กรณีศึกษาหุ้นอสังหาฯ ALL ร่วง 96% ตั้งแต่ IPO ร่วงหนักสุดอันดับ 3 ของปี เกิดอะไรขึ้นและมีสัญญาณอันตรายอะไรก่อนหน้าบ้าง?

หุ้น ALL ราคาร่วง 96%* นับตั้งแต่ออก IPO ปี 2562 และ ร่วง 75%* นับตั้งแต่ต้นปี 2566 (*ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 66) กลายเป็นหุ้นที่ร่วงแรงมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในครึ่งปีแรก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มาดูกัน..

ALL (บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)) ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ วันแรกในเดือน พ.ค.2562 สถิติสูงสุดในวันนั้นคือ 2.6 บาท (ราคาหลังเพิ่มทุน) และมีราคาปิดที่ 1.96 บาท

ประเด็นใหญ่ของ All ตอนนี้คือเรื่องผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 4 ชุด รวมมูลค่ากว่า 16.9 ล้านบาท

ซึ่งสาเหตุหลักนั้นมาจากบริษัทขาดสภาพคล่อง มีเงินสดหมุนเวียนไม่ทันมาตั้งแต่ปี 2565 เนื่องจากบริษัทเร่งขยายธุรกิจผ่านการซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการหลายแห่ง แต่ไม่เป็นไปตามแผน

บางโครงการประสบปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เช่น ติดปัญหาการก่อสร้าง และไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เกิดขาดทุนจากการยกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดิน ทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ

นอกจากนี้ ในกลางปี 2565 บางโครงการของ ALL อย่างเช่น The Excel, The Impression มีปัญหาการก่อสร้างล่าช้า ไม่ส่งมอบงานให้ลูกค้าตามกำหนด ทำให้มีกลุ่มลูกค้าออกมาฟ้องร้อง

เมื่อไม่มีการส่งมอบงานให้ลูกค้า ก็ไม่เกิดการรับรู้รายได้นั่นเอง

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ ALL ขาดสภาพคล่อง

ALL พยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยออกหุ้นกู้จำนวน 709.9 ล้านบาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 และออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อจัดสรรให้กับบุคคลในวงจำกัดอีก 6 ครั้ง ระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2565 รวมเป็นเงินมูลค่า 273 ล้านบาท

แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป สภาพคล่องยังไม่พอ..

ทำให้ปัจจุบัน (1 ก.ค.66) All ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 4 ชุด รวมมูลค่า 16.9 ล้านบาท

กรณีศึกษาของ All จะสังเกตเห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้มาจากเรื่องการขาดสภาพคล่องเป็นหลักจากการขยายธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามแผน ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อเรามาดูผลประกอบการ ตั้งแต่จดทะเบียนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ พ.ค.2562 พบว่า..

ปี 2562 ALL มีกำไร 501 ลบ.
ปี 2563 กำไรเริ่มลดลง เหลือ 242 ลบ.
ปี 2564 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน -347 ลบ
และ ปี 2565 ขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น -1,495 ลบ.

จะเห็นว่า ราคาของ All ก็ปรับตัวลดลงเรื่อยๆ สอดคล้องกับผลประกอบการที่ลดลง

สัญญาณที่สะท้อนสภาพคล่องที่ลดลงของ All ดูได้จาก ‘อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนในปี 2565 ของ All อยู่ที่ 0.85 เท่า น้อยกว่า 1 นั่นสะท้อนว่า All มีสินทรัพย์ที่จะแปลงเป็นเงินสดภายในระยะเวลา 1 ปี น้อยกว่า หนี้สินที่ต้องชำระในระยะเวลา 1 ปี’

และอีกอย่างหนึ่งคือวงจรเงินสด ในปี 2565 ของ All อยู่ที่ 2,200 วัน ในขณะที่เพื่อนๆในอุตสาหกรรมเดียวกันมีวงจรเงินสดที่ 800-1,100 วัน

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า บริษัทต้องเงินจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้าล่วงหน้าก่อนจะได้รับเงินจากการขายสินค้าถึง 2,200 วัน หรือ 6 ปี นั่นเอง

ในส่วนของหนี้สิน All มีหนี้สินสูงมาตั้งแต่ก่อนเข้า IPO ปี 2562 โดยมี D/E อยู่ที่ประมาณ 3 เท่า

