบ้าน เป็นสิ่งจำเป็น อาจจะลดบางส่วนได้นิดหน่อยแต่คงไม่มาก แต่มันก็จะมีอีกหลายอันที่พอจะขยับได้ เพราะฉะนั้นลงดูว่าอันไหนที่ตัดได้ก็ตัดไปก่อน

2. หาเงินเพิ่มได้ยังไงบ้าง?

ดูว่าเรามีความสามารถอะไรที่จะไปแก้ปัญหาให้คนอื่นได้บ้าง เราเล่นกีต้าเป็นเหรอ? เปิดสอนกีต้าไหม? เราพูดจีนได้? หรือสอนคลาสออนไลน์ดี? หรือบางทีอาจจะมีเวลาว่างตอนเย็น แล้วร้านขายของชำหน้าปากซอยกำลังหาพนักงานเฝ้าร้านช่วงกะเย็น? ฯลฯ

นี่เป็นการนั่งประเมินตัวเองครับว่าเรามีอะไรที่ยังพอทำได้บ้าง ขยับตำแหน่งในบริษัท หางานใหม่ที่เงินเดือนสูงขึ้น หรือบางทีลองเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบไม่ต้องลงทุนออนไลน์ได้ไหมนะ?

อย่างที่บอกครับว่ามันเป็นเรื่องที่ลำบากใจในการมานั่งดูตัวเลขเหล่านี้ เครียดด้วย แต่เป็นเรื่องจำเป็น แนะนำให้ทำครับ เพราะมันจะช่วยทำให้เห็นภาพใหญ่ว่าชีวิตกำลังไปทางไหน และที่สำคัญช่วยในการตัดสินใจในการใช้เงินในชีวิตของเราทุก ๆ วันด้วยครับ

“สินทรัพย์ดิจิทัล” หนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือก อย่ารีบลงทุน ถ้าไม่รู้ “ความเสี่ยง”

ปัจจุบัน การลงทุน “สินทรัพย์ดิจิทัล” กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มีคำถามตามมาว่านักลงทุนมีความจำเป็นในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่

ถ้าตอบแบบฟันธงเลย คือ ไม่จำเป็นต้องลงทุนก็ได้ เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ทางเลือก แม้ว่าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงแต่ความผันผวนก็สูงตามไปด้วย ดังนั้น หากต้องการลงทุน นักลงทุนควรมีคุณสมบัติดังนี้

1. รับความเสี่ยงได้สูง

เนื่องด้วยความผันผวนที่สูง ข้อมูลจากเว็บไซต์ sofi ที่แสดงราคาบิตคอยน์ตั้งแต่ปี 2010 – 2022 จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนสูงจริง แต่บางปีก็ติดลบหนักมาก และยังมีเรื่องความโปร่งใสของกระดานซื้อขาย ความโปร่งใสของผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น

2. ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีเครื่องมือที่ใช้เฉพาะเจาะจง บางอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเจอ หรือมีการอัพเดทเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ทำให้จะต้องเรียนเรื่องใหม่ ๆ ตลอด

3. ต้องมีการบริหารหน้าตักที่ดี

เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ถ้าบริหารหน้าตักไม่ดีอาจจะเกิดปัญหาได้

ถ้าจะลงทุน…ลงทุนอะไรได้บ้าง?

✅ คริปโทเคอร์เรนซี : คือ เหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น
บิตคอยน์

✅ โทเคนดิจิทัล : จะมีย่อยลงไปอีก 2 ประเภท

– โทเคนเพื่อการลงทุน สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิ์ในการร่วมลงทุนในโครงการ มีสิทธิ์ในการแบ่งผลกำไร
– โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิ์ในการได้รับสินค้าหรือบริการ

✅ NFT (Non Fungible Tokens) : เป็นโทเคนดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของผล งานศิลปะต่างๆ ของสะสม หรือ สินทรัพย์ต่างๆ รวมถึง ที่ดิน สิ่งของในโลกเสมือน (Metaverse)

✅ ทำฟาร์ม (Yield Farming) : คล้ายๆ กับการที่เราเอาเงินไปฝากกับธนาคารแล้วได้รับผลตอบแทนมาในรูปแบบของดอกเบี้ย และ ค่าธรรมเนียม

✅ ทำเหมือง : ไม่ใช่ให้เราไปขุดจริงๆในเหมืองนะครับ แต่เป็นการขุดด้วยการแก้สมการ โดยการใช้เครื่องขุด ถ้าใครแก้ได้ก็จะได้รางวัล (โทเคน) ตอบแทนไป

✅ Staking : เป็นการที่เราเอาเหรียญไป Stake ไว้เพื่อใช้ในการยืนยันธุรกรรม โดยผลตอบแทนจะมาในรูปแบบดอกเบี้ย

