“เศรษฐีมักตื่นนอนเร็ว” บทสรุป 10 นิสัยรวย ที่เศรษฐีมักมีเหมือนกัน

“นิสัยรวย” ไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ เพราะมันมีอยู่จริง เมื่อ “ทอม คอร์ลีย์” นักวางแผนการเงิน ผู้เขียนหนังสือ Rich Habits ได้ศึกษาลักษณะเด่นของเศรษฐี 233 คน ที่มีทรัพย์สินเฉลี่ย 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 143 ล้านบาท) จนสังเกตเห็นแนวคิดการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป ถ้าเพื่อนๆ อยากมี “นิสัยรวย” อย่างเศรษฐีก็ลองมาดูกันครับว่าต้องทำยังไงบ้าง

1. เศรษฐีต้องอดทนและรอเวลา

ในหนังสือ Rich Habits แบ่งประเภทของเศรษฐีออกเป็น 4 รูปแบบตามลักษณะการหาเงิน ซึ่งกว่าที่จะเป็นเศรษฐีได้นั้น แต่ละประเภทก็ใช้เวลาแตกต่างกันไป

-กลุ่มนักลงทุนมัธยัสถ์ (Saver-Investors) ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่มีหนี้สิน มีเงินออมไปลงทุนต่อยอด Passive Income จะใช้เวลาเฉลี่ย 32 ปี

-กลุ่มเศรษฐีที่ไต่เต้าตำแหน่งในบริษัทใหญ่ๆ (Big Company Climbers) ใช้เวลาเฉลี่ย 22 ปี

-กลุ่มเศรษฐีอัจฉริยะ เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ (Virtuosos) ใช้เวลาเฉลี่ย 21 ปี

-กลุ่มเศรษฐีเจ้าของกิจการ ใช้เวลาเฉลี่ย 12 ปี

2. เศรษฐีตั้งใจวางแผนการเงิน

49% ของเศรษฐีจะเริ่มออมเงิน 20% ของรายได้ หรือมากกว่านั้น ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเริ่มทำงาน และทุกคนก็วางแผนการเงินเพื่อเกษียณไว้เป็นอย่างดี โดย 65% มีรายได้มากกว่า 3 ทาง และ 29% มีรายได้มากกว่า 5 ทางเลยทีเดียว

3. เศรษฐีจะประหยัด และไม่เล่นการพนัน

หัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง คือการไม่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยงทางการเงิน ดังนั้น 64% ของเศรษฐีจึงซื้อบ้านแบบ “เจียมเนื้อเจียมตัว” และอีก 55% ซื้อรถมือสอง ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวก็ประหยัดสุดๆ เศรษฐีเกือบทั้งหมดใช้จ่ายน้อยกว่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 200,520 บาท) ต่อปีในวันหยุดพักผ่อน นอกจากนี้ยังพบว่า 84% ของพวกเขาไม่เคยเล่นการพนันเลย

4. เศรษฐีจะสร้างรายได้จากสิ่งที่ตัวเองรัก

86% ของเศรษฐีเปิดเผยว่าพวกเขารู้สึกสนุกกับงานที่ทำ และมี 6 ใน 10 ที่กำลังวิ่งตามความฝัน หรือแพสชั่นในการใช้ชีวิต ซึ่งคนที่สามารถนำความฝันนั้นมาสร้างเป็นแนวคิดทางธุรกิจ จนประสบความสำเร็จนั้น สามารถสร้างความมั่งคั่งสุทธิเฉลี่ยถึง 7.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (247 ล้านบาท)

5. เศรษฐีตื่นนอนเร็ว และรู้ว่าต้องทำอะไร

73% ของเศรษฐีทำงานโดยเฉลี่ย 58 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พวกเขามักจะตื่นนอนก่อนเริ่มทำงาน 3 ชั่วโมง จดรายการสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ รวมถึงสิ่งที่ “ห้ามทำ” ด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา จะได้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด

6. เศรษฐีต้องเรียนรู้อยู่เสมอ

พวกเขาส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่จะไม่หยุดเรียนรู้ พร้อมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด โดยมักจะอ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสายอาชีพของตัวเองมากขึ้น

7. เศรษฐีจะให้ความสำคัญกับสุขภาพ

เพราะสุขภาพคือทรัพย์สมบัติประการแรก โดยพบว่า 63% ของเศรษฐี จะเล่นกีฬาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย และเมื่อโตขึ้นก็ยังคงเล่นกีฬาที่เน้นการแข่งขัน และมีเศรษฐี 76% ที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที/วัน คิดเป็น 4 วัน/สัปดาห์ นอกจากนี้เกือบทุกคนก็ยังให้ความสำคัญกับการนอนหลับ อย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง

8. เศรษฐีจะช่วยเหลือผู้อื่น

รวยแล้วยังใจบุญอีกด้วย เพราะมีเศรษฐี 72% เข้าร่วมกิจกรรมอาสาในองค์กรท้องถิ่นไม่แสวงหากำไร เป็นเวลา 5 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นต่อเดือน และอีก 27% ก็เป็นคณะกรรมการช่วยเหลืองานในองค์กรอีกด้วย เศรษฐีเหล่านี้มักจะให้คำปรึกษาผู้อื่น เพราะมันทำให้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจด้วยเช่นกัน

9. เศรษฐีรู้จักพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำงานให้สำเร็จ

เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ มักจะจ้างทีมงานผู้เชี่ยวชาญและเชื่อมือได้ เช่น ทนายความ, ผู้ตรวจสอบบัญชี, นักการตลาด, ที่ปรึกษาทางการเงิน ฯลฯ เพื่อร่วมกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

10. เศรษฐีกล้าเผชิญกับความล้มเหลว

มีเศรษฐี 63% ที่วางแผนบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆ กับการสร้างความมั่งคั่ง และมี 27% เคยล้มเหลวในการทำธุรกิจอย่างน้อย 1 ครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้มันกลายเป็นอุปสรรค โดยยังมุ่งมั่นสู่เป้าหมายต่อไป ในที่สุดเศรษฐีเกือบทั้งหมดบอกว่า ความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา มาจากความคิดเชิงบวก และการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

ทั้งหมดนี้คือ “10 นิสัยรวย” จากแนวคิดการใช้ชีวิตของเศรษฐี ซึ่งเพื่อนๆ คงจะเห็นแล้วว่าทุกอย่างต้องอาศัยวินัยและความพยายาม นั่นเพราะความรวยไม่มีทางลัด โลกนี้จึงไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนนำไปปรับใช้กันได้นะครับ

เรียนรู้เทคนิค “Cash Stuffing” แยกเงินใส่ซองที่หญิงวัย 31 ปีใช้แก้หนี้ 2.7 ล้านบาท

เมื่อกล่าวถึง “หนี้” ใครก็ไม่อยากเป็น แต่บางครั้งเมื่อสถานการณ์มันเป็นแบบนั้นแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ “เราจะทำยังไงให้หนี้ตรงนี้หายไปได้บ้าง?”

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แจสมิน เทย์เลอร์ (Jasmine Taylor) หญิงสาววัย 31 ปีที่อาศัยอยู่ที่รัฐเท็กซัสประเทศอเมริกา เดือนมกราคม 2021 ที่โควิดกำลังระบาดหนักและเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ เทย์เลอร์เป็นทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา และหนี้ค่ารักษาพยายาล รวม ๆ แล้วกว่า 80,000 เหรียญ หรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท

เทย์เลอร์จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์และพยายามขอใบรับรองการสอน พยายามทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ (เหมือนอย่างเราทุกคนนั่นแหละ) ตั้งแต่การส่งอาหารและยาตามใบสั่งแพทย์ ตักคูปองส่วนลดตามหนังสือพิมพ์ ทำแบบสอบถามออนไลน์ ถอดเทป และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัญหาคือเงินที่เข้ามาก็เหมือนไม่เคยพอ เข้ามาแล้วก็ออกไปยังไงหนี้ก็ยังไม่ลด จนกระทั่งเธอไปเจอเทคนิคการบริหารเงินที่ชื่อว่า “Cash Stuffing” บนยูทูบ ซึ่งเป็นระบบการจัดการเงินส่วนบุคคลที่เรานำเงินแบ่งตามประเภทต่างๆ แยกใส่ซองเงินอย่างเป็นระบบนั่นเอง

ผ่านมาสองปีตอนนี้เธอสามารถจ่ายหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และเรื่องราวของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ คน และมีโอกาสไปสัมภาษณ์กับสื่ออย่าง USA Today ด้วย

เทย์เลอร์เล่าว่า

“ตอนนั้นกำลังจะ 30 และรู้สึกเหนื่อยกับความเครียดเรื่องการเงินเลย ฉันมีใบปริญญา ไม่มีงาน หนี้มหาศาลและไม่มีการจัดการเงินของตัวเองเลย”

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เธอจึงตัดสินใจลองเทคนิค ‘Cash Stuffing’ เหมือนอย่างที่เห็นในยูทูบ และเพื่อจะให้เริ่มต้นครั้งนี้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เธอจึงแชร์เรื่องราวของตัวเองออนไลน์ไปด้วยเลยเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้เธอทำตามสิ่งที่พูดไปแล้วในที่สาธารณะให้สำเร็จ (ซึ่งก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้)

“มันเป็นอะไรสักอย่างที่เป็นการจัดการเงินสดที่จับต้องได้และการเห็นเงินของตัวเองเก็บเอาไว้ในซองจดหมายก็เปิดสวิตช์ในหัวเลย ถ้าฉันยื่นแบงก์ $100 ให้คุณกับบัตรเดบิตที่มีเงิน $100 รับรองเลยว่ามันจะง่ายกว่ามากในการเอาบัตรนั้นไปรูดแล้วแตกเงิน $100 เราเหมือนจะมีบางอย่างที่เชื่อมต่อกับเงินที่จับต้องได้จริง ๆ”

