โรคร้ายแรง (อาจ) รักษาหาย แต่เงิน (อาจ) มลายหายเกลี้ยง ถ้าไม่รู้จักคำว่า “ทำประกัน”

ถ้าให้ยกตัวอย่างชื่อโรคร้ายแรงมาสักหนึ่งชื่อ หลายท่านอาจจะนึกถึงโรคมะเร็ง มาเป็นอันดับต้น ๆ แต่ในปัจจุบันมีโรคร้ายแรงอีกมากมาย บางชื่อโรคก็คุ้นหูหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน ที่สำคัญโรคร้ายแรงบางโรคอาจรักษาหายในเวลาไม่นาน แต่บางโรคอาจจะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ค่ารักษารวมทั้งหมดอาจเป็นหลักแสนหรือทะลุหลักล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คนไทยแต่ละคนมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลแตกต่างกันไป เช่น สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือได้วางแผนทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลกับบริษัทประกันภัยหรือบริษัทประกันชีวิต

ซึ่งสิทธิ์การรักษาพยาบาลข้างต้น อาจครอบคลุมค่ารักษาโรคร้ายแรงบางส่วนหรือทั้งหมด บางคนเลือกไปรักษานอกสิทธิที่มีอยู่ เพราะต้องการความรวดเร็วหรือความสะดวกสบาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้เงินค่อนข้างสูง

นอกเหนือจากค่ารักษาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น ค่ายานอกบัญชีที่ใช้ในการรักษา ค่าเครื่องมือแพทย์ วิธีการรักษาด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยกว่าเดิมหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้ป่วยเอง รวมถึงคนในครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วย อาทิ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากิน เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น

ผู้เขียน มีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณแม่ของเพื่อน ตรวจพบว่าเป็นโรคไต ต้องทำการฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์และ วันพฤหัสบดี โดยขับรถเดินทางจากบ้านที่อำเภอเชียงแสนไปโรงยาบาลเอกชน เป็นระยะทางไปและกลับ เกือบ 130 กม.

โดยจ่ายค่าฟอกไตด้วยตนเอง ครั้งละ 1,500 บาท คิดเป็นต่อสัปดาห์ละ 3,000 บาท เดือนละ 12,000 บาท ปีละ 144,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี สุดท้ายเพื่อให้มีเงินมารักษาจึงต้องแบ่งขายที่นา แต่เพื่อลดค่าใช้จ่าย ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาฟอกไตโดยใช้สิทธิจากบัตรทอง ที่โรงพยาบาลของรัฐ

อีกตัวอย่างหนึ่งของการมีวงเงินรักษาพยาบาล กรณีเกิดโรคร้ายแรง คือ การทำประกันโควิด 19 แบบ เจอ จ่าย จบ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีหลายคนได้เคลมสินไหมฯ จากการทำประกันโควิด 19 แบบ เจอ จ่าย จบ ไว้ ได้รับวงเงินเป็นจำนวน หลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและการขาดรายได้จากการทำงานหากติดโควิด

ประกันภัยโรคร้ายแรงก็เช่นเดียวกัน หากผู้เอาประกันภัยตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง ก็จะสามารถเคลมสินไหมฯ เป็นเงินก้อน (คล้ายประกันโควิด แบบเจอ จ่าย จบ) ซึ่งเงินที่ได้จากประกันภัยโรคร้ายแรงจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ หากผู้เอาประกันภัยต้องหยุดทำงาน เช่น อาชีพค้าขาย หรือต้องลาออกจากงานประจำเพื่อไปรักษาตัวเอง ทำให้ไม่มีรายได้หรือรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายประจำในครอบครัวยังคงมีเช่นเดิม

ในระยะยาว หากการรักษาโรคร้ายแรงยังไม่หายหรือต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีรายได้เข้ามาหรือรายได้ลดลง หลายครอบครัวจำเป็นจะต้องขายทรัพย์สินที่มี เช่น แบ่งขายที่ดิน ขายบ้าน คอนโดมีเนียม ทองคำ ขายหุ้น ขายกองทุน หรือเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีมูลค่ากรมธรรม์ ทำให้ความมั่งคั่งที่เคยเป็นอยู่ลดลงหรือบางครอบครัวอาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย กลายเป็นภาระที่ตามมาในการคืนชำระหนี้

ดังนั้น การวางแผนประกันภัยโรคร้ายแรง เป็นการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งสามารถวางแผนทำทุนประกันที่เหมาะสมได้ 3 วิธี

วิธีที่1

คำนวนจากรายได้ใน 1 ปี แล้วประมาณการระยะเวลาไปอีก 10 ปี หรือ 20 ปี หากเราไม่เป็นโรคร้ายแรงเสียก่อนเราจะสามารถทำงานมีรายได้ เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่

เช่น นายเอ ปัจจุบันมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ใน 1 ปีจะมีรายได้ 240,000 บาท และหาก 10 ปีจะมีโอกาสทำงานได้เงินถึง 2,400,000 บาท ซึ่งเรียกว่า ค่าความสามารถในการทำงาน

วิธีที่2

คำนวณทุนประกันภัยจากค่าใช้จ่ายต่อเดือน แล้วประมาณการรวมเป็น 1 ปี, 10 ปีหรือ 20 ปี ถ้าหากต้องหยุดทำงานและไม่มีรายได้ควรจะมีเงินจำนวนหนึ่งเป็นจำนวนเท่าไหร่ ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้

เช่น นายเอ มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท รวมปีละ 120,000 บาท หาก10 ปี เป็นเงิน1,200,000 บาท

วิธีที่3

วางแผนทำทุนประกัน โดยอ้างอิงกับค่ารักษาโรคร้ายแรงในปัจจุบัน เช่น โรคมะเร็ง ค่ารักษาโดยประมาณ 500,000 – 2,000,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้น นายเอ สามารถวางแผนประกันภัยโรคร้ายแรงด้วยทุนประกัน แนะนำเบื้องต้นที่ 500,000 – 2,400,000 บาท

ปัจจุบัน บริษัทประกันมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยโรคร้ายแรงให้เลือกหลากหลาย ซึ่งมีรายละเอียดที่คล้ายคลึงหรือแตกต่างกัน จึงควรเลือกพิจารณา ดังนี้

1. ชนิดหรือจำนวนโรคร้ายแรงที่ระบุในความคุ้มครอง

บางบริษัทประกัน คุ้มครอง 30 โรคร้ายแรง บางบริษัทประกันคุ้มครอง 36 โรคร้ายแรงหรือ 50 โรคร้ายแรง

2. เงื่อนไขการเคลมสินไหมฯ อาจแบ่งเป็นช่วงระยะของโรค

เช่น โรคร้ายแรงระยะเริ่มต้นจ่าย 25% โรคร้ายแรงระยะกลางจ่าย 50% โรคร้ายแรงระยะรุนแรงจ่าย 100% ของทุนเอาประกัน หรือบางบริษัทฯ คุ้มครองเฉพาะระยะรุนแรงจ่าย 100% ของทุนเอาประกัน เป็นต้น

สมมุติ นายเอ ทำประกันโรคร้ายแรงด้วยทุนประกัน 2,000,000 บาท หากตรวจพบเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม บริษัทประกันก็จะจ่ายค่าสินไหมฯให้นายเอ 2,000,000 บาท

3. เงื่อนไขการพิจารณารับประกัน

บางบริษัทฯ อาจจะพิจารณาจากประวัติสุขภาพที่ผ่านมา หรือบางบริษัทฯ ต้องตรวจสุขภาพใหม่ ประกอบด้วย

4. เบี้ยประกันภัย

มีปัจจัยเรื่องเพศ อายุ อาชีพ ในการคำนวณเบี้ยประกันภัยแต่ละบุคคล บางบริษัทฯ มีส่วนลดหรือโปรโมชั่นในการทำประกัน

หากสนใจวางแผนและออกแบบประกันภัย โรคร้ายแรงให้เหมาะสมกับตนเองและครอบครัว การเลือกขอรับคำปรึกษาจากตัวแทนประกันหรือนักวางแผนการเงินมืออาชีพจะทำให้ท่านได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมตามความจำเป็น และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระเบี้ยที่เหมาะสมที่สุด

ท้ายสุดนี้ มีประกันแล้วไม่ได้เป็น (โรคร้ายแรง) ก็ดีกว่าเป็น (โรคร้ายแรง) แล้วไม่มีประกัน เพราะโรคร้ายแรง (อาจ) รักษาหาย แต่เงิน (อาจ) มลายหายเกลี้ยงไปด้วยเช่นกัน

เขียนโดย: ธนภัทร จินดาหลวง ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

“ใครจะเป็นเศรษฐี ฉันนะสิๆ” เช็กลิสต์ 8 ข้อนี้ถ้ามีครบ หมายความว่าคุณกำลังจะรวย!