เมื่อเลือกกระดานซื้อขายได้แล้วสิ่งต่อมาที่ต้องเลือกคือเหรียญที่เราจะเข้าไปลงทุนต้องไปอ่าน White Paper ให้รู้ก่อนว่าเหรียญนี้สร้างมายังไง สร้างมาแก้ปัญหาอะไร มีจำนวนจำกัดรึเปล่า แล้วก็ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าใครเป็นผู้พัฒนา มีใครสนับสนุนบ้าง สุดท้ายเราต้องทำข้อมูลที่ได้มาตัดสินใจ ประเมินมูลค่าของเหรียญ สำหรับคนที่คิดจะถือยาวอาจจะต้องพิจารณาซื้อCold Wallet เพื่อเก็บเหรียญซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า Hot Wallet

ถ้าเลือกที่จะทำฟาร์มก็ต้องเลือก platform ที่มีความน่าเชื่อถือ มีคนใช้เยอะๆ (ไม่ได้บอก ว่าใช้เยอะแล้วจะไม่เจ๊ง แค่แนวโน้มดูดีกว่า) ผลตอบแทนไม่สูงจนเกินไป ถ้าสูงเกินไปเราต้องตั้งคำถาม ว่าทำไมถึงให้ผลตอบแทนเรามากขนาดนี้ จะเอาที่ไหนมาจ่ายให้เรา เหรียญที่จะเอาไปฟาร์มก็ต้องดูด้วยนะ

ทำเหมืองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เครื่องที่ซื้อมาตกรุ่น ขุดได้ช้า คืนทุนช้า ราคาเหรียญที่ขุดราคาตก ค่าไฟที่ใช้ในการขุดไม่คุ้ม ต้องคำนวณดี ๆ ก่อนทำการลงทุนไม่งั้นอาจจะเจ็บตัวได้

ของแถมส่งท้าย ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีเวลามากนัก หรือ เลือกลงทุนไม่เก่ง เราสามารถลงทุนในกองทุนที่ลงทุนเกี่ยวกับส่งที่เราสนใจแทนได้

เขียนโดย: อแลง อัมรินทร์ รักชู ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

กำไรเพราะฉันเก่ง ขาดทุนก็ตลาดมันห่วย หลักคิด “ฉันคือข้อยกเว้น” ที่เป็นอุปสรรคความก้าวหน้าในชีวิต

ในสมัยโรมโบราณ เมื่อแม่ทัพออกไปรบแล้วได้ชัยชนะกลับมา พวกเขาจะมีการเดินขบวนแห่ไปรอบ ๆ เมืองตามท้องถนนเพื่อประกาศชัยชนะเหนือคู่แข่งสร้างความฮึกเหิมและแสดงความยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือในขบวนแห่นี้แม่ทัพที่อยู่บนรถแห่จะมีทาสคนหนึ่งอยู่ข้างหลังด้วย

หน้าที่ของทาสคนนี้คือการคอยกระซิบคำเตือนกับแม่ทัพบอกว่า “Memento Mori” หรือที่แปลว่า “วันหนึ่ง ท่านก็ต้องตาย”

นี่คือวิธีที่เตือนและสอนให้แม่ทัพคนนั้นว่าอย่าหลงระเริงกับชัยชนะที่อยู่ตรงหน้า แต่จงจำเอาไว้ว่าวันหนึ่งความโชคร้ายหรือความพ่ายแพ้ก็จะมาเยือนเขาเช่นเดียวกัน เป็นการชะลอและลด ‘อีโก้’ ของแม่ทัพให้กลับมายังโลกของความเป็นจริง เป็นการเตือนใจไม่ให้แม่ทัพยึดติดกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หลงไปกับคำยกย่องสรรเสริญจนประมาทและพลาดในการรบครั้งต่อไป

ในโลกการลงทุนบ่อยครั้งเราเป็นแม่ทัพคนนี้บ่อยกว่าที่คิด คุยโวโอ้อวดเสมอเวลาได้กำไร บอกว่าวิเคราะห์ไว้แล้ว วางแผนมาก่อน ไม่งั้นจังหวะไม่เหมาะขนาดนี้หรอก แต่พอขาดทุนเราก็บอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจมันห่วย ตลาดมันร่วง ซื้ออะไรก็ตกหมด ในบางมุมมันก็อาจจะจริงอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งเราจะตกเป็นเหยื่อของ ‘อคติของความมั่นใจมากเกินไป’ (Overconfidence bias) คิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้นของตลาด สามารถเอาชนะตลาดได้ เราคือแม่ทัพคนนั้นที่อยู่บนหลังรถที่ตะโกนโหวกเหวกถึงชัยชนะอันหอมหวาน

โชคร้ายที่ว่าในชีวิตเราไม่มีคนคอยมากระซิบข้าง ๆ หูว่า “วันหนึ่ง ท่านก็ต้องตาย”

ความมั่นใจที่มากเกินไป

วันที่ 14 เมษายน ปี 1995 มีชายคนหนึ่งชื่อว่า แมคอาร์เธอร์ วีเลอร์ (McArthur Wheeler) ปล้นธนาคารสองแห่งที่เมืองพิตต์สเบิร์กกลางวันแสก ๆ แถมไม่พอคนร้ายไม่สวมหน้ากากปกปิดหน้าตาเลยแม้แต่น้อย

เพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมงตำรวจก็ไปเคาะประตูหน้าบ้านของวีเลอร์และจับตัวเขาได้ในที่สุด มีหลักฐานจากกล้องวงตรปิดแน่นหนาว่าเขาเป็นหัวขโมยตัวจริง

ระหว่างที่โดนจับเขาก็พูดประโยคหนึ่งว่า “แต่ผมทาน้ำมะนาวแล้วนี่หน่า!!!”