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่เธอแชร์เรื่องราวของตัวเองบนโลกโซเชียลมีเดีย คนที่เข้ามาดูคอนเทนต์ของเธอนอกจากจะสนใจเทคนิคการจัดแบ่งเงินของเทย์เลอร์แล้ว หลายคนยังสนใจพวกอุปกรณ์ที่เธอใช้ อย่างเช่นแฟ้ม ซองเก็บเงิน หรือสมุดที่เธอใช้จดเพื่อติดตามค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเธอเป็นคนทำขึ้นมาเอง ซึ่งนั่นก็นำมาซึ่งโอกาสในการขายของด้วย

เนื่องจากเธอแทบไม่มีรายได้แบบมั่นคงเข้ามาเลยเพราะช่วงโควิดงานหายากมาก แต่ก็เหมือนโชคดีในโชคร้าย เมื่อรัฐบาลของอเมริกาเองก็ออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนโดยการมอบเงินบางส่วนเพื่อผ่อนคลายปัญหาเรื่องการเงิน (ขึ้นอยู่กับว่าสถานะตอนนั้นเป็นยังไง โสด แต่งงาน เคยจ่ายภาษีปีก่อนเท่าไหร่ ฯลฯ) เธอได้รับเงินจำนวน $1,200 เหรียญ (ประมาณ 41,000 บาท) จึงเอาเงินส่วนนั้นมาเริ่มต้นทำธุรกิจที่ชื่อว่า “Baddies & Budgets” ที่ขายอุปกรณ์สำหรับคนที่สนใจการจัดสรรเงินด้วยเทคนิค “Cash Stuffing”

ตอนนี้เธอบริหารธุรกิจของตัวเองเต็มตัว ขายอุปกรณ์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ นอกจากนั้นก็ได้เงินจากช่อง YouTube และการไปร่วมงานกับช่องโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เมื่อมีรายได้ก็จัดใส่ซองให้เป็นระบบจนสุดท้ายก็จ่ายหนี้จนหมด
“จากเมษายน – ธันวาคม 2021 ฉันจ่ายหนี้ไป 30,000 เหรียญ และที่เหลือทั้งหมดเลยในปี 2022”

โดยเทคนิคการจ่ายหนี้ของเธอคือ “Debt Snowball” ที่เป็นการจ่ายหนี้ก้อนเล็กให้หมดแล้วค่อย ๆ เพิ่มไปยังหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งประสบการณ์ครั้งนี้เทย์เลอร์บอกว่ามัน “เหนือจินตนาการเลย” เพราะก่อนหน้านี้เธอรู้สึก (เหมือนอย่างที่คนเป็นหนี้ทุกคนจะทราบดี) ว่ามันช่าง “ไร้ซึ่งความหวัง” หมดหนทางเมื่อเป็นหนี้เยอะขนาดนั้น

CashStuffing ทำยังไง?

เทย์เลอร์เล่าว่าเทคนิคนี้ต้องแบ่งซองออกเป็น 2 แบบ

– ซองแบบแรกคือซองที่คุณถือติดตัวสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ​ (ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร ซื้อของเข้าบ้าน ฯลฯ)

– ซองแบบที่สองคือซองที่เป็นเงินใช้จ่ายในอนาคต (ประกันรถยนต์ ค่าซ่อมรถ ประกันชีวิต เดินทางท่องเที่ยว ลงทุนฯลฯ)

“แทนที่จะรอจนกว่ารถยางแบนแล้วต้องเปลี่ยนยางด้วยเงินหลักหมื่น คุณก็เก็บเงินทีละ 300-400 บาทใส่ในซองทุกครั้งที่ได้เงินเข้ามา เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดอะไรขึ้นกับรถ ก็ไปที่ซองนี้แล้วใช้เงินตรงนี้แหละจ่ายไป”

แน่นอนว่าในแต่ละประเภทก็จะมีการแยกซองออกไปตามการใช้งาน เช่นซองค่าน้ำมัน ซองค่าอาหาร ซองซื้อของเข้าบ้าน ซองประกันรถยนต์ ซองเดินทาง ซองวันหยุด ซองลงทุน ฯลฯ

คือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อมีเงินเข้ามาก็แยกไปเลยว่าอันนี้เป็นประเภทไหน ใช้ตอนนี้ หรือ ใช้อนาคต

ใช้ตอนนี้ก็แยกใส่ซองตามการใช้งานไป ใช้ในอนาคตก็แยกใส่ซองตามการใช้งานไปอีก

สมมุติง่าย ๆ เช่นว่ามีเงินเดือน 20,000 บาท (ด้านล่างเป็นตัวเลขสมมุติเพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ)

ผมแยกออกเป็นสองก้อน ใช้ตอนนี้ 15,000 กับ ใช้ในอนาคต 5,000

ก้อน 15,000 ก็เอามาแบ่งใส่ซอง ค่าหอพัก 5,000 บาท, ค่าทานข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท, ค่าซื้อของเข้าบ้าน 2,000 บาท ค่าเดินทาง 3,000 บาท

ก้อน 5,000 ก็เอามาแบ่งใส่ซอง ค่าซ่อมรถ 500 บาท, ค่าพักผ่อนวันหยุด 1,000 บาท, ค่าแล็ปท็อปใหม่ 500 บาท, ลงทุน 2,500 บาท, ค่าประกันชีวิต 500 บาท

เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินในอนาคตก็ดูครับว่ามันเพียงพอรึยัง บางทีมันอาจจะเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นรถเสีย แล้วต้องซ่อม 3,000 บาท แต่ตอนนี้เก็บได้แค่ 1,000 บาท ก็ต้องยืมเงินจากซองอื่นมาโป๊ะก่อนเพื่อให้ครบ แต่อย่างน้อย ๆ ก็จะไม่ไปกระทบกับเงินที่ใช้ในตอนนี้และช่วยทำให้โอกาสก่อหนี้ลดลงด้วยครับ

เทย์เลอร์แนะนำว่าควรสร้างซองที่เป็นค่าใช้จ่ายในอนาคตที่หนัก ๆ รู้ว่าต้องจ่ายทุกปีอยู่แล้วเอาไว้เลย จะได้เห็นว่าเงินจะออกไปตรงไหนบ้าง นอกจากนั้นแล้วยังแนะนำให้ติดตามเงินเข้าออกของตัวเองด้วยเพื่อให้รู้ว่าระยะยาวแล้วจะเก็บเงินตรงไหนเพิ่มได้บ้าง

เทย์เลอร์บอกว่า

“แน่นอนว่าคุณไม่สามารถประหยัดจนสามารถเอาชนะความยากจนได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะซื้อของมากเกินไปบน Amazon หรือซื้อเสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นเทรนด์บน TikTok”

ซึ่งเงินส่วนนี้แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก เมื่อรวม ๆ กันแล้วเดือนหนึ่งกลับไม่น้อยเลยทีเดียว

เทย์เลอร์ปิดท้ายการให้สัมภาษณ์กับ USA Today ว่าการที่เธอมาทำตรงนี้ได้ช่วยเหลือคนให้หลุดออกจากวังวนความกังวลเรื่องการเงิน การจัดการเงินและรายได้ ใช้เงินอย่างถูกต้อง และบางครั้งก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือกลุ่มผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกายและมีปัญหาเรื่องการวางแผนชีวิตด้านการเงินด้วย สุดท้ายเธอบอกว่า

“ต่อจากนี้ความหวังยังมีเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงก็ตาม”

‘ประหยัดสุดขีด จนรู้สึกผิดเมื่อใช้เงิน’ คู่รัก FIRE วัย 50 มีความมั่งคั่ง 150 ล้านบาท แต่กลับไม่กล้าใช้เงินเพื่อซื้อความสุข

การใช้เงินอย่างประหยัดเป็นเรื่องที่ดี แต่การประหยัดทุกบาททุกสตางค์ในระยะยาวอาจจะเหนื่อยเกินไปสักหน่อย ดูตัวอย่างของ มินดี้ (Mindy) กับ คาร์ล (Carl) คู่รักวัย 50 เก็บเงินตามแนวคิด FIRE (Financial Indepedence, Retire Early) ตั้งแต่เริ่มทำงาน เก็บเงินอย่างหนัก ไม่ใช้ไม่จ่าย ประหยัดทุกบาท จนกระทั่ง 6 ปีก่อนก็มาถึงเป้าหมายเกษียณและไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ในตอนนี้ทั้งคู่มีความมั่งคั่งราว ๆ 4.3 ล้านเหรียญ (ประมาณ 150 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ปัญหาคือ…พวกเขาไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องเงิน เพราะแม้จะมีเงินในบัญชีเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบากแล้ว แต่กลับรู้สึกผิดและเครียดเมื่อใช้ต้องใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเองหรือลูก แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ทั้งคู่ได้มีโอกาสได้ปรึกษาเรื่องนี้กับ รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times) ในรายการพอดแคสต์การเงิน “I Will Teach You To Be Rich” โดยมินดี้ผู้เป็นภรรยาบอกว่า

“เราไม่อยากแค่โยนเงินเข้าไปในกองและทำตัวตระหนี่ถี่เหนียวอีกแล้ว เรามองทุกอย่างโดยใช้เงินเป็นตัววัดว่ามันราคาเท่าไหร่ และที่จริงไม่ต้องทำแล้ว ไม่ควรทำเลยด้วย”

หลังจากนั้นเธอก็เล่าว่ามีครั้งหนึ่งที่ครอบครัวออกไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร โดยลูกสาวสั่งอาหารที่แพงที่สุดในเมนูซึ่งก็ราว ๆ $20 เหรียญ (ประมาณ 700 บาท) ซึ่งทำให้มื้อนั้นรวมแล้วต้องจ่ายเงินกว่า $99 เหรียญ (ประมาณ 3,500 บาท) เรียกว่าเป็นมื้อที่ราคาแพงไม่น้อย แต่ถ้าเทียบกับเงินที่มีแล้วมันก็ไม่ได้กระทบอะไรหรอก แต่กลายเป็นว่าเงินจำนวนนั้นทำให้พวกเขารู้สึกเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ

ทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อเงินนั้นเป็นผลมาจากสิ่งที่คาร์ลเรียกว่า “Scarcity Mentality” หรือสภาวะที่ใจเราคิดกังวลหมกมุ่น อยู่กับความกลัวว่าจะไม่มี ที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังจากที่พยายามเก็บเก็บทุกบาทจนกระทั่งมีอิสรภาพทางการเงิน (ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะเห็นข่าวหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่กินข้าวสวยกับไข่เจียวทุกวันตลอดหลายสิบปีเพื่อประหยัดเงิน คล้าย ๆ แบบนั้นเลยครับ)

ทั้งคู่นั้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และเก็บออมจนกระทั่งมาถึงจุดนี้ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้แม้จะมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว พวกเขากลับรู้สึกกดดัน ไม่รู้จะทำยังไงต่อ กลัวที่จะหยิบที่อุตส่าห์เก็บมาไปใช้ซื้อความสุขให้กับตัวเอง คาร์ลอธิบายต่อว่า

“เราคิดว่าเราน่าจะใช้ชีวิตไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่ ถ้าอันไหนที่ทำให้คุณมีความสุขจริง ๆ ก็ควรจะใช้เงินไปเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่คุณ [เศรษฐี] ทำ นั่นเป็นสิ่งที่เราผัดวันมาตลอดหรือเราคิดเรื่องเงินมากเกินไป และถึงจุดนี้เราไม่ควรทำแบบนั้นแล้ว”

สำหรับคนที่ติดตามงานของเศรษฐีจะทราบดีว่าสำหรับเขาแล้ว แม้จะมองว่าความมัธยัสถ์คือรากฐานของการสร้างความมั่งคั่ง แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการตัดความรู้สึกผิดออกจากการใช้จ่ายเงินด้วย ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของ FIRE อยู่ไม่น้อย

เศรษฐีจะแนะนำให้คนโฟกัสไปที่การออมเงินและสร้างความมั่งคั่งโดยการตัดค่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้สร้างความสุขอย่างแท้จริงออกจากชีวิต และเรียนรู้ที่จะใช้เงินกับบางอย่างที่สร้างความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “ชีวิตที่ร่ำรวย” (Rich Life)

คาร์ลเล่าต่อว่า “สำหรับผมแล้ว เงินเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย รู้สึกดีลึก ๆ ข้างในที่รู้ว่ามีเงินกองอยู่ในบัญชีเงินฝากของเรา”

เศรษฐีบอกว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะ ผมก็ชอบบัญชีของตัวเองเหมือนกัน รู้สึกดี แล้วมินดี้ล่ะ?”

มินดี้ตอบว่า “รู้สึกปลอดภัย ไม่อยากจะไปแตะต้องมันเลย”
เศรษฐีก็ถามต่อว่า “เพราะอะไรเหรอ?”

“เพราะมันเอาไว้ใช้สำหรับอนาคตยังไงล่ะ” มินดี้ตอบ

เศรษฐีก็ถามต่อว่า “ไม่อยากจะพูดตรง ๆ สักเท่าไหร่นะ แต่…อนาคตคือเมื่อไหร่เหรอครับ?”

แล้วทั้งคู่ก็เงียบเพราะคำถามนั้นเหมือนไปจี้โดนจุดอะไรสักอย่างหนึ่งที่พวกเขารู้สึกอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่กล้าที่จะยอมรับมันเท่านั้นเอง

เศรษฐีแนะนำทั้งคู่ว่าชีวิตนี้เป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก ๆ การไม่ใช้เงินเลยกับอะไรสักอย่างเป็นระบบที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ เมื่อเราไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้แล้ว นิสัยเดิม ๆ ที่ตระหนี่กับเงินทุกบาทจะยังติดตัวอยู่จนทำให้รู้สึกผิดในการใช้เงินเพราะกลัวว่าถ้าเริ่มใช้แล้วจะมือเติบจนเงินที่เก็บมาหายไปจนหมด

สิ่งที่เราควรทำคือเชื่อใจตัวเองบ้าง เราทำได้ถึงเป้าหมายแล้ว ใช้เงินที่หามาเพื่อซื้อความสุขให้กับชีวิตบ้าง ส่วนที่ไม่ได้สร้างความสุขก็ประหยัดต่อไปได้เพราะมันไม่กระทบกับเราอยู่แล้ว

เศรษฐีเคยกล่าวไว้ในซีรีส์การเงิน “How to Get Rich” ของเขาบน Netflix ว่า

“คำแนะนำเรื่องเงินแบบดั้งเดิมเป็นเรื่องของการบอกว่า ‘ไม่’ : ไม่กินกาแฟ ไม่ไปเที่ยว ไม่ต้องสนุก ผมเชื่อว่าเรื่องเงินนั้นคือการบอกว่า “เยส” กับ ‘ชีวิตที่ร่ำรวย’ มากกว่า…เป็นการออมให้มากขึ้น ลงทุนให้มากขึ้น และใช้ให้มากขึ้นกับสิ่งที่คุณรัก”

“ดอกเบี้ยบ้าน” ในวันนั้น สู่ “ดอกเบี้ยบาน” ในวันนี้ 6 วิธีช่วยบรรเทาดอกเบี้ย สำหรับคนกู้บ้าน/คอนโด

“บ้าน คือ วิมานของเรา” เนื้อเพลงที่คนไทยรุ่นเก่าๆ จะคุ้นกันดี บ้านจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ทุกคนอยากมีเป็นของตัวเอง แต่ด้วยราคาบ้านและที่ดินปรับสูงขึ้นมาก แต่รายได้กลับไม่ปรับสูงขึ้นตามราคาบ้านที่ปรับสูงขึ้นเร็วกว่าไม่ทัน การเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านด้วยเงินสดจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ตัวช่วยที่จะทำให้เป็นเจ้าของบ้านตั้งแต่วันนี้ที่ราคาบ้าน ณ วันนี้ ก็คือ การขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารต่างๆ

โดยทั่วไปแล้ว “สินเชื่อบ้าน” มีอยู่ 4 ประเภท ดังนี้

1. สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ พร้อมที่ดิน
2. สินเชื่อเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง
3. สินเชื่อเพื่อการต่อเติม ปรับปรุง และตกแต่งที่อยู่อาศัย
4. การกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่าไว้สำหรับการขยายที่อยู่อาศัยเดิมออกไปเพื่อความจำเป็นในการอยู่อาศัย

หากเราต้องการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย สินเชื่อที่ควรมองหา คือ สินเชื่อประเภทที่ 1 “สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์และอาคารชุด”

ซึ่งสินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยจะเป็น “แบบลดต้นลดดอก”

สมมติว่า วงกู้ 1,000,000 บาท มีดอกเบี้ยประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน เมื่อผู้กู้ชำระเงินงวดไป 10,000 บาท เงินที่จ่ายไป ธนาคารจะหักเป็นค่าดอกเบี้ย 2,000 บาท และชำระเงินต้น 8,000 บาท และจะทำให้ยอดเงินกู้(เงินต้น)ครั้งถัดไปลดลงเหลือ 992,000 บาท ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินกู้ในครั้งถัดไป

ดังนั้น เมื่อคิดจะขอสินเชื่อบ้าน เราก็ต้องพร้อมที่จะจ่ายดอกเบี้ย แต่ทำยังไงให้เสียดอกเบี้ยให้น้อยที่สุด ดอกจะบานก็ให้บานน้อยๆ เรามาดูกัน

1. เลือกธนาคารที่คิดดอกเบี้ยต่ำที่สุด

ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ซึ่งมักเป็นอัตราคงที่ของแต่ละธนาคาร โดยรวมอัตราดอกเบี้ยทั้ง 3 ปีของแต่ละธนาคารเข้าด้วยกัน จากนั้นหารด้วย 3 ถ้าที่ไหนดอกเบี้ยเฉลี่ยน้อยที่สุด ก็เลือกที่นั้น

เหตุผลของการใช้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีก็เพราะโดยทั่วไปเมื่อเราผ่อนชำระครบ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยก็จะขยับเป็น “อัตราลอยตัว” ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เราต้องผ่อนชำระเป็นจำนวนเงินที่มากขึ้นนั่นเอง

และเมื่อครบ 3 ปี ก็อาจเลือกใช้การรีไฟแนนซ์ (Refinance) โดยย้ายไปผ่อนชำระกับธนาคารใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยและค่าผ่อนบ้านต่อเดือนต่ำกว่าจึงเป็นทางเลือกยอดนิยมในการลดอัตราดอกเบี้ย

หมายเหตุ: วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆ เท่านั้น เพราะการคิดดอกเบี้ยบ้านจะใช้วิธีการผ่อนชำระแบบลดต้นลดดอก ดอกเบี้ยในแต่ละงวดนั้นจะปรับลดลงไปตามยอดหนี้ที่ลดลง แต่ก็พอเป็นแนวทางในการใช้พิจารณาเปรียบเทียบดอกเบี้ยบ้านเพื่อเลือกสินเชื่อบ้านได้

2. เลือกสินเชื่อพร้อมการทำประกัน MRTA

ประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้าน MRTA ย่อมาจาก Mortgage Reducing Term Assurance ที่เมื่อทำแล้ว ธนาคารส่วนใหญ่จะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 0.2% – 0.5% ต่อปีในช่วงแรก ทำให้ช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้ แต่ก็มีค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายด้วย

แต่ข้อดีของการทำประกันรูปแบบนี้ คือ หากผู้กู้เสียชีวิต บริษัทประกันจะชำระหนี้ให้กับธนาคารในวงเงินตามมูลค่าความคุ้มครองที่มีอยู่ โดยกลุ่มผู้กู้ที่อาจจำเป็นต้องทำ มักจะเป็นผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว และไม่ต้องการให้หนี้สินตกไปเป็นภาระของครอบครัว

3. เพิ่มเงินดาวน์ เพื่อลดวงเงินกู้ให้น้อยลง

ในขั้นตอนของการขอกู้ หากเรายิ่งวางเงินดาวน์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้วงเงินกู้ลดลงมากเท่านั้น เมื่อวงเงินกู้ลดลง ดอกเบี้ยจ่ายก็จะลดลงไปด้วย เนื่องจากเงินต้นที่ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยลดลง และมีโอกาสทำให้ระยะเวลาการผ่อนสั้นลงอีกด้วย