หลายคนคิดว่าความรวยหมายถึงคนที่มีเงินมากมายมหาศาลเท่านั้น แต่จริงๆแล้วยิ่งคุณมีอิสระเท่าไรก็ยิ่งรวย และต่อให้ไม่มีเงินมรดกกองโตในครอบครอง แต่ถ้ามี 8 ข้อที่กำลังพูดถึงนี้ครบหมดทุกข้อ ก็หมายควาว่าคุณน่ะรวยเช่นกัน

1. เริ่มเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ

คุณมีเงินเก็บไว้ใช้ในช่วงเกษียณแล้วนี่ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อม แม้จะเหลือเวลาอีกหลายสิบปีแต่ถ้าเริ่มไวเท่าไรยิ่งดี เหมือนที่คนวางแผนการเงินเก่งๆ เค้าจะชอบเกษียณก่อนวัยทำงานทั่วไปน่ะแหละ

2.ใช้หนี้ตรงเวลาเสมอ ใช้หนี้ครบทุกงวด

อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการเงินของคุณค่อนข้างดี เพราะคุณสามารถแสดงความรับผิดชอบให้เห็นได้ว่าคุณจ่ายชำระหนี้ได้ และมันก็ทำให้คุณเครดิตดี มีความน่าเชื่อถือด้วย หลายคนใช้วิธีรักษาเครดิตด้วยการกำหนดเวลให้สามารถโอนเงินได้อัตโนมัติ

3. เตรียมเงินไว้ใช้สำหรับช่วงฉุกเฉิน

หลายคนมีเงินเหลือใช้ แต่ไม่เคยเตรียมเงินฉุกเฉิน เวลามีเหตุการณ์ฉุกเฉินเตรียมเงินไว้ไม่พอก็อาจทำให้คุณลำบากได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือ เตรียมเงินไว้สำหรับเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินด้วย

4. ไม่ใช้เงินที่เป็นรายได้พิเศษ เงินโบนัส

อย่างที่บอก ว่าถ้าเรารวยมากพอ เงินโบนัส รายได้พิเศษควรเก็บแบบลืมไปเลย อย่าเอาออกมาใช้จะได้มีเงินเหลือเก็บ เผลอๆ ถ้าคุณมีเงินไม่พอใช้ เงินเก็บลืมนี้จะช่วยคุณได้มาก

5. มีของที่จำเป็นในครอบครองครบหมดแล้ว

คนที่อยากรวยจริงๆ จะซื้อของ จะใช้เงินแบบไม่ฟุ่มเฟือย ของที่จำเป็นควรมีให้ครบ เมื่อมีครบแล้วคุณก็จะไม่สรรหามาเพิ่มอีก เงินก็เหลือใช้ แล้วคุณก็จะรวยสมใจ

6. รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทำยังไงก็ได้ให้เงินเพิ่มเงินให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นรายได้แบบ Passive Income หรือจะเอาเงินไปลงทุน อย่าลืมเรียนรู้ให้มาก จะได้รู้ว่าควรลงทุนกับอะไร

7. มีเงินลงทุนหลากหลายแห่ง

เงินลงทุนหลากหลาย ยิ่งมีมากแห่งยิ่งดี เพราะมันเป็นการกระจายความเสี่ยง อย่าปล่อยให้ตัวเองล่มจมเพราะเลือกผูกขาดลงทุนในสิ่งที่เสี่ยง ไม่คุ้มหรอก

8. ไม่เป็นหนี้บัตรเครดิต

การไม่มีหนี้เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา ถ้ามีหนี้ดีที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นไร รอดตัวไป แต่ถ้าหนี้เสียที่เกิดจากการรูดบัตรแบบจ่ายไม่ยั้ง อย่างนี้ต้องเลิก ปรับปรุงการใช้เงินใหม่ จะได้รวยสักทีนะ

สำหรับใครที่มีไม่ครบแปดข้อ มีให้ได้สักครึ่งทางหรือสี่ข้อก็ถือว่าใช้ได้

อยากสร้างรายได้ปีละ 3 ล้าน ในฐานะครีเอเตอร์บน YouTube, TikTok หรือ Instagram ต้องมีคนติดตามเท่าไหร่และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง?

อินฟลูเอนเซอร์ กลายเป็นอาชีพในฝันของคนมากมายในปัจจุบัน ทั้งชื่อเสียง ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และแน่นอนเราทราบดีว่าคนที่ดัง ๆ ก็สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, YouTube และ Instagram แต่รายได้เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตามและยอดวิวของอินฟลูเอนเซอร์คนนั้นด้วย

สำหรับคนที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง ดเวน จอห์นสัน (Dwayne “The Rock” Johnson) หรือ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) (ที่มีผู้ติดตามระดับ 200 ล้านคนบน Instagram) สามารถสร้างรายได้ราว 1 ล้านเหรียญ​ (35 ล้านบาท) ต่อการโพสต์หนึ่งครั้งจากรายงานของเว็บไซต์ Hopper HQ (เว็บไซต์เครื่องมือจัดการบัญชี Instagram) แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้สำหรับคนทั่วไปอาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย

แล้วอินฟลูเอนเซอร์ต้องการคนติดตามเท่าไหร่และยอดวิวต้องเยอะขนาดไหนถึงจะเริ่มสร้างรายได้ได้ล่ะ? ถ้าอยากมีรายได้ปีละ 1 ล้านบาทต้องมีกี่คนและกี่วิว? 2 ล้าน? 3 ล้าน หรือ 10 ล้าน? ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นคำถามที่ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนเพราะตัวเลขรายได้เหล่านี้มีการขยับขึ้นลงอยู่เสมอ

???? แต่โชคดีว่าตอนนี้มีเครื่องมือที่เรียกว่า “Social Salary Calculator” หรือเครื่องคิดเลขสำหรับรายได้บนโซเชียลมีเดีย ถูกสร้างขึ้นโดยแพลตฟอร์มลิขสิทธิ์เพลงชื่อว่า Lickd สำหรับใช้เพื่อประเมินว่าอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, Instagram และ TikTok ต้องมีผู้ติดตามเท่าไหร่ ทำยอดวิวเท่าไหร่ ถึงจะสามารถสร้างรายได้ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ (ซึ่งตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนได้ตามความต้องการของเราเลย)

Lickd รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Influencer Marketing Hub รวมกับรายงานจาก SevenSix บริษัทเอเจนซีของครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม SocialPubli เพื่อนำมาประกอบเป็นเครื่องมือชิ้นนี้

???? ลองมาดูกันครับว่า ถ้าอยากสร้างรายได้สัก 3 ล้านบาทต่อปี (ประมาณ 100,000 เหรียญ) บนแต่ละแพลตฟอร์มจะต้องมีคนติดตามกี่คนและมีเงื่อนไขอะไรบ้าง (สำหรับคนที่ต้องการใช้เป้าหมายของตัวเองสามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ Lickd ในอ้างอิงครับ)

???? YouTube

ต้องมีผู้ติดตามอย่างต่ำ 1,000 คน และมีคนดูวิดีโอของเราราว ๆ 24 ล้านวิว

ซึ่งสำหรับการสร้างรายได้บน YouTube เราต้องเข้าร่วมโปรแกรม YouTube’s Partner Program ที่เราจะสามารถสร้างรายได้จากโฆษณาได้ อย่างน้อยเราต้องมีผู้ติดตาม 1,000 คนและมีคนดูวิดีโอแบบสาธารณะ 4,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีการลิ้งก์กับบัญชี AdSense ด้วย

โดยเฉลี่ยแล้วเราจะได้รับเงินประมาณ 4.18 เหรียญ จาก 1,000 วิว (ประมาณ 133 บาท) หักส่วนแบ่งที่ให้ YouTube แล้ว

???? Instagram

ต้องมีผู้ติดตามอย่างน้อย 5,000 คน และได้รับโพสต์สปอนเซอร์ 308 โพสต์ต่อปี โดยค่าเฉลี่ยต่อโพสต์ได้เงินราว ๆ 10,000 บาท เพื่อจะสร้างรายได้ 3 ล้านบาท และอย่าลืมเปลี่ยนเป็นบัญชี professional ด้วยครับ

(ซึ่งอันนี้ก็ต้องดูด้วยครับว่าบัญชีนั้นผู้ติดตามมาจากไหน ซื้อมารึเปล่า เพราะเราเห็นบัญชีหลายอันที่สร้างขึ้นมาโดยการซื้อตัวเลขเหล่านี้ และสปอนเซอร์อาจจะไม่เข้าก็ได้ดูมีอะไรผิดปกติ)

???? TikTok

ต้องมีผู้ติดตามอย่างต่ำ 10,000 คน และมียอดวิวราว ๆ 270 ล้านวิวต่อปี โดยเฉลี่ยแล้วจะได้เงินราว ๆ 0.03 เหรียญต่อ 1000 วิว (ประมาณ 1 บาท) ผ่านโปรแกรมสำหรับครีเอเตอร์เรียกว่า TikTok Creator Fund แต่ว่ายังอยู่แค่ในบางประเทศเท่านั้น ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม เงื่อนไขคือต้องมีอายุ 18 ปี มีคนตาม 10,000 คน และมีวิดีโอ 10,000 วิวในเดือนที่ผ่านมา

แต่ในส่วนของ TikTok ก็อาจจะสร้างรายได้จากสปอนเซอร์โพสต์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งราคาทั่วไปใช้สูตร

Followers x 5% = ค่าโพสต์ 1 โพสต์

เช่น 10,000 คน * 0.05 = 500 บาท

พอมีคนติดตามเยอะขึ้นค่าโพสต์ของเราก็จะแพงขึ้นไปด้วย

สำหรับใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ มีเป้าหมายเรื่องรายได้แต่ไม่รู้ว่าต้องมีผู้ติดตามเท่าไหร่และมีปัจจัยอะไรบ้างก็หวังว่าโพสต์นี้จะมีประโยชน์ หรือถ้าอยากลองคำนวนตามเป้าของตัวเองก็สามารถลองเข้าไปเล่นในลิ้งก์อ้างอิงได้เลยครับ

“เงินล้านแรก” ควรมีเมื่อไร? และถ้ามีแล้ว บริหารจัดการยังไง เมื่อชีวิตก็ยังมี “หนี้ล้านแรก”

เป็นคำถามเกี่ยวกับการเงินที่เป็นทอปฮิตตลอดกาลในเรื่องนี้เวลาคุณไปอ่านในเว็บบอร์ด หรือกรุปทางการเงิน ซึ่งก็จะมีคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์มกมาย บ้างก็ว่าอายุ 30 บ้างก็ว่าอายุ 35 ปี

ผมคิดเรื่องนี้ออกมาเมื่อแฟนผมเพิ่งคุยกับผมว่าทำงานมาหลายปี ยังมีเงินเก็บไม่ถึงหนึ่งล้านบาทเลย ซึ่งจริงๆตัวผมเองในปัจจุบันก็ยังมีเงินเก็บไม่ถึงหนึ่งล้านเช่นกัน นั่นสิเมื่อไหร่ที่เราควรมีเงินเก็บหนึ่งล้านบาท?