เขาพูดแบบนั้นเพราะเชื่อว่าตัวเขานั้น ‘ล่องหนอยู่’ เพราะเขาได้ทาหน้าด้วยน้ำมะนาวแล้ว ถ้าใครเคยทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ตอนเป็นเด็กจะทราบดีว่าน้ำมะนาวใช้ทำการทดลองหมึกล่องหนได้ เขาเลยคิดว่าน้ำมะนาวเมื่อทาบนใบหน้า ก็ต้องล่องหนเช่นเดียวกับน้ำหมึกสิ!

เรื่องนี้ไปเตะตานักวิจัยด้านจิตวิทยาสังคม 2 คนชื่อ เดวิด ดันนิ่ง (David Dunning) กับ จัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) เข้าให้ พวกเขาเริ่มสงสัยว่าทำไมคนที่ความสามารถเพียงเล็กน้อยหรือมีความรู้น้อยสุด ๆ มักจะคิดว่าตัวเองฉลาดและเก่งกว่าที่เป็นอยู่จริง ๆ

ทั้งคู่เลยทดลองโดยการเอานักศึกษาจำนวน 194 มาทำข้อสอบเชิงตรรกะและแกรมม่า หลังจากสอบเสร็จก็ถามแต่ละคนว่าคิดว่าตัวเองทำได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ อย่างที่คาดครับ คนส่วนใหญ่จะมั่นใจกับทักษะของตัวเองมากกว่าผลลัพธ์ที่ทำได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ความจริงแล้วทำคะแนนได้แย่ มักจะคิดว่าตัวเองดีกว่า 2/3 ของของกลุ่มด้วยซ้ำ

พวกเขาก็สรุปว่าคนมักจะไม่รู้ว่าตนเองไม่เก่ง เพราะพวกเขาไม่มีทักษะมากพอที่จะเห็นความผิดพลาดตรงนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมเรียนเล่นกีตาร์สักเดือนสองเดือน ผมก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เล่นได้สี่ห้าคอร์ด ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือห่างไกลจากคำว่าเก่งแบบคนละโลก แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะไม่มีทักษะที่มากเพียงพอจะเห็นว่าตัวเองไม่เก่งนั่นเอง

ความประมาทที่มาพร้อมกับความมั่นใจ

ริชาร์ด ช็อตตัน (Richard Shotton) ที่ปรึกษาที่ด้านพฤติกรรมศาสตร์การตลาดผู้เขียนหนังสือ “Choice Factory” เขียนไว้ในหนังสือว่าอคติความมั่นใจในตัวเองที่มากเกินไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ เขาเคยทำแบบสอบถามกับพนักงานเอเจนซีโฆษณา 117 คน ซึ่งคำถามหนึ่งถามว่าคิดว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ โดยคำตอบคือ 83% บอกว่าตัวเองเก่งกว่าค่าเฉลี่ย

เขาทำการทดลองอีกครั้ง และอีกครั้ง ผลออกมาก็ยังเป็นเหมือนเดิม

ขอบเขตของปัญหาเรื่องความมั่นใจมากเกินไปนั้นไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องของข้อสอบเท่านั้น มันยังส่งผลไปยังเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญในชีวิตอย่างการลงทุนอีกด้วย ไมเออร์ สแตทแมน (Meir Statman) เขียนไว้ในหนังสือ “What Investors Really Want” ว่า

“ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์เฟื่องฟูเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2000 แกลลอปได้ทำการสำรวจและพบว่า นักลงทุนรายย่อยคาดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะเท่ากับ 13.3% แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนของตัวเองจะเท่ากับ 15.5%…สมาชิกของสมาคมนักลงทุนรายย่อยอเมริกันประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนของตนเกินไปเฉลี่ย 3.4% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจริงที่ทำได้ และพวกเขาประเมินผลตอบแทนของตนเกินไป 5.1% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุนคนอื่น ๆ”

อคติของความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปนั้นทำให้เราปิดโอกาสการเรียนรู้ของตัวเองและไม่มองย้อนกลับไปยังสิ่งที่เราทำ เมื่อหุ้นขึ้นก็คือกว่าเป็นความอัจฉริยะของตัวเอง ส่วนพอหุ้นตกก็โทษนู่นโทษนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย อาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพอร์ตตัวเองโดยการลงทุนทุ่มหมดหน้าตักก็ได้