4. โปะหนี้ด้วยเงินก้อน หรือทยอยโปะ

การโปะหนี้ คือ การชำระเกินงวดที่ต้องผ่อนนั่นเอง เพราะสินเชื่อบ้าน เมื่อเงินต้นลด ดอกเบี้ยก็ลดตามไปด้วย การโปะหนี้ คือ การลดเงินต้นให้เร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็จะเสียน้อยลง ทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้มากขึ้น เราสามารถเลือกโปะหนี้ทีละน้อยทุกเดือน หรือ รอโปะยอดใหญ่ปลายปีทีเดียวตอนได้โบนัสก็ได้ แต่ถ้าเทียบแล้ว การโปะหนี้ทีละน้อยทุกเดือนจะประหยัดดอกเบี้ยมากกว่าโปะก้อนใหญ่ปลายปีทีเดียว

5. รีไฟแนนซ์ (Refinance)

รีไฟแนนซ์ (Refinance) คือ การขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารใหม่ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้ยอดผ่อนต่อเดือนน้อยลงและผ่อนบ้านได้หมดไวยิ่งขึ้น

โดยข้อดีของการรีไฟแนนซ์ คือ เราสามารถเปรียบเทียบเลือกอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขได้หลายธนาคาร ทำให้ได้เงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม ดอกเบี้ยถูกกว่าเดิม มีความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระมากขึ้น เช่น อาจลดระยะเวลากู้ลงและชำระเงินต่องวดมากขึ้น หรือขยายเวลากู้ออกไปเพื่อให้จำนวนเงินที่จ่ายต่องวดลดลง เป็นต้น และอาจได้รับวงเงินเพิ่มเพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์ก็คือ มีค่าใช้จ่าย ต้องเตรียมเอกสารใหม่และใช้เวลาในการอนุมัติ

6. รีเทนชัน (Retention)

เวลาเราย้ายค่ายมือถือ ค่ายมือถือเก่าก็จะเสนอแพ็คเก็จหรือโปรโมชั่นใหม่มาดึงเราไว้ให้เราไม่อยากย้าย สินเชื่อบ้านก็เหมือนกัน เวลาลูกหนี้อยากย้ายธนาคาร ธนาคารไม่อยากเสียลูกหนี้ไปก็จะพยายามเสนอแพคเก็จหรือโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านใหม่มาดึงลูกหนี้ไว้เหมือนกัน วิธีนี้เราเรียกว่า Retention

ข้อดีของ Retention นอกจากประหยัดดอกเบี้ย คือ สะดวก เร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการปรับสินเชื่อกับธนาคารเดิม ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมเอกสารต่าง ๆ มาก ระยะเวลาในการพิจารณาก็ไม่นาน เพราะธนาคารมีประวัติการผ่อนชำระอยู่แล้ว ข้อเสีย คือ แม้ธนาคารเก่าจะลดดอกเบี้ยมาสู้ธนาคารใหม่ แต่บางดอกเบี้ยอาจไม่ได้ลดมากเท่าธนาคารอื่น

วิธีการประหยัดดอกเบี้ยไม่ได้จำกัดนะว่าต้องทำวิธีเดียว เราสามารถทำหลายๆวิธีไปด้วยกัน แต่จะทำวิธีไหนบ้าง เราต้องทำการบ้านนะ เหนื่อยเพิ่มขึ้นหน่อย แต่ก็คุ้มกับดอกเบี้ยที่ประหยัดนะครับ

“ผมซื้อได้ทุกอย่าง แต่ผมซื้อเวลาไม่ได้” บทเรียนสำคัญของวันว่างๆ ในชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์

สำหรับ บิล เกตส์ (Bill Gates) แล้วช่วงที่เขาเป็นซีอีโออยู่ Microsoft ชีวิตคือการทำงาน

ใครก็ตามที่ได้ทำงานกับเขาจะทราบดีว่าเป็นเรื่องปกติมากที่จะได้รับเมลช่วงกลางดึกตีสองตีสามจากชายคนนี้

เกตส์มองว่าเวลาว่างทุกวินาทีนั้นมีค่า ปฏิทินในแต่ละวันอัดแน่นไปด้วยสิ่งที่ต้องทำ แบบนี้ถึงเรียกว่าใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

เขาคิดแบบนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเขาได้พบกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุน ความคิดนี้ก็เปลี่ยนไป ผ่อนคลายมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลดีต่อตัวเขาเองและคนที่ทำงานกับเขาด้วย

ในปี 2017 เกตส์ให้สัมภาษณ์กับ ชาร์ลี โรส (Charlie Rose) ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้บอกว่า “ตารางของผมแน่นมากในแต่ละวันทุกนาทีเลย และก็เคยคิดว่ามันเป็นหนทางเดียวในการทำงาน แล้วผมก็จำได้ว่าวอร์เรนเอาตารางการทำงานของเขามาให้ดู ซึ่งเขามีหลายวันเลย…ที่ไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ”

สิ่งที่เกตส์เรียนรู้จากเรื่องนี้กลายเป็นบทเรียนที่สำคัญมากในชีวิตของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาบอกว่า

“คุณเป็นผู้ควบคุมเวลาของคุณ … การที่คุณทำตัวยุ่งทุกนาทีไม่ใช่ตัวแทนของความจริงจังในการทำงาน”

ในการสัมภาษณ์เดียวกันนี้ บัฟเฟตต์ก็เสริมว่า

“ผมซื้อได้ทุกอย่าง แต่ผมซื้อเวลาไม่ได้”

สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว กลยุทธ์ในการทำงานคือการ “ทำงานให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่หนักขึ้น” ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ก็มีหลักฐานสนับสนุนในเรื่องนี้เช่นกัน ในปี 2014 การศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่าการทำงานหนักมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นั้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมากกว่าที่จะเพิ่มขึ้น

คนที่ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงไปแล้ว งานที่ทำออกมานั้นจะไม่มีประสิทธิภาพเลย พูดอีกอย่างคือไม่ว่าเราจะทำงาน 70 หรือ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ งานที่ได้ออกมาก็แทบไม่ต่างจากการทำงาน 55 ชั่วโมงอีกต่อไป

เกตส์ไม่ใช่ซีอีโอคนแรกหรือคนเดียวที่พยายามทำงานให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายแล้วร่างกายมนุษย์ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหน ก็รับไม่ไหวอยู่ดี แม้แต่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่หลายคนนับถือเรื่องการทำงานหนัก ก็เคยออกมายอมรับว่าการนอนไม่พอ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่หลับไม่นอน ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่มากขึ้นเลย

มัสก์บอกว่า

“ผมเคยพยายามที่นอนน้อยลงนะ แต่แม้จะมีเวลาที่ตื่นหลายชั่วโมงมากขึ้น แต่งานก็เสร็จน้อยลงอยู่ดี และก็ปวดหัวมากถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน”

เกตส์ใช้เวลาหลายปีกว่าจะหาจุดสมดุลให้กับชีวิตและการทำงานของตัวเองได้ ในการกล่าวปาฐกถาจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Northern Arizona University ซึ่งเป็นการกล่าวปาฐกถาครั้งที่ 3 ในชีวิตของเกตส์และห่างจากครั้งก่อนเกือบสิบปี (ครั้งแรกที่ฮาร์เวิร์ดในปี 2007 และครั้งที่สองที่สแตนฟอร์ดในปี 2014) เกตส์บอกว่า

“ตอนผมอายุเท่าพวกคุณ ผมไม่เชื่อในวันพักผ่อน ไม่เชื่อในวันเสาร์อาทิตย์ ไม่เชื่อว่าคนที่ผมทำงานด้วยควรเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วย” ถึงขั้นที่ว่าช่วงนั้นเขาคอยดูด้วยว่าพนักงานไมโครซอฟท์คนไหนที่ทำงานอยู่ดึกหรือใครที่ออกจากบริษัทเร็วบ้าง

แต่จากประสบการณ์การทำงานอย่างหนักหลายปี หลาย ๆ ครั้งก็พลาดโอกาสสำคัญในชีวิตของการได้เป็นพ่อคน การได้สร้างความทรงจำดี ๆ กับคนรอบกาย เขาเน้นย้ำว่า “มันมีอะไรในชีวิตมากกว่าแค่การทำงาน”

“อย่ารอนานเท่าผมที่จะเรียนรู้บทเรียนนี้นะ ใช้เวลาบ่มเพาะความสัมพันธ์ เฉลิมฉลองความสำเร็จบ้าง และพักฟื้นจากการสูญเสีย หยุดพักเมื่อจำเป็น และหยวน ๆ กับคนรอบข้างถ้าพวกเขาต้องการพักด้วยเช่นกัน”

เฟรเดอริก อาร์โนลต์ (Frédéric Arnault) ลูกชายทายาท LVMH ซีอีโอหนุ่มที่ทำให้ TAG Heuer กลายเป็นแบรนด์นาฬิกาหรูหมื่นล้าน

อะไรคือสิ่งที่ Christian Dior, Louis Vuitton, Givenchy, Celine, Tiffany & co., Bulgari, FENDI, BVLGARI และ TAG Heuer เหมือนกัน?