ปี 2565 มี D/E 6.69 เท่า

ซึ่งก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น

ไตรมาส 1 ปี 2566 มี D/E สูงถึง 10.43 เท่า ส่วนนี้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเงินของ All ที่เพิ่มขึ้น

อีกสัญญาณอันตรายที่น่าสนใจ คือ Free Float หรือ ‘สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยในตลาด’ เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ จาก 33.36% ในเดือน มี.ค.65 เพิ่มเป็น 69.92% ในเดือน มี.ค.66

ตรงนี้สะท้อนว่ามีรายใหญ่เทขายหุ้นออกมา และเมื่อเข้าไปดูข้อมูลแล้วก็พบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

ในระหว่างปี 2565 ผู้บริหารของ All มีการทยอยขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง รวมขายสุทธิ 397 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 460 ล้านบาท

ณ 30 มิ.ย. 66 All มีราคาหุ้น 0.09 บาท เป็นราคาร่วงแรงถึง 96% จากวันที่ออก IPO ปี 2562
หรือร่วงถึง 75% นับตั้งแต่ต้นปี

ทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่า

-ธุรกิจอสังหานักลงทุนต้องติดตามความคืบหน้าของโครงการว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ เพราะส่งผลต่อรายได้และกำไรของกิจการ ซึ่งผลประกอบการก็ย่อมมีผลต่อราคาหุ้น
-หนี้สินที่สูง สะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเงิน และปัญหาสภาพคล่องที่อาจตามมา
-สภาพคล่องมีผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจ
-ผู้บริหารเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า ธุรกิจกำลังเจอปัญหาอะไรบางอย่าง

สุดท้าย พวกเรานักลงทุนก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า All จะสามารถแก้สถานการณ์พลิกกลับมาเป็นกำไรได้อีกหรือไม่ และสามารถชำระหนี้หุ้นกู้ได้ตามกำหนดหรือไม่ เพราะถ้าทำไม่ได้ .. ก็อาจทำให้ All ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกตินั่นเอง

เขียนและเรียบเรียงโดย : พัทธนันท์ เตชะเสน (CISA2, Investment Frappe)

ทำไมสิงคโปร์ถึงเป็นคำตอบสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

ถ้าพูดถึงประเทศเล็กๆ ที่ถึงขึ้นเล็กสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็คงจะหนีไม่พ้น “สิงคโปร์” เพราะมีขนาดพื้นที่เพียงครึ่งเดียวของกรุงเทพมหานครเท่านั้น และประชากรก็อยู่ราว 5.6 ล้านคน เรียกได้ว่าทรัพยากรของประเทศนี้มีจำกัดแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น “ที่ดิน” หรือ “มนุษย์” ก็ตาม

แต่ข้อจำกัดนี้ ถูกนำมาใช้เป็นหัวใจในการบริหารจัดการประเทศของสิงคโปร์ ด้วยหลักการ “ประหยัด” และ “มีประสิทธิภาพ” จนทำให้สิงค์โปรก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำในหลากหลายด้าน และล่าสุด สิงคโปร์มีแผนผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางของการจัดคอนเสิร์ตให้ได้อีกด้วย

สิงคโปร์ได้ตั้งเป้าที่จะเป็น “Concert hub” โดยมีคณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Si​​ngapore Tourism Board) หรือ STB เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนโปรเจคนี้

STB ได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมากในการผลักดันให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางคอนเสิร์ตในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการจัดคอนเสิร์ต เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ที่กำลังจะจัดขึ้นด้วย ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวอาเซียนที่จัดคอนเสิร์ตสวิฟต์

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสิงคโปร์ก็ได้จัดคอนเสิร์ตให้กับศิลปินชื่อดังระดับโลกหลานคน เช่น เลดี้กาก้า, โคลด์เพลย์, เอ็ด ชีแรน, จัสติน บีเบอร์, เรดฮอตชิลลี่เปเปอร์, มารูนไฟฟ์ และอีกมากมาย

ทำไมประเทศสิงคโปร์ถึงเป็นคำตอบของการจัดคอนเสิร์ต?