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ความมั่นใจที่มากเกินไปของนักลงทุนอาจทำให้ต้นทุนสัมพันธ์สูงขึ้นเพราะซื้อและขายสินทรัพย์บ่อยครั้ง โอมาร์ อากีลาร์ (Omar Aguilar) ซีอีโอและหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Charles Schwab Asset Management กล่าวว่ารายงานล่าสุดจาก Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากอาจมีอคติเช่นนี้

นักลงทุนเกือบ 2 ใน 3 หรือ 64% ให้คะแนนความรู้ด้านการลงทุนของตนเองสูง และ 42% รู้สึกสบายใจในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเองตามข้อมูลของ FINRA นักลงทุนอายุน้อยที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 34 ปี มีแนวโน้มที่จะมีความมั่นใจมากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่ากลุ่มอายุ 35 ถึง 54 ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่มีความมั่นใจมากกว่ากลับ “ตอบคำถามเพิ่มเติม” เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนของ FINRA ได้ไม่ถูกต้อง ซึ่งบ่งชี้ว่า “นักลงทุนอายุน้อยจำนวนมากไม่ใช่แค่ไม่รู้ข้อมูล แต่อาจได้รับข้อมูลผิด ๆ ด้วย”

ในหนังสือ “Laws of Wealth” ที่เขียนโดย ดาเนียล ครอสบี้ (Daniel Cosby) บอกว่า

“อันตรายใหญ่หลวงของการเข้าข้างตัวเองจึงไม่ใช่การทำให้เราเอาแต่อวดกำไรที่ได้ แต่คือการทำให้เราประมาทการขาดทุนของเรา ความเชื่อในความพิเศษของตัวเราจะทำให้เรามองข้ามความเป็นไปได้ของความเสียหาย และนั่นก็คือหนทางสู่หายนะของการตัดสินใจด้านการลงทุนอย่างแน่นอน”

มั่นใจว่าตัวเองโชคดี

มีการทำการศึกษาชิ้นหนึ่งที่มหาวิทยาลัยคุ้กคอลเลจที่ขอให้ผู้เข้าทดลองให้คะแนนความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ที่ดี (เช่นการถูกหวย หรือ การมีคู่ชีวิตที่อยู่กันไปจนแก่เฒ่า) กับเหตุการณ์ร้าย ๆ (เช่นอุบัติเหตุ ป่วยเป็นมะเร็ง หรือแต่งงานแล้วต้องหย่าร้าง) จะมีผลกับชีวิตของตัวเอง

สิ่งที่ได้ (ถึงตอนนี้ก็อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่แล้ว) คือผู้ร่วมวิจัยประเมินว่าความเป็นได้ของเหตุการณ์ที่ดีเกินจริงไป 15% และประเมินความเป็นไปได้ของเหตุการณ์แย่ ๆ ต่ำเกินจริงไป 20%

มีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ทำเรื่องทำนองเดียวกัน โดยจะให้ผู้ร่วมวิจัยรับฟังตัวอย่างของเหตุการณ์ที่ดีในชีวิต 6 เรื่อง และเหตุการณ์ที่ร้ายอีก 6 เรื่อง พร้อมทั้งบอกตัวเลขความเป็นไปได้ของเหตุการณ์นั้น ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนทั่วไปด้วย ปรากฏว่าโดยสรุปแล้วผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่จะคิดว่าเหตุการณ์ดี ๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเอง 4.75 เหตุการณ์จาก 6 เหตุการณ์ที่จะมีผลกับชีวิตของตัวเอง เทียบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดีเพียง 2.4 เหตุการณ์เท่านั้น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเรามักจะรับเอาเรื่องดี ๆ มาใส่ตัว (เช่นถูกหวย) และโยนเรื่องร้าย ๆ ไปให้คนอื่น (เช่นคนอื่นป่วยเป็นมะเร็ง) เมื่อฉันแต่งงานจะครองคู่ไปตลอดชีวิต ส่วนคนอื่นคงหย่าร้างกัน หรือถ้าในมุมของการลงทุนก็เป็น คนอื่นต้องทำตามกฎที่วางเอาไว้ ส่วนฉันใช้ทักษะความสามารถและความรู้สึกก็ได้แล้ว

สรุปแล้วทำยังไงดี

เจ.เค. แกลเบรธ (John Kenneth Galbraith) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เคยบอกว่า

“อย่างที่เขาว่ากัน ไม่ช้าก็เร็วคนโง่จะสูญเงิน อนิจจาเช่นเดียวกันกับผู้ที่ตอบสนองต่ออารมณ์มองโลกในแง่ดีที่ติดกับดักความฉลาดทางการเงินของตัวเอง มันเป็นเช่นนั้นมาหลายศตวรรษและในอนาคตอันยาวไกลก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย”

ความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่ความมั่นใจเกินไปต่างหากที่ทำให้เราอาจจะประมาทในชีวิตและการลงทุนของเราได้