นอกจากการเป็นแบรนด์หรู สินค้าลักชัวรีราคาแพงที่เราคุ้นชื่อเป็นอย่างดี แบรนด์เหล่านี้ (และอื่น ๆ รวมกันทั้งหมดอีก 70 แห่ง) คือบรรดาแบรนด์หรูในอาณาจักร LVMH (แอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง) ซึ่ง เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) เป็นเจ้าของ เขาคือบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีความมั่งคั่งล่าสุดอยู่ที่ราว ๆ 7.8 ล้านล้านบาท แย่งอันดับหนึ่งกันระหว่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

ในบรรดาแบรนด์ทั้งหมดของ LVMH หลายแบรนด์ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Billion Dollar Club’ หรือบริษัทที่สร้างรายได้ต่อปีมากกว่าพันล้านเหรียญหรือราว ๆ 35,000 ล้านบาทไปแล้ว และในปีนี้น่าจะมีอีกบริษัทหนึ่งที่เข้าร่วมกลุ่มด้วยนั่นก็คือ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดีมาร่วมสร้างความมั่งคั่งให้กับเครือบริษัทแห่งนี้ด้วย

เฟรเดอริก อาร์โนลต์ (Frédéric Arnault) ลูกชายคนที่ 3 วัย 28 ปี ของ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ที่บริหารและดูแลแบรนด์นาฬิกาสวิสฯในฐานะซีอีโอได้กล่าวกับสื่อ The Wall Street Journal ว่า

“เราจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มแบรนด์พันล้านเหรียญในไม่ช้า”

การสร้างแบรนด์ลักชัวรีให้สามารถเติบโตจนมีมูลค่าหลายหมื่นล้านนั้นเป็นความถนัดที่ถูกส่งต่อมาจากคุณพ่ออยู่แล้ว มันคือสิ่งที่ทำให้ LVMH กลายเป็นบริษัทยุโรปแห่งแรกที่มีมูลค่าสูงสุดแตะ 500,000 ล้านเหรียญ (17.4 ล้านล้านบาท) โดยกลยุทธ์ที่ใช้คือการขยายขนาดกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น จากเมื่อก่อนโฟกัสแค่ลูกค้าที่ร่ำรวยในสังคม ก็รวมเอากลุ่มคนชั้นกลางเข้ามาด้วย และที่สำคัญคือต้องขยายโดยไม่กระทบต่อภาพลักษณ์หรู​ของแบรนด์ด้วย

มันอาจจะฟังดูไม่ยากเท่าไหร่ แต่สำหรับใครที่ทำธุรกิจหรือคุ้นเคยกับสินค้าพรีเมียมจะพอทราบดีว่าการคงสมดุลให้สินค้ามีภาพลักษณ์ที่ดูแพง หรูหรา เข้าถึงยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางในเวลาเดียวกันด้วยนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

TAG Heuer ถูกก่อตั้งโดย เอดวร์ด ฮอยเออร์ (Edouard Heuer) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1860 เป็นนาฬิกาจับเวลาเรือนแรกที่มีอัตราส่วน 1/100 ของวินาทีในปี 1916 ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ต ใช้สำหรับการจับเวลาการแข่งรถฟอร์มูลาวัน รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนเฟอร์รารี และกลายเป็นผู้นำด้านนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสมผสานแฟชั่นกับฟังก์ชันของกีฬาเข้าด้วยกัน

ในปี 1985 บริษัท TAG Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถฟอร์มูลาวันและมีอิทธิพลอย่างมากในการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เข้าซื้อ Heuer และเปลี่ยนชื่อเป็น TAG Heuer และในปี 1999 LVMH ก็เข้ามาซื้อต่อ ซึ่งเป็นจังหวะที่ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ กำลังพยายามขยายธุรกิจไปสู่เครื่องประดับและนาฬิกาหรูนั่นเอง

เฟรเดอริกดึงกลยุทธ์ที่พ่อเคยใช้สำเร็จแล้วมาปรับใช้กับ TAG Heuer สร้างไลน์สินค้าใหม่ที่พิเศษมาก ๆ เป็น ‘Limited Edition’ ราคาสูงไปเลยอย่าง ‘Carrera Plasma’ ที่แพงถึง 500,000 เหรียญหรือราว ๆ 17.5 ล้านบาท เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ยังดูพรีเมียมหรูหรา พร้อมกับเติมรุ่นที่ราคาเอื้อมถึงได้อย่าง ‘Formula One’ ที่เริ่มต้นราว ๆ 1,450 เหรียญ หรือราว ๆ 50,000 บาท เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ คนรุ่นใหม่หรือกลุ่มคนชั้นกลางที่มีฐานะระดับหนึ่งและอยากซื้อสินค้าที่คุณภาพดี ราคาแพงสักหน่อยให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือเมื่อคนกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะพร้อมจ่ายเงินซื้อรุ่นที่ราคาสูงถัดไปด้วย

“สำหรับหลาย ๆ คนแล้วเราคือนาฬิกาหรูเรือนแรกของพวกเขา” เฟรเดอริกกล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่เฟรเดอริกให้ความสำคัญมาก ๆ หลังจากเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอในปี 2020 คือเรื่องประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่วินาทีเมื่อเดินเข้ามาในร้าน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงหลัง ๆ TAG Heuer จะค่อนข้างเข้มงวดกับห้างหรือร้านตัวแทนจำหน่ายขายนาฬิกาหรูที่มีหลาย ๆ แบรนด์รวมกัน ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์นั้นผู้ผลิตนาฬิกาเหล่านี้มักต้องพึ่งพาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายแบบนี้ในการขยายกลุ่มลูกค้าและแทบไม่มีอำนาจควบคุมเรื่องประสบการณ์ของลูกค้าเลย (ทั้งเรื่องการนำเสนอหรือแม้แต่ราคาในบางที)

เฟรเดอริกตัดสินใจลดจำนวนร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ขาย TAG Heuer ลดลงไปเกือบครึ่ง จาก 4,000 แห่งก่อนโควิดระบาด เหลือเพียง 2,500 แห่งในตอนนี้ แล้วกลับมาโฟกัสในการสร้างสาขาของตัวเองแทน เรียกว่าความเด็ดขาดในการทำธุรกิจอาจจะถูกส่งต่อมาทางสายเลือดก็เป็นไปได้ เพราะคุณพ่อของเฟรเดอริกในช่วงที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ หลังจากที่ซื้อกิจการใหม่มาแล้วส่วนไหนที่ขาดทุนก็ตัดขายทิ้ง มีครั้งหนึ่งปลดพนักงานออกทีเดียว 9,000 คน จนได้ฉายาว่า “The Terminator” เลยด้วยซ้ำ

การมีอำนาจและสามารถควบคุมประสบการณ์ทั้งหมดในร้านได้นั้นทำให้ลูกค้าดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่แบรนด์มอบให้อย่างเต็มอิ่ม ยกตัวอย่างร้านเครื่องประดับสุดหรูหราอย่าง Tiffany & Co. ที่เพิ่งกลับมาเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์อีกครั้งบนย่านถนน Fifth Avenue ในมหานครนิวยอร์ก มีห้องหนึ่งที่คล้ายพิพิธภัณฑ์เอาไว้จัดแสดงผลงานของ ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) ในเรื่อง “Breakfast at Tiffany’s” โดยเฉพาะเลยด้วย

การดูแลและนำเสนอในรูปแบบนี้เฟรเดอริกกล่าวว่าช่วยให้แบรนด์ของ LVMH สามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนได้ “ในรูปแบบทางกายภาพ ด้วยสถาปัตยกรรมและวิธีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ด้วยพื้นที่และบริการ”

โดย TAG Heuer เองก็กำลังเร่งก่อสร้างแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่ใหญ่ขึ้นในนิวยอร์กเช่นเดียวกันและพร้อมจะเปิดตัวในช่วงกลางปีนี้ด้วย (ห่างจาก Tiffany’s ไม่ไกลนัก) ซึ่งเฟรเดอริกบอกว่า “ผมเดินทางเยอะมาก ๆ ต้องไปเช็กความเรียบร้อยที่สาขาต่าง ๆ ที่กำลังสร้างทั่วโลกเลย”

ประเทศหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจคือจีน เพราะรายได้จากจีนนั้นยังไม่ถึง 10% ของรายได้โดยรวมของบริษัท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งแล้วยังถือว่าน้อยมาก ๆ ซึ่งตอนนี้ร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์การขายนาฬิกา TAG Heuer ในจีนนั้นถูกหั่นลงไปกว่า 2/3 ระหว่างนั้นก็เริ่มทยอยสร้างสาขาของแบรนด์ขึ้นมาแทน โดยมีเป้าหมายว่าจะเปิด 5 สาขาเป็นอย่างน้อยในทุกปีต่อจากนี้

การอยู่ในเครือ LVMH คือข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ TAG Heuer เพราะเมื่อมีแบรนด์สินค้าหรูมาลงที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นห้างใหญ่ หรือ ย่านธุรกิจ มักจะทำให้ค่าเช่าหรืออสังหาฯในพื้นที่นั้นมีมูลค่าสูงขึ้นไปด้วย เพราะฉะนั้นห้างไหนก็ตามที่มีแบรนด์ใหญ่ของ LVMH ไปเปิดอยู่แล้ว (Christian Dior, Louis Vuitton, Givenchy ฯลฯ) การจะเอาแบรนด์อย่าง TAG Heuer ไปเปิดก็ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่

“เราใช้ประโยชน์จากกลุ่มเพื่อเอาโลเคชันที่ดีที่สุดในห้างสรรพสินค้าที่สำคัญของโลก เราทำแบบนั้นมาหลายห้างแล้ว ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย” เฟรเดอริกกล่าวถึงประเด็นนี้ ซึ่งก็รวมไปถึงการโฆษณาต่าง ๆ ด้วยเพราะเมื่อ LVMH ซื้อพื้นที่โฆษณาก็จะซื้อสำหรับแบรนด์ในเครือไปด้วยทั้งหมดเลยเพื่อต่อรองราคาส่วนลด

เฟรเดอริกเป็นหนึ่งในห้าของทายาทมหาเศรษฐีอาร์โนลต์ที่ครอบครองอาณาจักร LVMH การเป็นทายาทแล้วเข้ามาดูแลธุรกิจแบบนี้ก็สร้างแรงกดดันไม่น้อย เพราะไม่เพียงต้องขับเคี่ยวกับพี่น้องคนอื่น ๆ เพื่อสานต่อธุรกิจของพ่อเมื่อวางมือเท่านั้น ยังต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยว่าตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่งไม่ใช่แค่เข้ามาทำตรงนี้เพราะมีนามสกุลเดียวกับพ่อเท่านั้น

ความทรงจำครั้งแรกของเฟรเดอริกกับ TAG Heuer เกิดขึ้นตอนที่เขาอายุ 12 ปี ตอนนั้นได้นาฬิการุ่น Aquaracer เป็นของขวัญจากพ่อ จบการศึกษาจาก École Polytechnique ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็สร้างบริษัทสตาร์ตอัปด้านการเงินก่อนจะขายแล้วมาร่วมงานกับ TAG Heuer ในปี 2017 ในตำแหน่ง Head of Connected Technologies ก่อนจะค่อย ๆ เรียนรู้งานและก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอในสามปีต่อมาด้วยวัย 25 ปี