อันที่จริงผมเคยมีเงินเก็บหนึ่งล้านบาทแรกตอนอายุ 32 ปีแต่ใช้ในการทำรีโนเวทบ้านไปจนเกือบหมด หรืออย่างแฟนผมมีเงินเก็บไม่ถึง 1 ล้านบาทก็จริงแต่ไม่มีภาระต้องผ่อนบ้านและรถยนต์แล้ว ทำให้สิ่งที่เป็นคำถามที่สำคัญกว่าน่าจะเป็น 2 คำถามก็คือ คำถามแรกถ้าคุณมีเงิน 1ล้านบาทแรกแล้วในขณะนั้นคุณมีหนี้ที่ต้องแบกรับอยู่เท่าไหร่?

สมมุติว่าคุณสามารถมีเงินเก็บในบัญชี 1 ล้านบาทแล้ว แต่ถ้าคุณมีหนี้ที่เกินตัวเกินความสามารถในการผ่อนชำระ ก็ถือว่ามีวินัยทางการเงินที่ไม่ดีได้ คือมีเงินเก็บ แต่มีหนี้ที่เกินเงินเก็บ (ไม่รวมการผ่อนชำระระยะยาวเช่นการผ่อนบ้านที่มีมูลค่าเกินหนึ่งล้านบาท) หรือเงินหนึ่งล้านบาทที่หามาได้นั้นมาจากวิธีการที่ไม่สุจริตนั้นก็ถือว่าเป็น “เงินร้อน” เช่นกัน

คำถามที่สองที่น่าจะถามต่อไปก็คือ “เมื่อคุณมีเงินล้านแรก คุณจะเอาเงินก้อนนั้นไปทำอะไร?” คนเราไม่ได้เก็บเงินเพื่อเก็บเงินอย่างแน่นอนต้องมีเป้าหมายที่อยากจะทำอยู่

บางคนอาจจะเอาไปใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ บางคนจะเอาไปลงทุนต่อยอดให้เงินงอกเงย หรือ บางคนมีเป้าหมายส่วนตัว เช่น ไปเรียนต่อเมืองนอก ไปเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น ดังนั้นการมีเงินเก็บ1ล้านบาทอาจจะไม่ใช่ “เป้าหมาย” แต่เป็น “วิธีการ”ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่คุณอยากทำจริงๆมากกว่า

ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้ก็คือ เรามีหนึ่งล้านแรกแล้วเราควรคิดเสมอว่าจะเอาเงินหนึ่งล้านแรกนั้นไปทำอะไรและในขณะนั้นเรามีหนี้ที่ต้องการสภาพคล่องอยู่เท่าไหร่ นั่นคือเวลาที่พร้อมที่สุดที่เราควรจะ “มีเงินหนึ่งล้านบาทแรก”ครับ พอถึงตรงนี้ผมอาจจะไม่ได้ตอบคำถามทุกคนโดยตรง แต่อยากจะชวนย้อนกลับไปให้ทุกคนคิดอีกครั้งว่า เรามีเงินหนึ่งล้านบาทแรกไปทำไม?มากกว่า

ให้กำลังใจทุกคนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่อาจจะไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้น ผมมีเพื่อนที่ตั้งเป้าหมายว่าอายุ 27 ปีจะต้องมีเงินหนึ่งล้านบาทแรกให้ได้ จากเงินเดือนพื้นฐาน 15,000 บาท เขารับงานในหลายๆทางจนสามารถบรรลุเป้าได้สำเร็จ

แต่มาตรวจพบว่าสุขภาพแย่มากๆจากการทำงานหนักเกินไป ร่างกายชำรุดและต้องใช้เงินหนึ่งล้านบาทแรกที่เขาหามาได้ส่วนหนึ่งในการรักษาตัวเองและยังได้โรคประจำตัวแถมมาทั้งกรดไหลย้อน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและภาวะซึมเศร้าติดตามมาด้วย ดังนั้นตัวเลขอายุเป็นเป้าหมายที่ดี แต่อย่ากดดันตัวเองจนเกินไปจนสิ่งที่คุณแลกมานั้นไม่คุ้มกับเงินหนึ่งล้านบาทจะดีกว่าครับ

“รายได้มีวันหมด แต่รายจ่ายมีทุกวัน” ทริคลงทุนสู่เป้าหมายเกษียณแบบ Soft Landing

ความใฝ่ฝันของหลายคน คือ การมีอยู่มีกินอย่างไม่ขัดสน แม้แต่ช่วงเวลาที่ยังสามารถทำงานหารายได้ เพราะหากขาดแคลนเงินที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตอาจทำให้ตัวเราและคนในครอบครัวมีความเครียดและกังวลจนก่อให้เกิดปัญหามากมาย

สำหรับคนที่ทำงานมีรายได้นั้นเป็นเรื่องปกติที่จะนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญต้องบริหารรายรับและรายจ่ายให้เพียงพอ ดังนั้น จะดีแค่ไหนถ้าสามารถมีกินมีใช้เพียงพอ ไม่รู้สึกว่าการใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่ยากเย็น จนถึงวันหนึ่งที่ทุกคนต้องเกษียณอายุจากการทำงาน หมายถึง เราจะไม่ได้ทำงาน เมื่อหยุดทำงานก็จะขาดรายได้ แต่รายจ่ายต่าง ๆ ยังคงมีต่อไป

หมายความว่า การเตรียมเงินก้อนใหญ่ที่สำคัญในชีวิตหรือเงินเพื่อการเกษียณต้องมีอย่างเพียงพอ ซึ่งถ้ามีวินัยความความตั้งใจลงทุนอย่างเคร่งครัด สะสมเงินลงทุนมายาวนาน ก็มีความพร้อมที่จะเกษียณ

แต่ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น นักลงทุนบางคนโชคไม่ดีเพราะเมื่อถึงกำหนดเกษียณอายุ ตลาดหุ้นผันผวนหนัก ทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนที่คาดหวังลดมูลค่าลงไปมาก เช่น ปีที่เกิดภัยโรคระบาดโควิด19 ไม่มีใครรู้ว่าปีนั้นจะเกิดวิกฤติทางการเงินทั่วโลก ที่ทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนลดลงกว่า 40 – 50% และในช่วงเวลาต่อมาเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเนื่องมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไหนจะโดนกระหน่ำด้วยเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทำให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

สถานการณ์เหล่านี้คงเป็นฝันร้ายของคนที่มีแผนจะเกษียณอายุในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งมูลค่าเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ปรับตัวลงรวมถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หมายความว่าแทนที่จะสามารถเกษียณอายุได้ตามใจหวังแต่สุดท้ายไม่สามารถเกษียณได้ แถมมีเรื่องให้กังวลนอนไม่หลับอีก เช่น แผนการขายหน่วยลงทุนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายขายไม่ได้เพราะมูลค่าลดลงมากเกินไป จึงเกิดความกังวลว่าเงินที่ได้เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณจะไม่เพียงพอ และอาจทำให้เกิดปัญหาการเงินในอนาคต

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการวางแผนและจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมาสู้กับอัตราเงินเฟ้อ ที่สำคัญผลตอบแทนจากการลงทุนจะช่วยให้มูลค่าเงินออมเพิ่มขึ้นตามเวลา

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาว การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและมีการกระจายการลงทุนที่ดี มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง (High Risk, High Return) โดยเมื่อพิจารณาจากสถิติและบทความหรือผลการวิจัยหลายฉบับ ยิ่งรู้สึกมั่นใจว่าโอกาสขาดทุนน้อยมาก

สำหรับการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้ได้รับความพึงพอใจในผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละช่วงอายุของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และปัจจัยอื่น ๆ

– ช่วงเริ่มต้นของวัยทำงาน (อายุ 21 – 30 ปี)

ถือว่ายังสามารถทำงานหาเงินได้อีกนาน จึงสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้มากถึง 80 – 90% และลงทุนในตราสารหนี้ได้ประมาณ 10 – 20% วัยเริ่มสร้างครอบครัว (อายุ 31 – 40 ปี) เป็นช่วงอายุที่มีรายได้เริ่มสูงขึ้นแต่ก็มีรายจ่ายสูงเช่นกัน ควรมีสัดส่วนของตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนและทำให้มีสภาพคล่องที่มากขึ้นด้วย โดยการเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ในสัดส่วน 20 – 30%

– ช่วงอายุที่เริ่มมีความมั่นคง (อายุ 41 – 50 ปี)

เป็นช่วงที่มีความมั่นคงทางการงานแต่ก็เหลือเวลาทำงานอีกไม่นานก่อนเกษียณ ควรลดสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงลงและหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น เงินฝากธนาคาร โดยรวมกับตราสารหนี้แล้วอยู่ในสัดส่วน 30 – 40% ขณะที่ช่วงเตรียมเกษียณ (อายุ 51 – 60 ปี) ควรตระหนักว่าเงินที่สะสมมานานตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตจะต้องนำไปใช้หลังเกษียณซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นมากไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต พอร์ตลงทุนควรมีความเสี่ยงต่ำลงเพื่อความปลอดภัยของเงินต้น โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ประมาณ 40 – 50%