สิ่งที่เราควรทำเมื่อไม่มีใครคอยมากระซิบข้างหูว่า “วันหนึ่ง ท่านก็ต้องตาย” เราก็ควรกระซิบให้ตัวเองฟังบ่อย ๆ ไม่ได้หมายถึงการด้อยค่าผลงานหรือสิ่งที่เราทำ แต่ให้ตระหนักเสมอว่า “เราก็มนุษย์คนหนึ่ง” เราสามารถฉลองความสำเร็จได้ มันไม่ได้แปลก จะโห่ร้องยินดีก็ได้ มันคงไม่มีใครว่า แต่ให้เตือนตัวเองถึงความเป็นจริงตรงนี้ด้วยว่ามันไม่มีอะไรแน่นอนและไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ

พูดอีกอย่างคือชนะได้ ดีใจได้ และควรเรียนรู้ที่จะวางมันลงให้ได้ อย่ายึดติดกับชัยชนะ อย่าหมดหวังกับความพ่ายแพ้

เราไม่ใช่ ‘ข้อยกเว้น’ เราคือนักลงทุนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง และนั่นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว

มี “บ้าน” แต่ไม่มี “เงินเกษียณ” เปลี่ยน “บ้าน” เป็น “เงิน” ไว้ใช้ได้ ด้วยการทำ Reverse Mortgage

ถ้าถามคนวัยเกษียณถึงรายได้หลักสำหรับค่าใช้จ่าย คำตอบที่ได้ คือ เงินเก็บออมตอนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้าเป็นข้าราชการก็ออมผ่าน กบข.), กองทุนรวม SSF หรือ RMF, เงินปันผลจากการลงทุนหรือดอกเบี้ย, ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญ และที่ลืมไม่ได้ คือ รายได้มาจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

นอกจากรายได้ที่ได้กล่าวข้างต้น ล่าสุดผู้สูงอายุมีทางเลือกเพิ่มขึ้นกับการมีรายได้ประจำเพื่อเอาไว้ใช้หลังเกษียณ คือ สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (Reverse Mortgage) ซึ่งจะเป็นช่องทางสร้างรายได้วัยเกษียณที่น่าสนใจ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้คนไทยวัยเกษียณมีรายได้ไว้ใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น

สินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) คืออะไร?

คือ สินเชื่อที่ผู้สูงอายุนำบ้านที่อยู่อาศัยของตัวเองมาจดจำนองกับสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินจะให้เงินทุกเดือนเหมือนมาขอผ่อนซื้อบ้าน เจ้าของบ้านก็จะได้เงินสดเป็นรายงวดไปเรื่อย ๆ (เช่น รายเดือน) มาใช้จ่ายตามที่ทำสัญญาไว้กับสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไปได้จนกว่าตัดสินใจขายบ้าน หรือเสียชีวิตหรือจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญา

สินเชื่อ Reverse Mortgage ต่างกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไป อย่างไร?

สินเชื่อ ReverseMortgage

– ธนาคารเป็นผู้ผ่อนชำระให้ผู้กู้ทุกงวด
– ครบกำหนดงวดสุดท้าย บ้านจะเป็นของธนาคาร
– คุณสมบัติของผู้กู้ต้องอายุตั้งแต่ 60 ปี แต่ไม่เกิน 80 ปี

สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไป

– ผู้กู้ผ่อนชำระกับธนาคารทุกงวด
– ครบกำหนดงวดสุดท้าย บ้านจะเป็นของผู้กู้
– คุณสมบัติของผู้กู้ต้องไม่เกิน 70 ปี

สำหรับการคำนวณวงเงินสินเชื่อหรือวงเงินแต่ละเดือนที่ผู้กู้จะได้รับ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่าจะพิจารณาจากเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น มูลค่าบ้าน อายุของผู้กู้ อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม

โดยผู้ให้สินเชื่อจะประเมินมูลค่าบ้านเพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อทั้งหมด หากบ้านยังอยู่ในสภาพดีก็จะได้มูลค่าสูงขึ้น จากนั้นจะหักลบดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมออกจากวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เพื่อคำนวณจำนวนเงินทั้งหมดที่ผู้กู้จะได้รับจริง ๆ แล้วจะพิจารณาอายุขัยเฉลี่ยของผู้กู้เพื่อคำนวณระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้และวงเงินเฉลี่ยในแต่ละงวด

หากผู้กู้ยิ่งมีอายุมาก ระยะเวลาที่ธนาคารต้องจ่ายเงินให้จะยิ่งสั้นลงทำให้ผู้กู้ได้รับเงินต่องวดสูงขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านของผู้กู้ด้วย เช่น หากสถาบันการเงินประเมินว่าผู้กู้อาจไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าส่วนกลางคอนโดมิเนียมได้ในอนาคต สถาบันการเงินก็สามารถกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทำให้ผู้กู้ได้เงินต่องวดน้อยลงด้วย

โดย สถาบันการเงินจะจ่ายเงินให้ผู้กู้จนกระทั่งเสียชีวิตและนำบ้านขายทอดตลาดต่อไป หลังจากนั้นจะคำนวณวงเงินที่จ่ายให้ผู้กู้ไปแล้วทั้งหมดหักออกจากมูลค่าที่อยู่อาศัยที่ขายได้ หากมีเงินเหลือก็จะคืนให้ทายาทผู้เสียชีวิตต่อไป แต่หากไม่มีเงินเหลือ