แม้วัยจะยังดูน้อย แต่หลาย ๆ คนในบริษัทก็ชื่นชมเขาในฐานะผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและกล้าลองทำอะไรใหม่ ๆ ยกระดับแบรนด์ให้มีความพรีเมียมมากขึ้นโดยการเพิ่มไลน์ใหม่ที่ราคาสูง นอกจากนั้นก็มี Smart Watch ออกมาหลายรุ่น ที่ตอนนี้กลายเป็นยอดขาย 15% ของบริษัท

แม้ว่า LVMH จะไม่ได้แจกแจงว่าแต่ละแบรนด์ทำผลงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน แต่ Morgan Stanley ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ประเมินเอาไว้ว่า รายได้ของ TAG Heuer เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ในปีที่แล้วมาอยู่ที่ราว ๆ 811 ล้านเหรียญ (28,000 ล้านบาท) ซึ่งเป้าหมายของปีนี้คือการสร้างรายได้ 1,000 ล้านเหรียญให้ได้อย่างที่เฟรเดอริกได้กล่าวเอาไว้

นอกจากเส้นทางธุรกิจของเฟรเดอริกที่กำลังถูกจับตามองแล้ว ตอนนี้ยังมีข่าวเรื่องที่ไปเดตกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างลิซ่า Blackpink อีกด้วย แม้ข่าวนี้จะยังไม่ได้มีการยืนยัน (หรือปฏิเสธ) ที่ผ่านมาทั้งคู่ก็เคยพบเจอกันอยู่บ้างในงานอีเวนต์ต่าง ๆ เพราะ LVMH ก็ร่วมงานกับศิลปินหลายคนในวงนี้มาอย่างต่อเนื่อง การพบเจอกันอาจจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัว เรื่องนี้ยังคงต้องตามข่าวกันต่อไป

“ใช้เหงื่อสร้างเงิน” หรือ “ใช้เงินสร้างผลตอบแทน” เลือกแบบไหน ถ้าอยากรวยเร็ว Active Income vs. Passive Income

หากเอ่ยถึงวิธีการหาเงิน หลักๆ มี 2 วิธี คือ ใช้แรงทำงานเพื่อให้ได้เงิน หรือเรียกว่า Active Income กับให้เงินทำงานสร้างเงินแทน เรียกว่า Passive Income ซึ่งในอดีตคนๆ หนึ่งมักจะเลือกหาเงินเพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้คนเลือกหาเงินทั้งสองวิธี เพื่อทำให้มีอิสรภาพทางการเงินเร็วมากขึ้น

1. ใช้แรงทำงาน (Active Income)

คือ ผู้คนใช้แรงทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ เช่น ทำงานเป็นข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน ซึ่งก็จะได้รับเงินเดือน ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ก็จะได้รับค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้

เมื่อเป็นการใช้แรงทำงานหาเงิน ทำให้มีข้อจำกัดพอสมควร โดยเฉพาะเวลาที่จำกัด เช่น พนักบริษัทเอกชน ทำงานจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.00 น. เมื่อถึงสิ้นเดือนก็ได้รับเงินเดือน หรือฟรีแลนซ์ก็จะได้ค่าจ้างตามที่ตกลงกับผู้ว่าจ้าง

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากต้องการรายได้เพิ่ม ก็ต้องหางานเสริม เช่น ขายของออนไลน์ รับจ้างสอนพิเศษ หรือฟรีแลนซ์ก็ต้องหางานเพิ่มจากผู้ว่าจ้างคนอื่นๆ ซึ่งข้อจำกัดตามมา คือ เวลาพักผ่อนน้อยลงก็อาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรม

2. ให้เงินทำงานแทน (Passive Income)

จะตรงข้ามกับ Active Income คือ ใช้เงินทำงานแทนตัวเรา พูดง่ายๆ ใช้เงินที่มี นำไปทำงานเพื่อสร้างมูลค่าให้เพิ่มสูงขึ้น เช่น นำเงินไปลงทุนหุ้นปันผล ก็จะมีรายได้จากเงินปันผล ลงทุนพันบัตรรัฐบาลก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย หรือนำเงินไปซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่ารายเดือน ก็จะได้รับรายได้เป็นค่าเช่าตามที่ตกลงกับผู้เช่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพบว่าหากต้องการรายได้เพิ่ม (เช่น เงินปันผล ค่าเช่า) ก็ต้องคัดกรองหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและต่อเนื่อง หรือต้องทำสัญญากับผู้เช่าคอนโดมิเนียมในระยะยาว หรือสามารถหาผู้เช่าเข้ามาเช่าได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อรู้ความหมายของ Active Income กับ Passive Income อาจมองว่า Passive Income น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า เพราะไม่ต้องออกแรง แต่คำถามที่ตามมา คือ จะนำเงินจากไหนไปทำงาน แทนตัวเรา ถ้าไม่เริ่มต้นจากการใช้แรงเพื่อหาเงินให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยนำเงินที่มีไปลงทุนเพื่อให้เกิดมูลค่าตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น ทั้งสองวิธีจึงมีทั้งข้อดีและข้อด้อย

ข้อดี [Active Income]

แน่นอนและคาดการณ์ได้

หากเป็นข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน ก็จะมีเงินเดือนโอนเข้าบัญชีทุกเดือนๆ หรือฟรีแลนซ์ก็จะได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างทันทีที่ทำงานเสร็จลุล่วง ดังนั้น จึงเป็นงานที่มีรายได้แน่นอนและคาดการณ์ได้ว่าจะมีเงินเข้ามาในบัญชีจำนวนเท่าไหร่และโอนเข้าวันไหน แสดงว่ามีกระแสรายรับสม่ำเสมอ และยิ่งสามารถหารายได้เสริมก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

วางแผนรายจ่ายได้

เมื่อรู้รายได้และคาดการณ์จำนวนเงินและเวลาที่แน่นอน ทำให้สามารถนำไปวางแผนรายจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท ก็นำไปจัดสรรเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น ค่าน้ำ ไฟ ค่าใช้จ่ายประจำวัน จ่ายหนี้ต่าง ๆ รวมถึงแบ่งไปเก็บออมและลงทุน

ทักษะดี รายได้ก็ดี

เมื่อใช้แรงทำงานหาเงิน หากรู้จักพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวเองสม่ำเสมอ ชอบการเรียนรู้ ขยัน อดทน หาทักษะใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย ย่อมทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ผลที่ตามทำให้มีโอกาสต่อรอเงินเดือนให้มากขึ้น

ศักยภาพในการเติบโต

เมื่อทำงานไปได้สักระยะ เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน ก็จะได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น สิ่งที่ตามมา คือ เงินเดือนจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย หรือฟรีแลนซ์ หากทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้มีผู้ว่าจ้างเพิ่มมากขึ้น และสามารถเพิ่มค่าจ้างได้ด้วย

ข้อด้อย [Active Income]

หยุดทำงาน เท่ากับรายได้หดหาย

เมื่อไหร่ที่หยุดทำงาน เช่น ลาออกจากงานประจำ หรือฟรีแลนซ์ ไม่มีคนว่าจ้าง ทำให้รายได้ลดลง ขณะที่รายจ่ายยังมีต่อไป

ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เช่น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมือง อาจส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างหรือถูกลดเงินเดือน ขณะที่ฟรีแลนซ์อาจไม่มีใครว่าจ้าง ส่งผลกระทบต่อรายได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเงิน

ขาดความสมดุลในชีวิต

บางครั้งการใช้แรงหาเงิน อาจส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความเครียดสูง ไม่มีเวลาพักผ่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ข้อดี [Passive Income]

อิสรภาพทางการเงิน

การมีรายได้จากการให้เงินทำงานแทนตัวเรา ทำให้มีกระแสรายได้สม่ำเสมอขณะเดียวกันก็ไม่ผูกติดกับเวลา เช่น สร้างรายได้แม้ในขณะที่กำลังเดินทางท่องเที่ยว หมายความว่า มีความยืดหยุ่นและมีศักยภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน

กระจายความเสี่ยง

รายได้ที่มาจากการให้เงินทำงานแทนตัวเรา ช่วยกระจายแหล่งที่มาของรายได้และลดการพึ่งพาจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้นปันผล กองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล พูดง่าย ๆ สามารถกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินโดยรวมได้

ความสามารถในการเพิ่มรายได้

หากมีกลยุทธ์การใช้เงินทำงานแทนตัวเราที่เหมาะสม ก็จะสามารถวางแผนว่าจะมีกระแสรายได้หรือเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อด้อย [Passive Income]

จุดเริ่มต้นต้องใช้ความพยายาม

ก่อนจะประสบความสำเร็จในการใช้เงินทำงานแทนตัวเรา ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและต้องใช้เวลาและใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ก่อนที่จะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในระหว่างทางก็ต้องศึกษา ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินที่นำไปทำงานแทน ยังคงสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน

“การลงทุน มีความเสี่ยง” ประโยคนี้ถือเป็นศัตรูร้ายของวิธีให้เงินทำงานแทนตัวเรา เช่น เมื่อตลาดเกิดความผันผวน อาจส่งให้สินทรัพย์ที่ลงทุนขาดทุน การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของแหล่งที่มาของรายได้ อาจทำให้สูญเสียรายได้ ดังนั้น วิธีการนี้จึงไม่รับประกันความสำเร็จ

ใช้เวลาเพื่อสร้างผลตอบแทน

การมีรายได้มั่นคงและยั่งยืนด้วยวิธีให้เงินทำงานแทนตัวเรา มักใช้เวลานานพอสมควร จึงต้องใช้ความอดทนและความพากเพียรก่อนที่จะเริ่มเห็นรายได้เป็นกอบเป็นกำ ดังนั้น อาจเป็นข้อเสียหากต้องการใช้เงินทันที