– ช่วงวัยเกษียณ (อายุ 61 จนถึงสิ้นอายุขัย)

จะเป็นช่วงเวลาที่เรานำเงินที่เก็บสะสมมาใช้จ่าย ผู้ลงทุนอาจไม่มีรายได้เพื่อนำมาสะสมเพิ่มแล้ว ดังนั้น พอร์ตลงทุนควรเป็นพอร์ตที่สามารถรักษาเงินต้นได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญต้องมีผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อด้วย ดังนั้น ควรมีสินทรัพย์เสี่ยงเหลืออยู่เพียง 10 – 30% และเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้หรือเงินฝากธนาคาร

การปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุนระหว่างหุ้น (Equity) และตราสารหนี้ (Fixed Income) ในสัดส่วนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ลงทุนควรพิจารณาและทบทวนปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนเป็นประจำทุกปี และควรนำปัจจัยอายุของผู้ลงทุนมาพิจารณาด้วย

โดยพบว่าการมีสัดส่วนหุ้นในช่วงที่อายุน้อยที่สุดจะเป็นสัดส่วนที่มาก แล้วค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ผู้ลงทุนอาจปรึกษานักวางแผนการเงินให้ช่วยวิเคราะห์จำนวนเงินลงทุนที่สะสมรายปีว่าต้องลงทุนเท่าไร หรืออาจเลือกพิจารณาช่วงเวลาก่อนเกษียณ 5 ปี เช่น หากต้องการเกษียณตอนอายุ 60 ปีก็ทบทวนลดความเสี่ยงของพอร์ตตอนอายุ 55 ปีโดยลดสัดส่วนหุ้นลงและให้มีสัดส่วนของตราสารหนี้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุนในพอร์ตลดลง ทำให้รักษามูลค่าเงินลงทุนที่เคยมีมาไว้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นการจัดสัดส่วนพอร์ตการลงทุนหลังจากเกษียณก็ควรลดความเสี่ยงลงด้วยเช่นกัน

เปรียบเทียบกับเครื่องบินที่กำลัง take off เริ่มต้นต้องเร่งความเร็วให้ถึงจุดที่เหมาะสมจนเครื่องบินทะยานขึ้นเหนือพื้นดิน เมื่อเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้านักบินก็ต้องควบคุมความเร็วและประคับประคองให้เครื่องบินอยู่ในสภาวะปกติ จนเมื่อใกล้ถึงจุดหมายปลายทางนักบินจะค่อย ๆ ลดระดับความสูงและลดความเร็วพาเครื่องบินลงสู่ภาคพื้นดินแบบ soft landing หรือการลงสู่พื้นดินด้วยความนุ่มนวล คงไม่มีนักบินคนไหนที่ไม่ลดความเร็วแต่ลงจอดด้วยความเร็วสูงเพราะจะทำให้เครื่องบินกระแทกพื้นอย่างรุนแรงเกิดความเสียหาย หรืออาจทำให้ผู้โดยสารระทึกหัวใจได้

หากจะเปรียบเทียบกับพอร์ตการลงทุน เมื่ออายุน้อยสามารถเริ่มต้นลงทุนหรือ take off ด้วยพอร์ตที่มีอัตราผลตอบแทนสูงได้ โดยความเสี่ยงจากการลงทุนก็สูงเช่นกัน ด้วยปัจจัยเรื่องอายุและระยะเวลาการลงทุนที่นานพอสมควร เมื่อเริ่มต้นสะสมเงินลงทุนไปแล้วเราก็จะควบคุมอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนด้วยการ Rebalancing พอร์ตลงทุน

แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ใกล้ถึงเป้าหมาย นักบินก็จะลดความเร็วลงหรือการปรับสัดส่วนให้มีอัตราผลตอบแทนลดลง ความเสี่ยงลดลง ทำให้พอร์ตลงทุน Landing สู่ความสำเร็จอย่างนุ่มนวล

นอกจากนี้ยังหมายถึงการจัดสัดส่วนการลงทุนช่วงหลังเกษียณด้วยเช่นกัน เมื่อมีอายุมากขึ้นสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงควรน้อยลงไปเรื่อย ๆ และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อยในสัดส่วนที่มากขึ้น

เป้าหมายการเงินด้านการเกษียณเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญในชีวิต แต่ละช่วงเวลาของชีวิตมีปัจจัยมากมายที่มีผลกระทบต่อแผนการเงิน และแต่ละช่วงชีวิตก็มีข้อจำกัดที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ ทำให้แผนการเงินเพื่อการเกษียณซึ่งเป็นแผนที่ใช้ระยะเวลานานในการบรรลุเป้าหมายอาจมีความจำเป็นต้องถูกทบทวน มีการเพิ่มหรือลดข้อจำกัดด้านการลงทุน และต้องถูกวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ แต่ระหว่างทางนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการหรือเครื่องมือทางการเงินได้เสมอ ความซับซ้อนยุ่งยากเหล่านี้จะถูกแนะนำอย่างมืออาชีพโดยนักวางแผนการเงิน ที่จะช่วยให้เป้าหมายการเงินประสบความสำเร็จอย่างปลอดภัยและนุ่มนวล

เขียนโดย: ชยธร ทันนิเทศ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™

ภาพสะท้อนซีรีส์ Beef จาก Netflix ความเกรี้ยวกราด ชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่กัดกินสังคมในปัจจุบัน

[ Spoiler Alert : บทความนี้จะมีการพูดถึงเนื้อหาของซีรีส์ Beef จาก ​Netflix ]

อากาศว่าร้อนแล้ว แต่ตอนนี้ Beef บน Netflix อาจจะเป็นซีรีส์ที่ร้อนแรงและเกรี้ยวกราดยิ่งกว่า รีวิวจากหลาย ๆ แห่งล้วนชมเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทำออกมาได้อย่างน่าติดตามและดาร์คแบบดำดิ่ง (Rotten Tomatoes 98%, IMDB 8.3/10) จนทำให้ตอนท้าย ๆ ของซีรีส์ผู้ชมจะอดถามตัวเองไม่ได้เลยว่า “เฮ้ยยย…มันมาถึงจุดนี้ยังไงวะ จากแค่ชูนิ้วกลางให้กันในที่จอดรถ ชีวิตมันสามารถหลุดศูนย์และฉิบหายวายป่วงได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”

จริงอยู่แม้ว่ามันว่าเรื่องราวและตัวละครจะเป็นสิ่งที่แต่งตั้งสมมุติขึ้นเท่านั้น แต่ด้วยอารมณ์และการตอบสนองกับ ‘สถานการณ์’ ที่เกิดขึ้นในเรื่องก็ทำให้เชื่อได้ไม่ยากว่าหายนะที่เกิดขึ้นนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง ๆ

สำหรับคนดูตัวอย่างแต่ยังไม่ได้ดูซีรีส์เต็ม ๆ อาจจะคาดเดาว่าเนื้อเรื่องอาจจะเป็นการพูดถึงวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติเป็นส่วนใหญ่เพราะในเรื่องตัวละครหลัก ๆ ส่วนใหญ่เป็นเอเชียแทบทั้งหมด ตรงนี้ก็มีความจริงอยู่บ้างและมีการพูดถึงเรื่องนี้ประปรายตลอดทั้งเรื่อง แต่ประเด็นที่สำคัญของเรื่องนี้สำหรับคนที่ได้ดูแล้วจะพบว่ามันกว้างกว่านั้นมาก มากกว่าแค่เชื้อชาติหรือสีผิว หรือต้นตระกูลแห่งความเป็นเอเชียนอเมริกันซะอีก

Beef เป็นซีรีส์ที่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียม ความสุดโต่งสุดขั้ว และแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียในเรื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุก ๆ คนบนโลกใบในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย หรือใครก็ตาม แก่นสารสำคัญของเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือด้านมืดอันเลวร้ายที่ปะทุขึ้นทั่วโลกที่เกิดขึ้นจากความเกรี้ยวกราด การแบ่งชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่กัดกินสังคมในปัจจุบัน (ซึ่งสำหรับคนที่ชอบหนังเรื่อง Parasite ก็น่าจะพอเห็นภาพที่คล้ายคลึงกัน)

เรื่องเกิดเพราะนิ้วกลาง

ซีรีส์แนวตลก-ดราม่า เสียดสีสังคม เรื่องนี้มีทั้งหมด 10 ตอน (เชื่อว่าดูแล้วจะหยุดยาก) ถูกสร้างโดย ลีซองจิน (Lee Sung Jin) และแสดงโดย สตีเว่น เหยิน (Steven Yeun – ที่โด่งดังจาก The Walking Dead) ในบทแดนนี่ โช (Danny Cho) และ นักแสดงมากความสามารถ อาลี หว่อง (Ali Wong) ในบทบาทดราม่าเรื่องแรกของเธอในฐานะ เอมี เลา (Amy Lau) และมีนักแสดงฝีมือดี ๆ สมทบอีกมากมาย

การปะทะกันระหว่างแดนนี้และเอมี่เกิดขึ้นที่ร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ซ่อมแซมบ้าน เมื่อความโกรธของทั้งสองฝ่ายที่อัดอั้นอยู่ในตัวอยู่แล้วเกิดปะทุขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เมื่อแดนนี่กำลังจะถอยรถ แล้วเอมี่ขับออกมาพอดีจนเกือบชน เอมี่ไม่พอใจกดแตรลากยาวชูนิ้วกลางใส่ แดนนี่ก็เดือดขับรถไล่บี้บนท้องถนน ซึ่งกลายเป็นต้นตอของความบาดหมางที่ยาวนานยืดเยื้อและสร้างความเสียหายให้กับหลายชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว

หลังจากเหตุการณ์นั้นเนื้อเรื่องก็ค่อย ๆ เปิดเผยปมของทั้งคู่ออกมาให้เราเข้าใจความโกรธที่ถูกกดเอาไว้มานานของทั้งคู่ให้เราได้เห็น แดนนี่เป็นผู้รับเหมาที่ได้รับแรงกดดันมากมายจากทั้งต้องดูแลน้องชาย หาเงินเพื่อพาพ่อแม่ที่อยู่ที่เกาหลีใต้กลับมาอเมริกา เงินไม่ค่อยมี ธุรกิจก็ไม่ดี ถึงขั้นพยายามปลิดชีวิตตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนเอมี่ก็พยายามปิดดีลการขายธุรกิจให้กับนายทุน ธุรกิจที่เธอปลุกปั้นมาหลายปีประความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่เธอต้องการขายเพื่อจะได้มีเวลาให้กับลูกสาวมากขึ้น นอกจากนั้นก็ดิ้นรนเพื่อจะเอาใจแม่สามีที่พยายามผลักดันสามีของเอมี่ให้เป็นศิลปินตามรอยเท้าพ่อของเขา (แม้จะไม่มีความสามารถอะไรนัก)

เรื่องราวก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ทั้งคู่จะมีความคล้ายคลึงกัน เป็นคนเอเชียเหมือนกัน เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ไม่มีความสุขในชีวิต กดดัน โกรธเกรี้ยว แต่เอมี่ปากกัดตีนถีบและทำได้ดีในหน้าที่การเงินและชีวิตจนได้แต่งงานกับสามีที่มาจากครอบครัวศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและมีหน้ามีตาในสังคม ส่วนครอบครัวแดนนี่ต้องสูญเสียธุรกิจโรงแรมเล็ก ๆ ของพวกเขาไปเพราะไปเกี่ยวข้องกับของผิดกฎหมายที่เป็นของลูกพี่ลูกน้องแดนนี่ เส้นทางชีวิตของทั้งคู่เลยเริ่มแตกต่างกันออกไป

ความแตกต่างและความไม่เท่าเทียม

ด้วยช่องว่างระหว่างชนชั้นและสถานะทางสังคม เอมี่ต้องคอยเข้าสังคมชนชั้นสูง ทำตัว ‘สมบูรณ์แบบ’ ในทุก ๆ ด้าน ไม่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกโกรธมากขึ้นไปอีก ในขณะที่แดนนี้ก็พยายามหาเหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงโกรธและไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา

แม้ระหว่างทางจะมีเรื่องตัวตนและภูมิหลังของตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่สะท้อนได้โดดเด่นมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความเป็นจริงทางด้านเศรษฐกิจ คนที่มีเงินกับคนที่ไม่มี กลายเป็นคำถามว่าคนอย่างเอมี่ซึ่งเป็นเหมือนคนที่หลุดพ้นออกไปจากความยากจนแล้วจะอยู่ตรงไหน ซีรีส์นี้นำเสนอความตึงเครียดและความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้น ตัวละครจากชนชั้นทางสังคมและชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันต้องใช้ชีวิตผ่านโลกที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมที่ห่างกันขึ้นทุกที การแบ่งขั้วทางการเมือง และสงครามทางวัฒนธรรม

เรื่องราวของตัวละครแดนนี่กับเอมี่ชี้ให้เห็นว่าความสิ้นหวังกำลังผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับความโดดเดี่ยวและสุดโต่ง การยอมรับว่ามีความคล้ายคลึงกับศัตรูที่อยู่ขั้วตรงข้ามเป็นเรื่องต้องห้าม ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องที่เราเห็นและรู้สึกได้ทั่วไปจนกลายเป็นความไม่พอใจที่ฝังอยู่ในคำพูดการกระทำและการตัดสินใจ การเลือกที่จะเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกวันนี้

เหยินให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ว่า

“เราโกรธจนถูกเหวี่ยงหลุดออกไปอีกฝั่ง แล้วคุณก็จะรู้ว่า ‘โอ้ว…ฉันก็เหมือนเธอเลย เรานั้นบุบสลายเช่นเดียวกัน”

ในช่วงท้าย ๆ ของซีรีส์เราจะเห็นว่าทั้งคู่เติบโตมาในครอบครัวเอเชียนที่บิดเบี้ยวกันคนละแบบ เอมี่ได้ยินพ่อกับแม่ของเธอทะเลาะกันและบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะมีเธอด้วยซ้ำ นอกจากนั้นแล้วยังแอบไปเห็นพ่อของเธอนอกใจแม่อีกด้วยแต่ก็เก็บเป็นความลับตลอดมา ส่วนแดนนี่ก็ถูกแกล้งที่โรงเรียน ได้ยินพ่อแม่เถียงกันเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น เอมี่เกลียดที่เธอกับพ่อแม่ไม่เคยคุยถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน ส่วนแดนนี่ก็รู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบแบกปัญหาของครอบครัวเอาไว้บนบ่า

เรื่องราวตอนจบของเรื่องนี้พาเราดำดิ่งไปสู่การตั้งคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ “เพื่ออะไรกัน” เราวิ่งตามสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นความฝัน ความต้องการ ไม่ว่าอะไรก็ตามเมื่อได้มาแล้วมันก็จะหายไป ทุกอย่างจะเลือนหายไปแล้วก็ต้องคอยเติมเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น

ในกระบวนการทั้งหมดนี้เราพยายามปิดบังส่วนที่แย่ที่สุด ด้านมืดของสิ่งต่างๆเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น ทั้งที่ความจริงแล้วการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองและคนอื่น ๆ การได้เห็นว่าทุกคนก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะชนชั้นไหน ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนต่างมีเงาดำของอดีต มีความไม่สวยงามอยู่ในตัวของเราทุกคนนั่นแหละ

ไม่ว่าจะแดนนี่หรือเอมี่ การตัดสินใจที่แย่ ๆ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากมายตลอดทั้งเรื่อง เราก็จะได้เห็นว่า ทั้งคู่นั้นไม่ได้ดี…หรือแย่…ไม่ได้เป็นพ่อพระแม่พระ…และก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปซะทั้งหมด มีทั้งด้านดีและไม่ดี เหมือนอย่างเราทุกคน ในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME หว่องกล่าวว่า

“พวกเขาก็แค่มนุษย์ จังหวะและสถานการณ์ทำให้พวกเขาไปอยู่ตรงนั้น พวกเขาตัดสินใจและฉันก็ไม่สามารถตำหนิใครได้เลยทั้งหมด”

เปิดประวัติ ‘ซอสพริกศรีราชาตราไก่’ ซอสพริกฝาเขียวที่ขายกันขวดละ 3,000 บาท

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ในช่วงที่ผ่านมา ‘ซอสพริกศรีราชาตราไก่’ ขาดตลาด บริษัทประสบปัญหาขาดแคลนพริก เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ชนิดที่ว่าคนต้องไปหาตุนเก็บเอาไว้ราคาพุ่งไปขวดละเกือบ 3,000 บาทเลยทีเดียว (ซึ่งราคาปกติจะขายกันขวดละ 200 บาท)

หลายคนอาจจะสงสัยเกี่ยวกับเจ้า ‘ซอสพริกศรีราชาตราไก่’ ฝาเขียวอันนี้ เพราะชื่อของมันเหมือนกับ ‘ซอสพริกศรีราชาพานิช’ บ้านเราเลย (ที่เราใช้ราดไข่เจียวกันมาตลอดนี่แหละ) มันเป็นของเลียนแบบไหม แล้วทำไมมันถึงได้ดังขนาดนี้?

มันคือซอสพริกศรีราชาเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ใครคือต้นตำรับ ใครเป็นตัวก๊อบปี้ ที่มาที่ไปเป็นยังไง รสชาติแตกต่างกันไหม เรื่องราวของมันก็เผ็ดร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว

???? ย้อนกลับไปเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อน ต้นตำรับของซอสพริกศรีราชาพานิช (ชื่อเดิมเรียกว่า น้ำพริกศรีราชา) ถูกคิดค้นขึ้นโดย ‘กิมซัว ทิมกระจ่าง’ คนไทยเชื้อสายจีนที่ตั้งรกราก ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

กิมซัวมีอาชีพค้าขาย แต่ก็เป็นคนชอบทำอาหาร โดยเฉพาะประเภทน้ำพริก เขาคิดค้นวิธีการถนอมอาหารจากพริกสดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ รสชาติจัดจ้าน จนเป็นที่มาของ ‘น้ำพริกศรีราชา’ นั่นเอง

จุดเด่น คือ เป็นซอสพริกล้วน 100% หมักบ่มด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ใส่สารกันบูด ไม่ใส่สี ไม่ใส่แป้ง ไม่ใส่ผงชูรสและสารใดๆ สามารถเก็บไว้ได้นาน

ที่สำคัญมีรสชาติจัดจ้าน เผ็ด เปรี้ยว หวาน หอม เลยลองแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านและคนที่รู้จักได้ชิม ทุกคนล้วนบอกว่าอร่อย

สูตรของน้ำพริกถูกส่งมาถึงลูกหลานรุ่นต่อไป หนึ่งในนั้นคือคุณถนอม ทิมกระจ่าง (ภายหลังแต่งงานเปลี่ยนนามสกุลเป็น จักกะพาก) ซึ่งกลายเป็นผู้ที่ทำให้น้ำพริกศรีราชาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