เช่น กรณีที่ผู้กู้มีอายุยืนมากจนทำให้สถาบันการเงินต้องจ่ายเงินให้เป็นระยะเวลานานเกินคาด เงินจากการขายบ้านดังกล่าวก็จะตกเป็นของสถาบันการเงินทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังเปิดโอกาสให้ทายาทเป็นผู้มาไถ่ถอนคืนบ้านได้ในภายหลัง หากที่อยู่อาศัยนั้นไม่ถูกขายไปเสียก่อน

สำหรับการคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ปกติแล้วสินเชื่อประเภทนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่ออื่น ๆ โดยจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นและหักออกจากมูลค่าที่อยู่อาศัยหรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

เช่น ประเมินมูลค่าบ้าน ผู้กู้ได้รับวงเงินสินเชื่อทั้งสิ้น 1 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้จะรวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าไปแล้ว ถ้าหากมีการคิดดอกเบี้ยในอัตราประมาณ 5% ก็จะทำให้จำนวนเงินที่ผู้กู้จะได้รับจริง ๆ รวมแล้วอาจเหลือราว 8 แสนบาท

นอกจากนี้ อาจมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เช่น ค่าประกันภัย เพื่อป้องกันผู้ปล่อยกู้ผิดนัดการจ่ายเงินตามงวด ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าประเมินมูลค่าบ้าน และค่าบริการอื่น ๆ ในการจัดทำสินเชื่อ เป็นต้น

นอกจากการจ่ายเงินให้ผู้กู้เท่ากันทุกเดือนแล้ว สินเชื่อ Reverse Mortgage ยังสามารถให้ผู้กู้เลือกรูปแบบการรับเงินในแต่ละงวดได้หลายแบบขึ้นอยู่กับนโยบายในแต่ละประเทศ เช่น

1. เลือกรับเงินรายเดือนทุกงวดตลอดชีวิต โดยอาจเลือกรับจำนวนเท่ากันทุกงวด จำนวนมากขึ้นหรือน้อยลงทุกๆ ปีก็ได้ เช่น รับเงินลดลงปีละ 3% หรือ รับเงินในช่วง 10 ปีแรกมากกว่าปีที่เหลือ

2. เลือกรับเงินรายเดือนโดยกำหนดเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น กำหนดว่าจะรับเงินรายเดือนเท่ากันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 7 ปี เป็นต้น

3. เลือกรับเป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่ง โดยอาจจะเลือกรับเพียงครั้งเดียว หรือรับเงินก้อนหนึ่งประกอบกับเงินรายเดือนด้วยก็ได้ ทั้งนี้ หากเลือกรับเพียงครั้งเดียว บ้านก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารเมื่อผู้กู้เสียชีวิต

4. เลือกรับเป็นวงเงินสินเชื่อ ที่ผู้กู้สามารถเลือกนำเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลธนาคารออมสิน กล่าวถึงความเสี่ยงของสินเชื่อ Reverse Mortgage ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสถาบันการเงินและผู้กู้

1) ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ผู้กู้ได้รับเงินรายเดือนลดลงกว่าที่คำนวณไว้ ณ ตอนทำสัญญา ดังนั้น ทางออก คือ ใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ หรือกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย

2) ความเสี่ยงจากมูลค่าการขายสุทธิของสินทรัพย์ในอนาคต (หลังหักค่าใช้จ่าย) ไม่เพียงพอต่อการชำระ เงินกู้ ซึ่งสามารถป้องกันความเสี่ยงด้วยการให้ผู้กู้ทำประกันตลอดอายุสัญญา แต่การทำประกันก็จะทำให้เพิ่มภาระให้ผู้กู้

3) ความเสี่ยงจากผู้กู้มีอายุยืนยาว ทำให้เมื่อครบอายุสัญญาอาจมีเงินเหลือไม่พอใช้จ่ายต่อในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิต ซึ่งหากผู้กู้ต้องการจะขอกู้เพิ่มเติม สถาบันการเงินจะประเมินราคาหลักประกันใหม่ หากหลักประกันมีมูลค่าสูงกว่าราคาประเมินเดิมและคุ้มมูลหนี้ปัจจุบัน สถาบันการเงินสามารถพิจารณาให้กู้ หรือเบิกเงินต่อได้ แต่หากหลักประกันมูลค่าไม่เพียงพออาจต้องมีการเจรจากับบุตรหลานเพื่อให้มาทำการซื้อคืนหรือขอสินเชื่อเพื่อไถ่ถอน

โดยสรุปแล้ว สินเชื่อ Reverse Mortgage จึงเหมาะกับวัยเกษียณที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง (ผ่อนหมดแล้ว) ตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนเลี้ยงชีพในวัยชรา