ปัจจุบัน โลกเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าก็ทำให้โลกการลงทุนง่าย สะดวก รวดเร็ว ทำให้หลายคนเชื่อว่าการให้เงินทำงานแทนตัวเรา เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และบางคนมองว่า “ไม่ต้องทำงานตลอดเวลา ปล่อยให้เงินทำงานแทนไปเลย เพียงเท่านี้เงินก็มีรายได้เข้ามาตลอดเวลา” แต่เหรียญมีสองด้าน เพราะหากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดและทำให้สินทรัพย์ที่ลงทุนเสียหาย ก็อาจทำให้รายได้ลดลงหรืออาจขาดทุน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านการเงินในระยะยาว

ดังนั้น การมีรายได้ด้วยวิธีใช้แรงทำงานก็มีความสำคัญ หมายความว่า หากมีโอกาสทำงาน เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน หรือสามารถหารายได้เสริมได้ ก็ไม่ควรทิ้งโอกาสที่ดีไป เพราะการมีรายได้หลากหลาย มากกว่าการเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงินเร็วยิ่งขึ้น

ถ้าคุณคือ “เสาหลักของครอบครัว” เงินสำรองฉุกเฉินยิ่งสำคัญ

เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับครอบครัว ทำไมจึงสำคัญและจำเป็น? ถ้าคุณไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง สิ่งที่คุณต้องคำนึงอยู่เสมอคือ ป้องกันมันครับ ป้องกันและเตรียมพร้อมสำหรับเหตุที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าเหตุนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่คุณรัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นเสาหลักของครอบครัว คอยหารายได้ให้ครอบครัว หากไม่มีการเตรียมพร้อมไว้ก่อน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เช่น ตกงาน ลาออกจากงาน หรือแม้กระทั่ง เจ็บป่วยกะทันหัน จะดึงเงินจากที่ไหนมาใช้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่มี เชื่อเถอะครับว่า เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน สำคัญและจำเป็นสำหรับคุณและครอบครัวจริงๆ

และเนื่องในวันครอบครัวปีนี้ 14 เมษายน ถ้าใครยังไม่มีเงินก้อนนี้ ชวนมาดูกันดีกว่า 6 ขั้นตอนทำยังไงให้มีเงินฉุกเฉินสำหรับเราและครอบครัวเสียที

1) ทำมันทุกวัน

คีย์เวิร์ดของกระบวนการนี้ก็คือ คุณต้องทำมันอย่างสม่ำสมอ จงตั้งเป้าหมาย กำหนดตัวเลขของกองเงินให้มันชัดเจนไปเลย เช่น คุณจะเก็บเงินเพื่อตั้งเงินฉุกเฉินสำหรับครอบครัว หรือเงินสำรองเผื่อตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

เช่น คุณจะเก็บออมเงิน กันมันไว้ในส่วนนี้อย่างน้อยเดือนละ 1,500 บาทบ้าง หรือเดือนละ 3,000 บ้าง หรือถ้ารู้สึกก้อนเงินมันใหญ่ไป คุณอาจจะต้องหลอกตัวเองเสียหน่อยว่า คุณจะเก็บเงินไว้วันละ 100 บาทละกัน

เรื่องความรู้สึกนี่สำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะในด้านการเงิน ก็ในเมื่อเขาวิเคราะห์กันมาแล้วว่า การเงินของคนส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม นิสัย ไม่ใช่ความรู้เป็นหลัก คุณก็ควรจะหลอกความรู้สึกตัวเองสักหน่อย เพื่อจะทำให้คุณมีความสามารถในการเก็บออมได้ เพราะมันออมวันละ 100 บาทเอง หากคุณรู้สึกว่าคุณเก็บเงินในจำนวนก้อนใหญ่เกินไป

สุดท้ายคุณจะรู้สึกเสียดายที่จะเก็บออม แม้ว่ามันจะเป็นไปเพื่อตัวคุณเองในอนาคตก็ตาม แล้วในที่สุดคุณจะห้ามใจให้ถอนเงินนั้นออกมาใช้ไม่ได้ และมันก็จบลงด้วยการที่คุณไม่มีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินอีกตามเคย

2) เก็บบางอย่างไว้ ตัดบางอย่างทิ้ง

อย่างที่เราแนะนำมาตลอด ค่าใช้จ่ายอะไรจำเป็นก็จ่ายไป อะไรที่สิ้นเปลืองก็จงตัดทิ้ง เราเสียค่าเดินทางเพราะค่าน้ำมันรถมามากเท่าไรแล้ว เป็นไปได้ไหมที่คุณจะลองปรับพฤติกรรมหันมาใช้รถหรือเดินทางโดยบริการสาธารณะบ้าง ขนส่งมวลชนบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า รถวินมอเตอร์ไซค์ที่มันทำให้คุณประหยัดจากค่าน้ำมันรถน่ะ อย่างน้อยสลับใช้ดูจะดีไหม เช่น จันทร์ พุธ ศุกร์ ขับรถไปทำงาน อังคาร พฤหัสบดี ใช้บริการสาธารณะเอา มันช่วยขึ้นได้เยอะนะ ลองดูสิครับ

3) ทำให้มันง่ายเข้าไว้

จงทำให้แผนการเก็บออมเงินเพื่อสำรองฉุกเฉิน เป็นเรื่องง่าย ทำให้มันสม่ำเสมอ มันเป็นเรื่องการหวังผลระยะยาว อย่า อย่าหวังผลสั้น

คุณควรเก็บออมเงินส่วนนี้แบบลืมไปเลยครับ ว่ามีกองเงินตรงนี้อยู่ มันช่วยชีวิตคุณได้นะ เวลาที่คุณต้องเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินและหันหน้าพึ่งใครไม่ได้น่ะ

4) อย่าไปคิดว่าหนี้สำคัญกว่าการเก็บออมเงินเพื่อการฉุกเฉิน

บางคนอาจจะคิดว่าหนี้เป็นภาระก้อนใหญ่ ชำระก่อน หมดหนี้แล้วค่อยเก็บออม คุณอย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่คุณไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ มันไม่ได้เลือกได้นี่ครับว่าอุบัติเหตุในชีวิตมันจะต้องเกิดขึ้นตอนคุณใช้หนี้หมดเท่านั้น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ทำไปพร้อมๆ กัน หนี้ก็ต้องชำระ เงินออมเผื่อฉุกเฉินก็ต้องกันสำรองไว้

ทำเล็กทำน้อย มีน้อยเก็บน้อย ทำไปเถอะครับ ค่อยๆ เก็บ เวลาเข้าตาจน ไอ้ก้อนเงินจำนวนเล็กน้อยนี่แหละเป็นตัวช่วยดีๆ ให้คนหลุดพ้นภาวะวิกฤตมามากละ เหมือนเวลาคุณไปเจอเงินที่คุณซ่อนเก็บไว้นานแล้วน่ะ คุณรู้สึกดีใจขนาดไหนเวลาที่คุณเงินหมดพอดี

5) แยกบัญชีเงินฝาก

อย่าปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีธนาคารเงินฝากเพื่อการฉุกเฉินยั่วใจคุณครับ ไม่งั้นคุณจะหาเรื่องถอนมันออกมาใช้อยู่นั่นแหละ เอาบัญชีธนาคารไปฝากแม่ ฝากครอบครัว ฝากคนที่คุณรัก ฝากลืมไปเลย พยายามหาทางฝากให้มันง่ายๆ แต่ถอนออกยากๆ หน่อย

6) จงควบคุมตัวเองทำตามแผนให้สำเร็จ

ข้อนี้สำคัญมาก เก็บออมเงินเข้าไป จนกว่ามันจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายในชีวิตทั้งหมดอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วชีวิตคุณจะร่มเย็นขึ้น เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไม่คาดฝัน

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ ใครมีวิธีการอื่น แชร์ไอเดียมาได้เลย

9 เรื่องน่ารู้ของ ‘เกร็ก เอเบล’ ว่าที่ซีอีโอคนต่อไปของเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ต่อจาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’

แม้อายุจะ 92 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) สุดยอดนักลงทุนผู้มีทรัพย์สินกว่า 114,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) จะวางมือจากการบริหาร เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) แต่ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2021 มีการประกาศชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งซีอีโอต่อจากปู่บัฟเฟตต์เรียบร้อย โดยผู้ที่จะมาบริหารงานต่อคือ เกร็ก อาเบล (Greg Abel)

นี่คือ 9 ข้อ ที่จะพาคุณไปรู้จักกับชายที่จะเข้ามาบริหารบริษัทมูลค่า 670,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท)

1
เกร็ก อาเบล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายธุรกิจที่ไม่ใช่ประกันภัย (Vice Chairman-Non Insurance Operations) และเป็นซีอีโอของ เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เอเนอร์จี (Berkshire Hathaway Energy) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์

2
เกร็ก อาเบล เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1962 และเติบโตย่านแรงงานในเมืองแอดมอนตัน (Edmonton) แคนาดา ทำงานทุกอย่างเพื่อหารายได้ ทั้งแจกใบปลิว รับเติมสารเคมีในถังดับเพลิงบริษัทที่พ่อเขาทำงาน รวมถึงเป็นนักบัญชีตอนเย็นหลังเลิกเรียน ก่อนสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ด้านการค้า (Commerce) และเข้าเป็นนักบัญชีที่ พีดับเบิลยูซี (PwC – PricewaterhouseCoopers) ก่อนย้ายไปทำงานกับบริษัทไฟฟ้า CalEnergy ในปี 1992 ต่อมาก็ควบรวมกับ มิดอเมริกัน เอเนอร์จี โฮลดิ้งส์ (MidAmerican Energy Holdings)

3
วอลเตอร์ สก๊อต จูเนียร์ (Walter Scott Jr.) ที่ดำรงแหน่งกรรมการของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ประทับใจผลงานของอาเบลที่มิดอเมริกัน เอเนอร์จี ที่ทางอาเบลมีส่วนร่วมในการเจรจาเข้าซื้อบริษัทพลังงานความร้อนใต้พิภพทั้งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมถึงการซื้อ Northern Utilities ในอังกฤษ