(1) การผลักดันเชิงนโยบาย

อย่างที่พูดถึงไปข้างต้น สิงค์โปรมีหน่วยงาน ที่ชื่อ “STB” คอยสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเงิน หรือการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ทำให้อุปสรรคในการจัดคอนเสิร์ตถือว่าน้อยมากๆ

(2) แฟนคลับมีจำนวนมาก

ยกตัวอย่าง ในคอนเสิร์ตของ Taylor Swift ที่กำลังจะจัดขึ้น ในตอนแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 2, 3 และ 4 มีนาคม 2024 เท่านั้น แต่ล่าสุดเนื่องจากความต้องการที่มีเยอะมากๆ ทำให้ต้องเพิ่มรอบวันที่ 7, 8 และ 9 มีนาคม 2024 เข้ามาด้วย

รวมทั้งที่ผ่านๆ มา จากฐานแฟนคลับที่เยอะมากๆ Taylor Swift ส่งผลให้ความต้องการบัตรของผู้บริโภคมีมากกว่าความต้องการขายของผู้ผลิต ทำให้บัตรขายหมดไวมากๆ และ เหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากบัตรหมด คือ Resale หรือ การอัพราคาขายบัตรหลังบัตรหมด ซึ่งราคาบัตรได้อัพไปสูงหลายเท่า แต่แฟนคลับก็ยังเต็มใจที่จะจ่าย ถึงขั้นว่ามีแฟนคลับที่เป็นเจ้าของร้านพิซซ่าในเมืองลุยเซียนา แลกบัตร 2 ใบ กับการกินพิซซ่าฟรี 1 ปีก็มี จากเหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความต้องการชมคอนเสิร์ตของสวิฟต์มีสูงมากๆ และแฟนคลับยังมีหลากหลายเชื่อชาติ หลากหลายเพศ หลากหลายวัย และ หลากหลายอาชีพ อีกด้วย

(3) สิงคโปร์มีทำเลที่ตั้งที่ดี

สิงคโปร์มีทำเลที่ตั้งที่ดี และได้เปรียบกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค และ ยังมีระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม อีกทั้งยังมีสถานที่จัดงานอย่างสนามกีฬาแห่งชาติอย่าง Singapore Indoor Stadium, Singapore Sports Hub ซึ่งเคยจัดงานใหญ่ๆ มาแล้วหลายงาน ทั้งคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลก รวมทั้งการจัดแข่งขันฟุตบอลของทีมใหญ่ๆ เช่น เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เรอัลมาดริด และอีกมากมาย

คอนเสิร์ตกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

การผลักดันแผน “Concert hub” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีมาก เนื่องจากการจัดคอนเสิร์ตสัก 1 ครั้ง ทำให้หลายอุตสาหกรรมและหลายธุรกิจได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจจัดงาน Event ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหาร แม้กระทั่งธุรกิจเสื้อผ้า เครื่องประดับ และอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการไปชมคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่าง คอนเสิร์ตของสวิฟต์ ก็ได้กระตุ้นเศรษฐกิจของทุกเมืองที่ไป เนื่องจากผู้ชมคอนเสิร์ตมีเยอะมากๆ ทำให้ช่วงเวลาที่จัดคอนเสิร์ตตามเมืองต่างๆ ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยเงินกันอย่างสนุกสนาน อย่างเมือง แอริโซนา, ลาสเวกัส, แอตแลนตา, บอสตัน และอีกหลายๆ เมือง โรงแรมหลายๆ ที่ที่มีการจัดคอนเสิร์ตก็เต็ม ร้านอาหารก็ขายดีมากๆ จนบางร้านทำเมนูพิเศษเกี่ยวกับสวิฟต์ออกมาขาย อีกทั้งยังมีเรื่อง เมือง เกลนเดล (Glengale) รัฐแอริโซนา เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “สวิฟต์ ซิตี้” (Swift City) เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อต้อนรับคอนเสิร์ตของสวิฟต์ และโปรโมตในฐานะเมืองแรกในการเปิดทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหม่ “The Eras Tour”

มองกลับมาที่บ้านเรา ประเทศไทยเองก็มีการจัดคอนเสิร์ตเยอะไม่แพ้สิงคโปร์ โดยประเทศไทยช่วงหลังโควิดที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคอนเสิร์ตกลับมาบูมมากๆ ซึ่งประเทศไทยเองนับเป็นหนึ่งในตลาด K-POP ที่สำคัญมากๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญในการมาทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินเกาหลีหลายๆ วง เช่น BlackPink, iKon, Aespa, Red Velvet และ Treasure และอีกหลายๆวง อีกทั้งยังมีการจัดงาน Golden Disc Awards ครั้งที่ 37 ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลของวงการ K-POP ซึ่งไม่ได้มีแค่ K-POP เท่านั้นที่จัดแสดงที่ไทย ยังมีอีกหลายศิลปินหลากหลายสัญชาติ ให้เราได้ดูกันแทบจะทุกเดือนตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว

เศรษฐีร้อยล้านกับรถเก่าที่ใช้มา 20 ปี “ผมซื้อรถใหม่พรุ่งนี้ได้ไหม? ได้สิ แต่มันสำคัญกับผมรึเปล่า?​ ไม่เลย”

ถึงแม้จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน ก็ไม่เคยคิดว่าอยากจะซื้อรถหรูคันใหม่มาใช้เลย

อันที่จริงแล้วเศรษฐียังคงขับรถ Honda Accord ที่เขาซื้อเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2005 อยู่ทุกวัน นับถึงตอนนี้อายุของรถก็เกือบ 20 ปีเข้าไปแล้ว เขาบอกกับเว็บไซต์ CNBC ว่า

“มันเป็นรถที่สมเหตุสมผลนะ ผมดูแลมันอย่างดี ผมซื้อรถใหม่พรุ่งนี้ได้ไหม? ได้สิ แต่มันสำคัญกับผมรึเปล่า?​ ไม่เลย”

การขับรถที่ไม่ต้องผ่อน ทำให้เศรษฐีเองมีเงินเหลือเยอะขึ้นในแต่ละเดือนเพื่อใช้สำหรับสิ่งที่ ‘สำคัญ’ สำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง เอาเงินไปลงทุน หรือการบริจาคเงินในส่วนต่าง ๆ ด้วย

เศรษฐีเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “หน้าปัดของเงิน” หรือ “Money Dial” นั่นเอง

ซึ่งตามหลักคิดของเขาแล้ว คุณจะสามารถใช้เงินมากขึ้นกับสิ่งที่นำความสุขมาให้กับคุณโดยลดการใช้จ่ายในสิ่งที่คุณไม่ได้สนใจอะไรกับมันสักเท่าไหร่นัก

ลองจินตนาการใช้เงินแต่ละแบบนั้นจะมีหน้าปัดของเงินเป็นของตัวเอง นึกถึงปุ่มหมุนบนหน้าปัดวิทยุก็ได้ครับ อย่างรถยนต์ก็มีหน้าปัดอันหนึ่ง ท่องเที่ยวก็มีหน้าปัดอีกอันหนึ่ง กินข้าวกับครอบครัวก็อีกอันหนึ่ง ฯลฯ

“ผมใช้เงินเยอะมากกับสิ่งที่ผมรัก และลดส่วนที่ไม่สนใจออกหมดเลย”

นั่นหมายความว่าสำหรับเศรษฐีแล้วหน้าปัดของรถยนต์ก็ถูกหมุนจนเหลือต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหน้าปัดส่วนการเดินทางก็สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบอ่านหนังสือก็ใช้เงินซื้อหนังสือ ถ้าคุณชอบดูหนังก็ใช้เงินไปดูหนัง แต่ส่วนไหนที่คุณไม่สนใจก็ตัดออกไปให้หมด หรือให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“นี่คือตอนที่เงินกลายเป็นบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าแค่สิ่งที่เอาไว้จับจ่ายซื้อของ เงินส่วนนี้สร้างความหมาย และนั่นก็เป็นแกนหลักสำคัญของชีวิตที่ร่ำรวย” เศรษฐีกล่าว

เราถูกสอนมาให้ประหยัดเงิน อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แม้จะชอบอะไรมาก ๆ ก็อย่าซื้อถ้าไม่จำเป็น

“มันโอเคนะที่จะอยากได้อะไรสักอย่าง และมีเงินพอที่จะซื้อมันได้”

แทนที่จะพยายามกีดกันตัวเองจากสิ่งที่ตัวเองรัก วิธีนี้จะช่วยให้คุณมองดูสิ่งเหล่านี้ใหม่และใช้เงินกับมันได้ แต่นั่นก็หมายถึงการตัดส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการชดเชยการใช้จ่ายตรงนี้ด้วย

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการใช้วิธีของเศรษฐีคือการวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างมีสติ แบ่งเงินออกเป็น 4 หมวด