แต่ข้อควรระวัง คือ เมื่อครบกำหนดสัญญาหรือผู้สูงอายุเสียชีวิต ถ้าทายาทของผู้สูงอายุไม่มาไถ่ถอนบ้านคืน บ้านจะตกเป็นของสถาบันการเงินเพื่อนำไปขายทอดตลาดและชำระหนี้ต่อไป

จริงมั้ย? “คนจน” มีค่าใช้จ่าย (โดยเปรียบเทียบ) มากกว่า “คนรวย”

ถ้า aomMONEY บอกว่า “คนจน” มีค่าใช้จ่ายมากกว่า “คนรวย” เพื่อนๆ จะเชื่อกันไหมครับ? หลายคนอาจจะตั้งแง่หรือตั้งคำถามว่า จริงหรือ? เป็นไปได้หรือ? แต่เรื่องนี้เขามีบทวิจัยมารองรับครับ

ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น aomMONEY ขอสรุปให้อ่านกันง่ายๆ ดังนี้

1. เพราะคนจนต้องซื้อของที่แบ่งขายเป็นชิ้นๆ ซึ่งแพงกว่าการซื้อของทีละมากๆ เนื่องจากไม่มีเงินมากพอ

เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เล็กเลยนะครับ เพราะข้อมูลจากการวิจัยที่เปิดเผยโดยศาสตราจารย์ Yesim Orhun และ Ph.D. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า “คนจน” ไม่สามารถซื้อสินค้าปริมาณเยอะในราคาที่ถูกกว่าการซื้อแบบรายชิ้นได้ ทำให้พวกเขาต้องซื้อของที่แพงกว่า

ตัวอย่างเช่น

– กระดาษทิชชูแพ็ค 24 ม้วน ราคา 279 บาท = ตกม้วนละ 11.625 บาท
– ถ้าซื้อแบบรายชิ้น = ตกม้วนละ ราคา 17 บาท

แน่นอนว่าด้วยรายได้ขั้นต่ำ “คนจนจึงไม่สามารถซื้อสินค้าแบบแพ็คที่ราคาเกือบเท่าค่าแรงขั้นต่ำของพวกเขาได้” ทำให้คนเหล่านั้นต้องเลือกซื้อรายชิ้น นั่นหมายความว่า หากเขาซื้อทิชชูทั้งหมด 24 ครั้ง จะต้องจ่ายเงิน 408 บาท ในขณะที่การซื้อแบบแพ็คในครั้งเดียวนั้นจ่ายเพียงแค่ 279 บาท

เพื่อนๆ คนจะเห็นแล้วถึงความแตกต่างของภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันจากสถานะทางสังคมที่ต่างกันแล้วใช่ไหมครับ การเป็นคนจนนั้นมีราคาแพงจริงๆ

2. คนจนมีอุปสรรคจากการออมเงินมากกว่าคนรวย

“ถ้าเราไม่เคยจนมาก่อน เราก็คงไม่รับรู้ถึงความลำบาก” เชื่อหรือไม่ครับว่า คนจนคนที่อยู่ห่างไกล อาจจะไม่สามารถเข้าถึงซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีสินค้าราคาถูกได้เหมือนคนในเมืองนะครับ อย่างพวกเราเวลาจะซื้อของก็แค่ขับรถออกจากบ้าน อยากซื้ออะไรก็หยิบ เพราะยังไงก็มีรถ แต่คนจน ด้วยรายได้ของเขา เขาอาจจะไม่มีแม้กระทั่งรถที่จะใช้ขนทิชชู่ 30 ม้วนกลับบ้านก็ได้

ทั้งๆ ที่จริง บนโลกใบนี้มีวิธีการประหยัดเงินมากมายเมื่อเราใช้เงินซื้อของต่างๆ อาทิเช่น

– คนรวยสามารถซื้อของใช้จำเป็นทีละมากๆ เพื่อให้ราคาถูกกว่า แต่คนจนทำไม่ได้

– คนรวยเข้าถึงบัตรเครดิตและสามารถได้ส่วนลดต่างๆ จากบัตรหรือพวก Cashback ในการจับจ่ายใช้สอย แต่ในทางกลับกันคนจน ไม่มีทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ได้เลย เพราะไม่มีเครดิต ในการเปิดใช้บริการบัตรด้วยซ้ำ

– เรามีเงินสมัครเป็น Member ร้านค้าหรือห้างต่างๆ เช่น เป็น Member ของซุปเปอร์มาร์เก็ตห้างหนึ่ง ใช้แต้มในการแลกเป็นส่วนลดสินค้า หรือว่าเป็น Member ของปั๊มเติมน้ำมัน เมื่อถึงวันเกิดก็เอาบัตรสมาชิกไปแลกกาแฟมาดื่มฟรี หรือ แลกแต้มเพื่อเอาส่วนลดในการเติมน้ำมัน แลกของ แต่คนจนแค่ค่าสมัคร Member ก็แพงเกิน เพราะมันอาจเทียบเท่ารายได้ขั้นต่ำใน 1 วันของเขาแล้ว