กลายเป็นสินค้าท้องถิ่นชื่อดัง เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ใครแวะเวียนไปที่นั่นต้องซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับไป

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2527 เมื่อ ‘บริษัท ไทยเทพรส จำกัด(มหาชน)’ ผู้ผลิตซอสปรุงรสตราภูเขาทอง ซอสภูเขาฝาเขียว มาเข้าซื้อกิจการของน้ำพริกศรีราชา แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ซอสพริกศรีราชาพานิช’ และขยายไปขายตามร้านโชห่วยและห้างสรรพสินค้าทั่วไปประเทศ รวมถึงส่งออกไปต่างประเทศด้วย ตอนนี้มีขายกว่า 50 ประเทศทั่วโลกแล้ว

???? แล้ว ‘ซอสพริกศรีราชาตราไก่’ คืออะไร? มาจากไหนกันหล่ะ

มันเป็นซอสพริกที่ดังระดับโลกและครองใจชาวอเมริกันหลายล้านคน

ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวครั้งใช้ชีวิตเป็นเด็กมหาวิทยาลัยอยู่ที่อเมริกา มีโอกาสเห็นเจ้าซอสพริกศรีราชาตราไก่ครั้งแรกที่ร้านเฝอเวียดนาม (เฝอก็คือก๋วยเตี๋ยวเวียดนามนั่นแหละครับ) คือบนโต๊ะจะมีซอสพริกศรีราชาตราไก่นี้วางไว้ด้วย ดีใจมากเพราะคิดถึงอาหารไทย แล้วซอสพริกศรีราชาคือสิ่งที่เราเติบโตมากับมัน ราดบนไข่เจียวโคตรอร่อย แต่อันนี้วางไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก็งงว่าเอาไว้ให้ทานกับอะไร เลยถามพนักงาน เขาบอกว่าให้ใส่ในน้ำซุปเลย ยิ่งงงเข้าไปอีก

พอชิมก็รู้เลยว่า ‘นี่ไม่ใช่ศรีราชาที่ฉันรู้จัก’ รสชาติเผ็ดพอใช้ได้ แต่มันติดเปรี้ยว!

หลังจากนั้นพอมาค้นหาข้อมูลของ ‘ซอสพริกศรีราชาตราไก่’ อันนี้ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ต้นกำเนิดของมันมาจากชายที่ชื่อว่า David Tran ชาวเวียดนามเชื้อสายจีนที่อพยพหนีสงครามเวียดนามมายังสหรัฐอเมริกา ในปี 1980

เนื่องจากเขาต้องการจะทำซอสไว้กินกับเฝอ ซึ่งในอเมริกามันหาไม่ได้ จึงเริ่มต้นผลิตซอสรสชาติเผ็ดร้อนขึ้น โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก ‘ซอสพริกศรีราชาพานิช’ ที่นิยมทานกันในประเทศไทยนั่นเอง

เดวิดยอมรับว่า ซอสของเขามีต้นตำรับมาจากประเทศไทย แต่เขาต้องการผลิตซอสที่มีรสชาติเผ็ดร้อนกว่าเดิมเพื่อให้ชาวเวียดนามในอเมริกาทาน เขาเคยกล่าวว่า “ผมรู้ว่า มันไม่ใช่ซอสศรีราชาของไทย แต่มันเป็นซอสศรีราชาของผม”

ภายหลังก่อตั้งบริษัทชื่อ Huy Fong Foods ซึ่งตั้งตามชื่อเรือขนส่ง ‘ฮุย ฟง’ ที่เขาอาศัยอพยพจากเวียดนามมายังอเมริกาโดยใช้ตราสัญลักษณ์บนขวดซอสเป็น ‘ไก่’ ที่เป็นสัตว์ประจำปีนักษัตรของเขา และโทนสีแดงกับเขียวเพื่อสื่อถึงความเป็นพริกสดมากที่สุด ส่วนฝาสีเขียวก็เป็นขั้วของพริกนั่นเอง

???? เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าซอสพริกศรีราชาบ้านเราคือต้นตำรับที่แท้จริงก็คงไม่ผิดนัก

ด้วยเอกลักษณ์ในเรื่องรสชาติ ทำให้ซอสพริกศรีราชาตราไก่ของเดวิด ทราน ได้รับความนิยมจนเกิดปากต่อปาก และกลายเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดซอสพริกในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ทั้ง Heinz และ Tabasco

แล้วรสชาติของทั้งสองแบรนด์เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงหล่ะ ซอสพริกศรีราชาพานิช เป็นซอสพริกล้วน 100% มีรสชาติจัดจ้าน ออกไปทาง ‘เผ็ด หวาน’ ซึ่งเป็นรสที่ได้มาจากวัตถุดิบหลักอย่างพริกชี้ฟ้า กระเทียมไทย น้ำตาลทรายขาว น้ำส้มสายชู และเกลือทะเล

ส่วนซอสศรีราชาตราไก่จะให้รสออกไปทาง ‘เปรี้ยวเผ็ด’ ที่มาจากพริกฮาลาปินโน่ (พริกเม็กซิโก) กระเทียม น้ำตาล และวัตถุดิบที่หาได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้ได้ซอสรสชาติเผ็ดร้อนที่ทานได้กับทั้งอาหารเวียดนามและอาหารทุกประเภท

แต่สิ่งที่ทำให้ซอสพริกศรีราชาตราไก่โด่งดังทั่วโลกแม้จะมาทีหลังก็เพราะช่วงนั้นคนอเมริกันเริ่มหันมาให้ความสนใจกับอาหารเอเชียที่เผ็ดร้อนมากขึ้น และเมื่อมันกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นแถบนั้นก็บริโภคมากขึ้นนั่นเอง

???? ด้วยยอดขายราว ๆ 131 ล้านเหรียญในปี 2020 (4,400 ล้านบาท) ทำให้ตอนนี้บริษัทฮุยฟงของเดวิดนั้นมีมูลค่าขึ้นไปแตะหลัก 1 พันล้านเหรียญเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ด้วยวัย 78 ปีและยังถือครองหุ้นของบริษัททั้งหมดอยู่ ก็กลายเป็นเศรษฐีซอสพริกพันล้านคนเดียวในอเมริกาเลย และถึงแม้ว่าคู่แข่งจะเริ่มโดนบริษัทใหญ่ ๆ ซื้อไปบ้างแล้วอย่าง (Cholula ก็เพิ่งโดน McCormick ซื้อไปในช่วงปี 2020 ถึง 800 ล้านเหรียญ) เดวิดไม่เคยคิดว่าจะขายบริษัทฮุยฟงของตัวเองเลย และจะส่งต่อให้ลูกสองคนที่ทำงานด้วยกันดูแลต่อไป

ไทยติดอันดับ 4 สร้าง ‘ขยะอาหาร’ มากที่สุดในอาเซียนปัจจัยภาวะโลกร้อน ที่กระทบเงินในกระเป๋าอย่างไม่รู้ตัว

“ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า”

เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังจำประโยคท่องจำก่อนทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนสมัยยังเป็นเด็กได้เป็นอย่างดี คำกล่าวนี้ไม่เพียงแต่จะสอนให้เราเห็นคุณค่าของอาหารในจานที่วางข้างหน้าแล้ว

มันยังเป็นการปลูกฝังไม่ให้เรากินเหลือทิ้งขว้าง ซึ่งแม้จะไม่รู้ตัว แต่การสร้าง “ขยะอาหาร” ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน เนื่องจากกระบวนการกำจัดขยะอาหารทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีกด้วย

ผลกระทบที่ตามมาคือเกษตรกรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาก อาหารจึงมีราคาแพงขึ้น นอกจากนี้ การกำจัดขยะอาหารแบบไม่ถูกวิธียังก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย โดยค่าใช้จ่ายด้านอาหารและสุขภาพที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในความเป็นจริงแล้ว ขยะอาหาร (food waste) คือเศษอาหารเน่าเสียที่ไม่สามารถนำมาบริโภคต่อได้ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบ การปรุงและตกแต่งจานอาหาร ไปจนถึงการบริโภคอาหารพร้อมทาน

ทีมงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) ได้ประเมินว่าปริมาณขยะอาหารที่ถูกทิ้งโดยครัวเรือน ธุรกิจที่ให้บริการด้านอาหาร เช่น โรงแรมหรือภัตตาคาร และร้านค้าปลีกในประเทศไทยมีมากถึง 8.5 ล้านตันต่อปี สูงเป็นอันดับที่ 21 ของโลก และอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

โดย 65% ของปริมาณขยะอาหารมาจากครัวเรือน ขณะที่อีก 23% และ 13% มาจากธุรกิจที่ให้บริการด้านอาหาร และร้านค้าปลีก ตามลำดับ สะท้อนว่าครัวเรือนไทยมีอาหารส่วนเกิน (food surplus) หรืออาหารที่ซื้อมาเกินกว่าความต้องการบริโภคอยู่ไม่น้อย หากไม่สามารถบริโภคได้ทันวันหมดอายุ อาหารส่วนเกินเหล่านี้ก็จะกลายเป็นขยะอาหารในที่สุด

ผู้บริโภคประเภทไหนที่มีแนวโน้มสร้างขยะอาหาร

งานศึกษาในอดีตชี้ว่าพฤติกรรมการสร้างขยะอาหารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

ปัจจัยเฉพาะตัวของผู้บริโภค (individual factors)

คุณลักษณะของตัวผู้บริโภคเองมีผลต่อพฤติกรรมการสร้างขยะอาหารอย่างมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการสร้างขยะอาหารต่อโลกใบนี้ ตัวอย่างเช่น