1. รายจ่ายประจำ – ค่าเช่าบ้าน หนี้การศึกษา ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
2. ส่วนเงินออม – เก็บเงินสำรองฉุกเฉินเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
3. ลงทุน – ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนหุ้น ฯลฯ
4. เงินที่ใช้ได้โดยไม่รู้สึกผิด – เดินทาง กินข้าวนอกบ้าน ซื้อหนังสืออ่าน

สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรับผิดชอบในส่วนที่จำเป็นในชีวิตก่อน (รายจ่ายประจำ ออมเงิน ลงทุน) แล้วถ้าเงินเหลือค่อยเอาไปใช้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร

เศรษฐีกล่าวปิดท้ายว่า “เราถูกสอนมาว่าเงินนั้นต้องประหยัดทุกบาท มาลองพลิกกลับกันดู ลองดูว่าจะใช้มันกับสิ่งที่เรารักได้มากขึ้นยังไง”

“หมดยุคของรายได้ทางเดียว” เพราะ “รายจ่าย” มากกว่า “รายรับ” อยากอยู่รอดต้องมีอาชีพที่ 2

ในยุคที่โควิดยังระบาดอยู่แบบนี้ นอกจากสุขภาพกายแล้ว ก็มีสุขภาพการเงินนี่แหละครับที่ต้องดูแลไปควบคู่กัน ที่ผ่านมาหลายธุรกิจต้องลดจำนวนพนักงาน หรือถ้ากระทบหนักก็ต้องปิดตัวไป …จนสะเทือนมาถึงมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องเกาะเก้าอี้ให้แน่น พร้อมภาวนาให้ผ่านจุดๆ นี้ไปสักที

ณ ตอนนี้เราทุกคนจึงเข้าโหมด “หมดยุคของการมีรายได้แค่ทางเดียว” เดี๋ยวเราจะมาพูดคุยกันถึงประเด็นนี้กันครับว่า ทำไมมีรายได้ทางเดียวถึงไปไม่รอด แล้วการมีอาชีพที่ 2 มันช่วยให้เรารอดได้อย่างไร!

ทำไมยุคนี้ อยากรอดต้องมีอาชีพที่สอง?

มีอาชีพที่สอง = ทางรอด

ก่อนหน้านี้ มนุษย์เงินเดือนมักถูกมองว่ามีความมั่นคง มีโอกาสตกงานน้อยถ้าเทียบกับคนที่ทำธุรกิจของตนเองหรือฟรีแลนซ์ แต่พอเจอโควิด หลายบริษัทต้องลดจำนวนพนักงานหรือปิดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาชีพสายการบินและการท่องเที่ยวที่โดนเต็มๆ เลยครับ

จะเห็นเลยว่า ความรู้สึกมั่นคงที่เราเคยสัมผัส มันลดลงเรื่อยๆ เลือนลางไปตามกาลเวลา ซึ่งการมีอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ นี่แหละครับ ที่จะเป็นไฟแห่งความหวัง ในวันที่เงินเดือนของมนุษย์เงินเดือนเริ่มสั่นคลอน

มีอาชีพที่สอง = มีแหล่งรายได้สำรอง

เพราะความแน่นอนไม่มีอยู่จริงครับ ต่อให้ไม่มีโควิด รายได้แค่ทางเดียวก็ยังเสี่ยงเกินไปอยู่ดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะมาปัญหาสุขภาพของเราเองหรือครอบครัว จากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด

และแรงสะเทือนที่เราเจอจากโควิด เป็นแค่หนึ่งในความเสี่ยงของการมีรายได้ทางเดียวเท่านั้น อย่างโควิดเอง ก็ไม่มีใครรู้ใช่ไหมล่ะครับ ว่าจะกลับมาอีกรอบตอนสิ้นปีและยาวมาจนถึงตอนนี้… จะเห็นเลยนะครับว่า พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ การหาอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ ตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นการเตรียมรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไม่รู้ตัวถึงสำคัญ

มีอาชีพที่สอง = มีรายได้เพิ่มขึ้น

เชื่อว่าจากการระบาดของโควิด คงทำให้พวกเรารู้ว่าเงินเก็บสำคัญแค่ไหน แล้วในสถานการณ์แบบนี้ ถ้ามีรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้เท่าเดิม เงินเก็บที่เคยมีอาจจะลดลงเรื่อยๆ หรือถ้าเงินเก็บน้อยอยู่แล้ว อาจจะน้อยลงไปอีกจนไม่เหลืออะไรไว้เก็บเลยก็ได้