สก็อตจึงแนะนำวอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้รู้จักกับเกร็ก อาเบลและด้วยผลงานการขยายกิจการที่น่าทึ่งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงตัดสินใจเข้าถือหุ้นมิดอเมริกัน เอเนอร์จี 75% ทำให้เกร็ก อาเบลได้มาทำงานกับบัฟเฟตต์ในปี 2000 และได้ขึ้นเป็นซีอีโอของ มิดอเมริกัน เอเนอร์จี ในปี 2008 ก่อนเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เอเนอร์จี นั่นเอง

4
ผลงานที่โดดเด่นในการทำงานที่เบิร์กเชียร์ของเกร็ก อาเบล คือ การบริหารงานที่เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เอเนอร์จี โดยตั้งแต่เข้ามาทำงาน ได้มีการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้งฟอสซิล, ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ทำให้ผลกำไรเติบโตมาโดยตลอด โดยผลประกอบการปี 2022 มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,904 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 13,277 ล้านบาท)เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2021 ที่ได้กำไร 3,495 ล้านเหรียญสหรัฐ และสูงกว่า 34% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ได้กำไรไป 2,840 ล้านเหรียญสหรัฐ

5
อาเบลมีส่วนร่วมในการเจรจาเข้าซื้อ PacifiCorp ในปี 2005, Nevada Utility ในปี 2013, Dominion Energy’s pipeline ในปี 2020 รวมทั้งดูแล Berkshire Hathaway HomeServices (BHHS) กิจการอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าการตลาดกว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14,624,000 ล้านบาท) และถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ด้วย

6
ก่อนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์จะประกาศว่าอาเบลคือซีอีโอคนต่อไปนั้น นักวิเคราะห์ก็คาดการว่า อาจิต เจน (Ajit Jain) ชาวอินเดีย ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายธุรกิจประกันภัย (Vice Chairman-Insurance Operations) ก็เป็นอีกคนที่เป็นตัวเต็งในตำแหน่งนี้ ทั้งคู่ได้รับการชื่นชมว่ามีสายเลือดของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์อยู่เต็มตัว และเมื่ออาเบลได้รับการแต่งตั้ง อาจิตก็ถูกคาดการว่าจะเป็นมือขวาเหมือนกับที่วอร์เรน บัฟเฟตต์มีมือขวาอย่าง ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) อยู่ข้างกาย

7
แม้ว่า เกร็ก อาเบลจะถูกแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอคนต่อไป แต่เขาอาจไม่ใช่ผู้สืบถอดงานทั้งหมดของเบิร์กเชียร์ เพราะมีการคาดการณ์ว่า โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Howard Buffett) ลูกชายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ จะถูกเสนอชื่อเป็นประธานคณะกรรมการของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เพื่อดูแลงานบางส่วนต่อจากผู้เป็นพ่อ

8
เกร็ก อาเบลมีนิสัยชอบเก็บตัว เงียบขรึม ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ต่างจากปู่บัฟเฟตต์ที่มีนิสัยตรงไปตรงมา และมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านสื่อบ่อยครั้งจนเป็นภาพชินตา

9
เกร็ก อาเบลและอาจิต เจน ได้ค่าตอบแทนสูงสุดในเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์เท่ากัน คือปีละ 19 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 646 ล้านบาท) โดยวอร์เรน บัฟเฟตต์และชาร์ลี มังเกอร์ได้รับค่าตอบแทน 100,000 เหรียญสหรัฐต่อปีหรือราว ๆ 3,400,000 บาทต่อปีเท่านั้น

เป็นเวลาเกือบ 2 ปี แล้วที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ประกาศให้อาเบลเป็นทายาทสืบทอดต่องานต่อจากเขา ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความสบายใจให้กับนักลงทุนที่มีคนมาสานต่องานที่เบิร์กเชียร์แล้ว รวมถึงนักวิเคราะห์ที่ต่างก็ไม่แปลกใจที่อาเบลได้รับการแต่งตั้ง

จากนี้เป็นต้นไป จะได้เห็นบทบาทในการบริหารงาน การให้สัมภาษณ์และการแสดงความเห็นผ่านสื่อของอาเบลมากขึ้น โดยมีปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์และมือขวาอย่างชาร์ลี มังเกอร์ ที่ยังแข็งแรงอยู่ คอยช่วยเหลือ และให้คำแนะนำได้อีกหลายปี เมื่อถึงเวลาลงจากตำแหน่ง เกร็ก อาเบล จะนำพาเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต

====================
เขียนและเรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา

“คน(จะ)รวย” ต้องรู้จัก “วางแผนการเงิน” ก่อนเราจะมีเงินใช้ไปตลอด เราต้องทำสถานะการเงินให้ดีก่อน

ความเป็นจริงเดียวบนโลกนี้ที่เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าเราทุกคนอยากมีเงินใช้อยากอยู่อย่างสุขสบายไม่มีใครอยากเจอความลำบากหรือต้องทำงานไปตลอดชีวิต แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ ปัจจัยที่สำคัญเลย คือ เราต้องมีการวางแผนการเงินที่ดีมากๆ หรือมีเงินเก็บจำนวนที่มากพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดว่าทุกคนรู้ครับ แต่การจะทำได้จริงนั้น เป็นเรื่องยากเหลือเกิน แต่ถึงยาก เราทุกคนก็ต้องลงมือทำอยู่ดี

อย่างล่าสุดก็มีลูกเพจ aomMONEY มาปรึกษาว่า อยากมีเงินใช้ยาวๆ ในยามเกษียณ ไม่รู้ว่าวิธีการจัดการหรือการวางแผนการเงินที่ทำอยู่ ตัวเองทำถูกไหม” aomMONEY เองรู้สึกว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะวิชาการวางแผนการเงิน ก็ไม่ได้เป็นความรู้ที่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียน ทางเราก็เลยได้ไปศึกษาข้อมูลมาจากหลายๆ ที่เพื่อสรุปหาขั้นตอนการวางแผนการเงินที่เข้าใจง่ายที่สุดมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เพื่อเป้าหมายสู่การมีเงินใช้ในยามบั้นปลาย

ขั้นตอนวางแผนการเงินง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต

1. ก่อนเราจะมีเงินใช้ไปตลอด เราต้องทำสถานะการเงินตอนนี้ให้ดีก่อน

ทุกคนอยากมีอิสรภาพทางการเงินครับ อยากมีเงิน อยากรวย อยากอยู่อย่างสุขสบาย แต่ก่อนจะรวยได้นั้น เราก็ต้องมีสถานะการเงินที่ดี โดยเริ่มจากการวางแผนการเงินก่อน ตั้งแต่กำหนดเป้าหมายในชีวิต เช่น อยากจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ แล้วอยากมีเงินใช้หลังเกษียณอีกเท่าไหร่ โดยคิดออกมาเป็นเดือนๆ เลยนะครับว่าเดือนนึงอยากใช้เงินกี่บาท และจะชีวิตยืนยาวอยู่แค่ไหน จากนั้นค่อยเริ่มต้นวางแผนการออมเงินว่าเราควรออมเดือนละเท่าไหร่และต้องลงทุนกับอะไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น โดยต้องไม่ลืมวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้ดี ออมก่อนใช้เสมอ และที่สำคัญบริหารจัดการหนี้สินให้ดี หนี้เป็นได้ แต่ควรเป็นหนี้ที่ช่วยสร้างตัว และห้ามเป็นหนี้เยอะจนเกินตัว

???? คำแนะนำจาก aomMONEY : พยายามควบคุมหนี้อย่าให้เกิน 50% ของรายได้นะครับ

2. สร้างเกราะคุ้มกัน เพื่อปกป้องความเสี่ยงที่จะเข้ามา

ชีวิตของคนเราต้องพบเจอกับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุ เจ็บป่วย การปกป้องความเสี่ยงของเราเองจึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้าม เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เพราะเมื่อมีเหตุคาดฝันไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยเราก็ยังมีประกันที่ช่วยเราในเรื่องค่าใช้จ่าย

???? คำแนะนำจาก aomMONEY : เจียดเงินสัก 10% ของรายได้ เพื่อเริ่มทำประกันสุขภาพ แล้วถ้ามีรายได้เยอะขึ้น ค่อยทยอยซื้อเพิ่มเอาครับ

3. ศึกษาความรู้ทางการเงินเพื่อหาช่องทาง “เงินต่อเงิน”

สมัยนี้ การที่เรามีเงินออมไว้ในธนาคารเพียงแค่อย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายตามที่ฝันไว้ได้ ต้องลองมองหาช่องทางที่จะสามารถต่อยอดมูลค่าเงินของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้หรืออื่นๆ แต่นอกจากจะเริ่มลงทุนแล้ว ก็อย่าลืมที่จะวางแผนภาษี กันต่อด้วย เพราะการวางแผนภาษีจะช่วยทำให้ลดภาระภาษีของเราให้น้อยลง ทำให้เรามีเงินออมมากขึ้น และยังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีกด้วย

???? คำแนะนำจาก aomMONEY : การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีก่อนลงทุนเสมอ ที่สำคัญไม่มีการลงทุนประเภทไหนการันตีผลตอบแทนนะครับ ถ้าการันตีมาแสดงว่าคุณถูกหลอกแล้ว

การไปสู่ชีวิตมีเงินใช้ในยามบั้นปลาย เป็นความฝันของใครหลายคนไม่ใช่แค่ชาวออฟฟิศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้เราจะรู้หลักการและวิธีคิด การจะทำได้จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะไปถึงฝั่งฝัน เพราะมันต้องอาศัยการวางแผนการเงินที่รอบคอบ วินัยทางการเงินที่ดี และที่สำคัญเราก็ต้องยอมรับกันตามความเป็นจริงว่า “ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน” ทว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างอยู่ที่เราจะลิขิต หากไม่ลงมือทำวันนี้ ก็คงไม่รู้ว่า ความฝันที่เราอยากมีชีวิตทางการเงินที่ดีในอนาคต นั้นจะมาถึงวันไหน เป็นกำลังใจให้ทุกคนไม่ย่อท้อและตั้งมั่นกับเป้าหมายของตัวเอง เพราะตัว บ.ก. เองก็พยายามอยู่เหมือนกันครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save