– ทัศนคติที่มีต่ออาหาร

ผู้บริโภคที่เห็นคุณค่าของอาหารมีแนวโน้มจะกินทิ้งกินขว้างน้อยกว่า ขณะที่ผู้บริโภคที่ชอบทานอาหารปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย อาจสร้างขยะอาหารมากกว่า

– อายุ

ยิ่งผู้บริโภคมีอายุมากเท่าขึ้น ก็มีทักษะในการบริหารจัดการวัตถุดิบและเศษอาหารตกค้างในครัวเรือนได้ดีมากกว่า นอกจากนี้ คนอายุมากที่เคยผ่านช่วงเวลาอดมื้อกินมื้อจะเห็นคุณค่าของการบริโภคอาหารที่มีอยู่ให้หมดมากกว่าคนอายุน้อยที่ยังไม่มีประสบการณ์แบบนั้น

– อาชีพ

คนที่ทำงานประจำแบบเต็มเวลามีแนวโน้มสร้างขยะอาหารมากกว่า เนื่องจากยุ่งจนไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอาหารการกินในบ้าน

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (economic factors)

งานศึกษาหลายงานใช้ข้อมูลรายได้และรายจ่ายของครัวเรือนมาหาความสัมพันธ์กับปริมาณขยะอาหาร เช่น การคำนวณสัดส่วนรายจ่ายด้านอาหารต่อรายได้ เพื่อซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการครองชีพ (living standards) โดยสัดส่วนรายจ่ายด้านอาหารต่อรายได้ที่ต่ำสะท้อนถึงมาตรฐานการครองชีพที่สูง ซึ่งอาจส่งผลให้คนในครัวเรือนเห็นคุณค่าของอาหารลดลงและสร้างขยะอาหารมากขึ้น

นอกจากนี้ การระบาดของ COVID-19 ที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมการสร้างขยะอาหารเช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเห็นแค่ผลในระยะสั้นที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงพยายามป้องกันไม่ให้มีขยะอาหาร ขณะที่ชาวอิตาลีเร่งซื้ออาหารในช่วงที่มีการระบาด เพราะกลัวว่าของจะขาดตลาด ส่งผลให้ขยะอาหารเพิ่มขึ้น

ปัจจัยทางสังคม (social factors)

องค์ประกอบของสมาชิกในครอบครัวที่ต่างกันอาจทำให้ครัวเรือนสร้างปริมาณขยะอาหารมากน้อยไม่เท่ากัน เช่น งานศึกษาในประเทศตุรกีพบว่าครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกอายุน้อยที่มีการศึกษาสูง ทำงานประจำ และไม่มีลูก จะไม่ค่อยสนใจเรื่องการวางแผนมื้ออาหาร ทำให้สร้างขยะอาหารมากกว่า อย่างไรก็ตาม งานศึกษาในประเทศอังกฤษกลับพบว่าครอบครัวที่มีเด็กอาศัยอยู่ด้วยมีแนวโน้มสร้างขยะอาหารมากกว่า เพราะเด็ก ๆ มักจะทานอาหารในจานไม่หมด

ปัจจัยทางวัฒนธรรม (cultural factors)

วัฒนธรรมการกินและการเฉลิมฉลองมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดขยะอาหารทั่วโลก เช่น การจัดงานแต่งงานอย่างหรูหราที่มีอาหารจำนวนมากไว้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน การทานอาหารร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่มักจะมีการสั่งอาหารจานกลางมาแบ่งกัน หรือแนวคิดที่ว่าอาหารเต็มโต๊ะบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมที่มีระดับ ซึ่งวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานานนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลง

โดยสรุป การสร้างขยะอาหารไม่ได้ถูกกำหนดโดยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากปัจจัยมากมายที่หลอมรวมกันเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม การทำความเข้าใจกลไกความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภค รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายและลดการสร้างขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราจะช่วยลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างไรบ้าง

วิธีการลดปริมาณขยะอาหารที่ทำได้ง่ายและสามารถทำได้ทุกคนคือการลดปริมาณอาหารส่วนเกินในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการลดอาหารส่วนเกินในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือที่ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่นแอปพลิเคชันที่ช่วยวางแผนการซื้อวัตถุดิบเฉพาะที่จำเป็นสำหรับทำอาหารแต่ละมื้อ หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยเตือนความจำว่ามีวัตถุดิบหรืออาหารในตู้เย็นอันไหนบ้างที่กำลังจะหมดอายุ

แม้กระทั่งแอปพลิเคชันที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่ผู้ขายที่ขายอาหารไม่หมดกับผู้ซื้อที่ยินดีซื้ออาหารเหล่านั้นในราคาที่ถูกลง ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น เทคโนโลยีจึงมีส่วนช่วยผู้บริโภคในการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดรายจ่ายด้านอาหารที่ไม่จำเป็นไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแล้ว ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฉลากอาหารและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยผู้บริโภคจำนวนมากยังสับสนระหว่างคำว่า “Best Before” และ “Expired Date” ซึ่ง “Best Before” ใช้ระบุวันที่ควรบริโภคก่อนที่คุณภาพของอาหารจะลดลง ขณะที่ “Expired Date” คือวันที่บอกว่าอาหารเริ่มเน่าเสียแล้ว หากนำมาบริโภคจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย

ขณะเดียวกันตัวผู้บริโภคเองก็สามารถปรับพฤติกรรมด้วยการตักอาหารให้น้อยลง หรือลดขนาดจานเพื่อลดปริมาณอาหารที่ทานเหลือในแต่ละมื้อลง ทั้งนี้ การเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับฉลากอาหารควรทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เพื่อลดปริมาณอาหารส่วนเกินในครัวเรือนอย่างยั่งยืนมากขึ้น

สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากถึงผู้อ่านทุกท่านคืออย่าคิดแค่ว่าวันนี้เรายังทำงานอยู่ มีรายได้เข้ามาตลอด จะกินบ้าง ทิ้งบ้างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะขยะอาหารที่เราร่วมกันทิ้งคนละนิดอาจสร้างผลกระทบต่อตัวเราและลูกหลานในวันข้างหน้า และมันจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยการบริโภคเท่าที่จำเป็น เพื่อเก็บออมไว้ใช้จ่ายในยามที่ล้มป่วยหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

=======================
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน : พิรญาณ์ รณภาพ
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย
Email: [email protected]
=======================

อยู่เฉยให้ได้ อยู่นิ่งให้เป็น ‘ศิลปะของการไม่ทำอะไร’ เคล็ดลับสร้างความมั่งคั่งของ ชาร์ลี มังเกอร์ มหาเศรษฐกิจหมื่นล้าน

ถ้าใครรู้จักวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ก็น่าจะรู้จัก ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) คู่หูนักลงทุนคนสนิทด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งคู่เป็นมหาเศรษฐีและนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ อยู่ในตลาดหุ้นมานานหลายสิบปี ผ่านร้อนหนาวมาแล้วแทบจะเรียกว่าทุกรูปแบบ

มังเกอร์ (ที่ตอนนี้อายุ 99 ปีแล้ว) เคยพูดเอาไว้ว่า

“ชีวิตในบางส่วนก็เหมือนการเล่นเกมโป๊กเกอร์ ที่บางครั้งคุณต้องเรียนรู้ที่จะถอยแม้จะถือไพ่ในมือดีแค่ไหน คุณต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดพลาดและความจริงใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น”

ประเด็นที่เขามักจะพูดเสมอคือความอดทนในการลงทุน และความสำคัญของการลงทุนอย่างฉลาดคือรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะถอยออกไปจากตลาดก่อน เป็นปรัชญาการลงทุนที่พยายามป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ไม่เสี่ยงมากเกินไปโดยไม่จำเป็นในสถานการณ์ที่ยังไม่เหมาะสม เขาเคยกล่าวว่า

“เราได้รับประโยชน์ในระยะยาวอย่างน่าเหลือ โดยไม่ต้องพยายามเป็นคนฉลาดมากนัก แค่พยายามไม่โง่บ่อย ๆ ก็พอ”

ประโยคนี้ทำให้เห็นแนวคิดที่สำคัญในการลงทุนของมังเกอร์ได้เป็นอย่างดี คนที่พยายามฉลาดมักจะมองหาหนทางที่ซ่อนอยู่เพื่อสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้มากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความพยายามเป็นคนฉลาดจะสร้างผลตอบแทนที่ดีเสมอไป บางครั้งก็เป็นการลงทุนที่ผิดพลาด ซึ่งพอพลาดบ่อย ๆ นั่นก็จะส่งผลเสียต่อทรัพย์สินของเราด้วย

อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องมองการลงทุนเป็นเรื่องของระยะยาว และถ้าเราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนหรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการคัดเลือกหุ้น การจะสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในระยะยาวเหมือนมังเกอร์หรือบัฟเฟตต์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ดูอย่างเหตุการณ์ของ STARK ในบ้านเราที่เคยเป็นหุ้นมูลค่าหลักหมื่นล้าน ด้วยงบการเงินหรือตัวเลขแล้วหน้ากระดาษเป็นบริษัทที่น่าลงทุน แต่สุดท้ายก็มีเรื่องการตบแต่งงบบัญชีเข้ามา ทำให้เกิดความเสียหายให้นักลงทุนมากมายเช่นกัน

(หรือกรณีคลาสสิกของต่างประเทศอย่างของ Enron ก็มีความคล้ายคลึงกัน)

ความผิดพลาดในการลงทุนที่แย่ ๆ เพียงไม่กี่ครั้งอาจจะทำให้แผนการเงินที่เราวางเอาไว้ล้มไปเลยก็ได้ แค่คิดดูว่าเอาเงินไปทุ่มกับ STARK หรือหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด เงินที่อุตส่าห์หามาได้อาจจะหายไปหมดเลย

การเลือกหุ้นแบบรายตัว ลงทุนในคริปโตฯ หรืออะไรก็ตามที่เป็นการลงทุนแบบเชิงรุก (Active Investing) คนกลุ่มนี้จะคิดว่าถ้าเลือกหุ้นได้ดี หาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดได้ ก็จะเอาชนะตลาดได้ กล้าเสี่ยงเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่เยอะขึ้น บางคนก็ทำได้จริง (แต่ก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ) และ หลายต่อหลายคนก็ล้มหายตายจากไประหว่างทาง

เราต้องถามตัวเองด้วยว่าเรารู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?​ ลงทุนในบริษัทนี้เพราะอะไร? หรือแค่ทำเพราะคนนั้นคนนี้ในกลุ่มลับต่าง ๆ บอกมา? สิ่งที่เราลงทุนเป็นอะไรที่มีมูลค่าแบบยั่งยืนรึเปล่า? หรือเป็นแค่กระแสที่ผ่านมาวูบวาบแล้วก็ผ่านไป?