เพราะงั้น ถ้าจะหวังพึ่งรายได้ทางเดียวแบบที่เคย…ก็คงไม่อุ่นใจเท่าไหร่ อาชีพที่สองจึงมาตอบโจทย์นี้นั่นเอง แถมนอกจากเงินเก็บจะช่วยให้เราอุ่นใจขึ้นแล้ว ยังสามารถนำไปลงทุนต่อเพิ่มเงินออมได้อีกด้วยครับ

มีอาชีพที่สอง = มีโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตมากขึ้น

เพราะชีวิตเราไม่ได้หยุดอยู่กับที่ การมีอาชีพที่สอง นอกจากจะเพิ่มรายได้แล้ว ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตอีกด้วย วันใดวันนึง เงินที่เราได้รับจากอาชีพรองอาจจะมีมากกว่าอาชีพหลัก และกลายมาเป็นโอกาสทองของชีวิตเลยก็ได้

นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว สำหรับใครที่อาจรู้สึกว่ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ หรือมีอะไรที่อยากทำแต่ไม่ได้ลองสักที เพื่อนๆ อาจจะได้เจอคำตอบนั้นตอนหาอาชีพที่สองทำก็ได้นะครับ

สรุป

อาชีพที่สองก็เหมือนอาชีพที่หนึ่งหรืออาชีพหลักที่เราทำอยู่นั่นแหละครับ มีทั้งคนที่ทำแล้วสำเร็จกับไม่สำเร็จ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น จัดการเวลาได้ดีพอไหม? หรือความสามารถที่เรามีน่ะพอรึยัง? แต่ถึงแบบนั้น อาชีพที่สอง ที่สาม หรือที่สี่จะไปได้สวยไหม

“ไม่มีใครรู้หรอก…ถ้ายังไม่ได้ลอง จริงไหม?”

ไม่ว่าอาชีพที่สองของเพื่อนๆ จะเป็นอะไร
aomMONEY ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอครับ

สูตรออมเงินด้วยสมอง 2 ซีก ทั้ง “จินตนาการ” และ “ความรู้” คุณใช้ซีกไหนมากกว่ากัน?

อย่างที่รู้กันว่ากลไกการทำงานของสมอง แบ่งเป็น 2 ซีก คือฝั่งขวา (ด้านอารมณ์) และฝั่งซ้าย (ด้านตรรกะ) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า การเก็บเงิน คำนวณค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องที่น่าปวดหัว จุกจิก มีแต่ตัวเลข เลยไม่เริ่มบริหารการเงินอย่างจริงจัง ใช่ไหมหล่ะครับ

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะรูสึกว่าทฤษฎีนี้อาจจะล้าหลังไปแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ก็มี Apps หรือโปรแกรมที่ช่วยให้เราออมเงินเยอะแยะ แต่มันจะดีแค่ไหนหากเรารู้จักพฤติกรรมของตัวเอง รู้เท่าทันความต้องการที่แท้จริงของตัวเองใช่ไหมหล่ะครับ aomMONEY มีตัวอย่างเหตุการณ์สร้างอัจฉริยะเป็นตัวอย่าง

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ขณะที่เขาอายุ 19 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในขณะนั้น แต่เขาเชื่อและเห็นว่าเครือข่ายออนไลน์จะได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจจากวัยรุ่น เขาก็หยุดเรียนเพื่อออกมาพัฒนาเว็บไซต์ร่วมกับเพื่อน จากนั้น 2 ปี เว็บไซต์เฟซบุ๊ก (Facebook) กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และเป็นเครือข่ายออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกนั่นเอง เขาจึงเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกขวาจินตนาการเหตุการณ์ในอนาคตใช้อารมณ์ในการตัดสินใจและใช้สมองซีกซ้ายในการพัฒนาเว็บไซต์เช่นกัน