และจากข้อมูลทั้งหมดที่ผมหยิบมาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกัน เราจะเห็นได้เลยว่า แม้จะเป็นบทวิจัยของสหรัฐอเมริกา แต่ดูจากภาพรวมแล้ว ก็คล้ายคลึงกับประเทศเรานะครับ เพราะถึงแม้ปัจจุบันประเทศของเราจะมีการกระจายความเจริญไปยังชนบท เช่น มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ แต่นั่นก็ไม่หมายความว่า คนที่มีรายได้น้อยจะมีกำลังซื้อหรือเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้นะครับ

โดยเฉพาะเมื่อมีสถานการณ์โควิดบ้านเรายิ่งเห็นได้ชัด คนมีเงินมีกำลังพอ ก็เลือกซื้อวัคซีน mRNA จากรพ.เอกชนได้ ในขณะที่คนที่ไม่มีเงินจำยอมต้องฉีดวัคซีนจากทางรัฐโดยเลือกไม่ได้

ก็เรียกได้ว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริงที่น่าหดหู่ใจไม่น้อยเลย aomMONEY ก็ได้แต่หวังว่า ประเทศของเราจะลดช่องว่างระหว่าง “คนรวย” และ “คนจน” ให้แคบลงได้ เราจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็นสักที

วิธีสร้าง Passive Income จากคนที่ทำแล้ว “สำเร็จ”

“Passive Income” หรือ การปล่อยให้เงินทำงานแทนเรา น่าจะเป็นหนึ่งในความต้องการของใครหลายคน เพราะคงไม่มีใครอยากทำงานจนแก่หรอกใช่ไหมครับ อย่างน้อยๆ ขอรวยก่อนแก่ก็ยังดี วันนี้ aomMONEY เลยจะมาแนะนำ 4 วิธีสร้าง Passive Income จากคนที่เคยทำแล้วสำเร็จครับ!

(1) เปิดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

วิธีแรกก็ง่ายๆ เลยครับ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะมีกันอยู่แล้ว โดยคุณเจ็น แกลนตซ์ เจ้าของธุรกิจรับจ้างเป็นเพื่อนเจ้าสาว ได้เปิดบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งช่วยทำเงินกว่า 50 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,600 บาท) เธอบอกว่า แค่ฝากเงินไว้ในบัญชีก็เป็นหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการสร้างเงินสดแล้วครับ

แต่อย่างที่ทุกคนรู้กันครับว่า “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 5 ธนาคารใหญ่ (ประเทศไทย) เฉลี่ยอยู่ที่ 0.25%” ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ ดังนั้น ถ้าเราลองหาบัญชีเงินฝากดิจิทัล ดอกเบี้ยสูง ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการทำเงินครับ

(2) ลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผล

เป็นหนึ่งในช่องทางที่ช่วยให้เรามี Passive Income นอกเหนือจากกำไรส่วนต่างของราคา (Capital Gain) ซึ่งคุณบ๊อบ ไล ก็เป็นหนึ่งคนที่เลือกลงทุนเพราะต้องการรับเงินปันผล และก็ทำเงินได้กว่า 2,500 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 81,700 บาท)

แต่วิธีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงครับ สำหรับใครที่สนใจก็อาจจะต้องกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย และอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

(3) ปล่อยเช่าพื้นที่หรือทรัพย์สินของเรา

จากข้อมูลของ Earnest แพลตฟอร์มการกู้ยืม ระบุว่า 50% ของคนที่ปล่อยเช่า Airbnb มีรายได้เสริมกว่า 500 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 16,000 บาท) อย่างคุณโจน เพียร์สัน เจ้าของที่พันในรัฐจอร์เจีย ก็ทำเงินได้กว่า 68,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.22 ล้านบาท) เขายังบอกอีกว่า “การหารายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเจ้าของทั้งหมด”

เพราะในกรณีของคุณเควิน ฮา ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เขาก็สามารถหาเงินได้ จากการปล่อยเช่าห้องว่างในบ้านตัวเอง ซึ่งทำให้มีรายได้กว่า 430-2,143 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 14,000 – 70,000 บาท)

(4) ผลิตคอนเทนต์เพื่อการศึกษาหรือเปิดสอนออนไลน์

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดและล็อกดาวน์ การเรียนผ่านออนไลน์ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น อย่างคุณคริส ฮารูน ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ ก็ทำเงินได้กว่า 1 ล้านดอลลลาร์ (ประมาณ 32 ล้านบาท) จากการขายหลักสูตรบน Udemy แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ หรือคุณแกลนต์ซ ที่เริ่มสร้างหลักสูตรออนไลน์ เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย การตลาด และการพูดในที่สาธารณะ จนตอนนี้ทำเงินได้กว่า 1,000 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 32,000 บาท) กันเลยครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับวิธีสร้าง Passive Income ที่ผมนำมาแบ่งปันในวันนี้ คิดว่าเป็นวิธีที่ทุกคนนำไปปรับใช้และทำตามกันได้ง่ายๆ เลย และถ้าใครที่มีวิธีอื่นที่น่าสนใจ ก็คอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะคร้าบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save