เราทุกคนอยากจะร่ำรวยทั้งสิ้น ไม่มีใครเข้ามาในตลาดหุ้นหรือลงทุนแล้วคิดว่า “โอ้ววว…วันนี้จะเอาเงินไปละลายกับอะไรดี?” มันไม่มีครับ เราทุกคนอยากเป็นผู้ชนะ อยากมีเงินกันทั้งสิ้น แต่การลงทุนเชิงรุกเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ในการประสบความสำเร็จ

เพราะมันอาศัยความรู้ ความมีวินัย ต้องทุ่มเทเวลาอย่างมากในการศึกษาอย่างจริงจัง ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา คอยตรวจสอบผู้บริหาร งบการเงิน หรือแนวทางการลงทุนของธุรกิจแต่ละบริษัทที่ไปลงทุน ภาพโดยรวมของเศรษฐกิจเป็นยังไง ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำได้ (หรืออยากทำ) ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นการลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Investing) ที่ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหรือกองทุนรวมหุ้น อย่าง ETFs พวกนี้ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเรายังอยู่ในตลาดแต่ไม่กินเวลาชีวิตมากจนเกินไป

บัฟเฟตต์กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้งสำหรับคนที่อยากลงทุนแล้วยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินหรือการลงทุนมากนัก ก็แนะนำว่าลงทุนในกองทุนรวมดัชนีก็สร้างผลตอบแทนที่ดีได้

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 1993 บัฟเฟตต์บอกว่า

“ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี นักลงทุนที่ไม่รู้อะไรเลยสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีมากกว่านักลงทุนมืออาชีพซะอีก มันดูย้อนแย้ง แต่เมื่อ ‘เงินโง่ๆ’ รู้ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน มันก็ไม่โง่อีกต่อไป”

ในหนังสือ “The Little Book of Common Sense Investing” ที่วางขายในปี 2007 บัฟเฟตต์ก็บอกว่า

“กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำเป็นการลงทุนในตราสารทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่”

ซึ่งเขาก็เน้นย้ำอีกทีในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2020 ว่า

“ในมุมมองของผมแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่ สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือการเป็นเจ้าของกองทุนดัชนี S&P 500”

แน่นอนไม่ได้หมายความว่าบัฟเฟตต์จะไม่เห็นด้วยกับการลงทุนแบบเชิงรุก เพียงแต่เขามองว่าสำหรับคนทั่วไปแล้วการลงทุนแบบเชิงรุกนั้นอาจจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่เราจะไม่ลงทุนเลยก็ไม่ได้ เงินเฟ้อทำให้การฝากเงินไว้ในธนาคารจะทำให้มูลค่ามันลดลงเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำในฐานะนักลงทุนทั่วไปคือ

1. เลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับเรา อาจจะลองมองหากองทุนดัชนีที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวเป็นที่น่าพอใจ อาจจะเป็นกองทุนรวมดัชนีตลาดหุ้นต่างชาติก็ได้ถ้ามองว่าตลาดของไทยยังไม่น่าสนใจ

2. อดทนรอ ต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อยู่เฉยให้ได้ อยู่นิ่งให้เป็น แม้ตลาดจะหวือหวาหรือบางทีดูน่าหอมหวานแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรตามตลาดหรือคนรอบข้าง

ลองปรับมุมมองว่าการลงทุนเป็นเส้นทางสู่ช่วงวัยเกษียณที่เราจะมีเงินใช้ได้อย่างไม่ขัดสน ใช้ชีวิตโดยไม่ลำบากมาก แทนที่จะเป็นเครื่องมือการสร้างรายได้มหาศาล มังเกอร์บอกว่า

“การรอให้เป็นนี่แหละที่จะช่วยคุณในฐานะนักลงทุน และคนส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะทนรอได้”

อย่างที่บอกครับว่าการลงทุนต้องมองในระยะยาว การเลือกเส้นทางที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยไม่หวือหวาแต่มั่นคงจะสร้างความมั่งคั่งในชีวิตที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าดูแค่วันนี้พรุ่งนี้ มันอาจจะขึ้นบ้าง ลงบ้างไม่เป็นไร แต่ระยะยาวแล้วมันจะเติบโต มันคือศิลปะของไม่ทำอะไร ไม่พยายามเป็นคนฉลาดมากนัก แค่พยายามไม่โง่บ่อย ๆ ก็พอเหมือนอย่างที่มังเกอร์บอกก็พอ

อย่าเพิ่งถาม “ลงทุนอะไรดี” ถ้ายังไม่รู้เป้าหมายการลงทุน “Goal Based Investing”

“ลงทุนอะไรดี” เป็นคำถามยอดฮิต สำหรับคนที่คิดจะเริ่มต้นลงทุน ซึ่งมักเกิดจากการไม่มีเป้าหมายการลงทุน และผลที่ตามมา คือ การพุ่งเป้าที่ “ผลตอบแทน” เป็นหลัก จนลืมเรื่อง “ความเสี่ยง”

ความเสี่ยงของการลงทุน หมายถึง ความผันผวนของผลตอบแทนที่ส่งผลกระทบให้เป้าหมายการลงทุนหรืออาจกระทบต่อเป้าหมายการเงินอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น หากพุ่งเป้าไปที่ “ผลตอบแทน” เป็นอันดับแรก อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงเกินความจำเป็น

ดังนั้น ก่อนเริ่มลงทุนควรเปลี่ยนคำถามจาก “เราจะลงทุนในอะไร” เป็น “ทำไมเราต้องลงทุน” เราอาจพบคำตอบของแผนการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป สามารถลงทุนตามแผนที่วางเอาไว้ และถึงเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด

สำหรับการวางแผนการลงทุนแบบมีเป้าหมาย (Goal Based Investing) หมายถึง เมื่อเริ่มลงทุน ควรสำรวจตัวเองว่า…

-เป้าหมายการลงทุนคืออะไร?
-ระยะเวลาที่ต้องการไปให้ถึงเป้าหมายเป็นเท่าไร?
-ทรัพยากรการลงทุน(เงินต้น)เป็นอย่างไร?

จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการเลือก “สินทรัพย์ลงทุน” และ “สร้างแผนการลงทุน”

จะเห็นได้ว่า Goal Based Investing ไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นอันดับแรก แต่จะคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนและระยะเวลาในการลงทุน และเงินลงทุนที่ตัวผู้ลงทุนสามารถจัดสรรมาสำหรับแต่ละเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงเงินลงทุนตั้งต้น และเงินลงทุนสมทบรายงวด

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการลงทุน

ปัจจุบันอายุ 30 ปี ต้องการเริ่มต้นลงทุนเดือนละ 15,000 บาท โดยมีเป้าหมายมีเงินก้อนจำนวน 10 ล้านบาทสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณอายุที่ 55 ปี

จากข้อมูลนี้ สามารถคำนวณหาอัตราผลตอบแทนคาดหวังได้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 25 ปีของแผนการลงทุน

เมื่อรู้ว่าผลตอบแทนที่ควรจะได้เป็นเท่าไร หลังจากนั้น จึงจะเริ่มจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามความคาดหวัง

ในทางกลับกัน หากไม่ทราบว่าเป้าหมายการลงทุนคืออะไร มักจะพุ่งความสนใจไปที่ผลตอบแทนเป็นอันดับแรก ด้วยการเริ่มต้นเลือกสินทรัพย์ลงทุน ทำให้ไม่ทราบว่าเงินลงทุนที่ใช้ควรจะมีมากน้อยเพียงไร และอาจเผชิญกับความเสี่ยงหรือความผันผวนสูงเกินความจำเป็น

เช่น นำเงิน 500,000 บาท ไปลงทุนในหุ้นรายตัวเพื่อให้ได้เงิน 10 ล้านบาท โดยไม่ทราบถึงความเสี่ยงของแผนการลงทุน เช่น ต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการลงทุนแบบ Goal Based Investing ไม่ได้มีเพียงการตั้งเป้าหมายการลงทุนเพียงเท่านั้น แต่ต้องให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้เป็นสำคัญด้วย เพราะถึงแม้แผนการลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามคาดหวังแต่กลับมีความเสี่ยงสูงเกินไป หรือผู้ลงทุนอาจเปลี่ยนแผนการลงทุนในระหว่างทาง เป็นต้น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจใช้แผนการลงทุนดังกล่าวควรพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนนะครับ

เขียนโดย: ภก.ธริญญ์รัฐ ปิยะศิริโสฬส ที่ปรึกษาการเงินอิสระ, AFPT™

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save