บิล เกตส์ (Bill Gates) ระหว่างที่เข้านั่งเรียนในชั้นเรียน เขาเริ่มจินตนาการว่าจะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลง่ายขึ้น ด้วยการสมองซีกขวาจินตนาการถึงภาพของรูปต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแบบระบบปฏิบัติการวินโดว์ส (Window) ก่อน แล้วจึงใช้สมองซีกซ้ายค่อยศึกษารายละเอียด โดยทั่วไปแล้วนักออกแบบโปรแกรมส่วนใหญ่ก็มักใช้ซีกซ้ายมีตัวเลขในหัว แต่เมื่อบิล เกตส์ ลองคิดมุมกลับใช้สมองซีกขวาก่อนทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะทางด้านนี้ทันที

นี่เป็นตัวอย่างของบุคคลประสบความสำเร็จที่มีวิธีคิดล้อไปตามการทำงานของสมองทั้ง 2 ซีก เช่นเดียวกันกับการออมเงินถ้าเราลองประยุกต์การใช้งานสมอง รู้จักการเชื่อมโยงเงื่อนไขต่าง ๆ เข้ากับจินตนาการให้เกิดประสบการณ์ได้อย่างลงตัว ก็จะประสบความสำเร็จด้านการเงินได้เช่นกันครับ เพราะแท้จริงแล้วการออมก็เป็นส่วนผสมของจินตนาการและความรู้ คือการเริ่มต้นด้วยการแตกย่อยไอเดียจากจินตนาการการคาดคะเนสถานการณ์ในอนาคต ก่อนจะตกตะกอนหาวิธีสู่การสร้างเงื่อนไขให้เหมาะกับพฤติกรรมของตัวเอง

ในส่วนการออม คือ สร้างเป้าหมาย + วิธีเก็บเงิน อาจจะฟังแล้วอาจจะสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองยังไง? มาดูกับ

สมองซีกขวา (Divergent Thinking)

1. นึกถึงพฤติกรรมการใช้เงิน ของตัวเองในปัจจุบัน จินตนาการคะเนค่าใช้จ่ายในอนาคต สั้น กลาง ยาว

2. มองการณ์ไกลโดยจำลองสถานการณ์ในอนาคต ว่าหากมีพฤติกรรมการใช้เงินหลาย ๆ แบบ แล้วจะส่งผลอย่างไร รวมถึงเผื่อความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสร้างความกลัวให้เกิดแรงฮึดในการเก็บเงิน

3. สร้างสรรค์วิธีการเก็บเงินที่เหมาะกับตัวเอง เพราะแต่ละคนก็มีเงื่อนไขการดำเนินชีวิตต่างกัน แล้วต้องตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์

4. ควบคุมอารมณ์ความอยากได้อยากมี เพื่อลดรายจ่าย สร้างความสนุกในการเก็บเงิน ให้ไม่ท้อถอยหรือยอมแพ้ระหว่างทาง

สมองซีกซ้าย (Convergent Thinking)

1. รู้จักเรียนรู้เรื่องเงินทอง และการจัดการการทั้งหมด รวมถึงแนวความคิดการออม

2. จัดหมวดหมู่รายรับ – รายจ่าย คำนวณว่ามีรายรับเท่าไหร่ช่องทางไหนบ้าง และต้องจ่ายเท่าไหร่ค่าอะไรบ้าง

3. ตัดสินใจตั้งเป้าหมายของตนเอง พร้อมกับกำหนดระยะเวลาที่จะไปถึงเป้าหมายด้วย แจกแจงรายละเอียด

4. ตรวจสอบ/ติดตามการใช้เงินของตนเอง ว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไหม ถ้าไม่ก็ต้องทบทวนว่ามีสาเหตุจากตรงไหน

สุดท้ายนี้ aomMONEYขอแนะนำนักออมหน้าใหม่ต้องมีเงินออมเผื่อมฉุกเฉินที่ครอบคลุมรายจ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือนนะครับ แล้วหลังจากบรรลุเป้าหมายการออมจึงจะนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนให้งอกเงยต่อไปครับ

“ยืมปีนี้ คืนปีไหน” เทคนิคทวงเงินคืน ฉบับรักษามิตรภาพ

“ทวงมากเดี๋ยวไม่คืน!!”

วลีเด็ดที่ลูกหนี้ตัวดีใช้ขู่เจ้าหนี้อยู่บ่อยครั้ง โลกมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน เพราะบ่อยครั้งที่คนทวงเงินถูกมองว่าเป็นคนไม่มีน้ำใจ ทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนให้ยืมแท้ ๆ น่าเศร้านะ

เชื่อว่าหลายคนประสบปัญหา กับการ “ทวงเงิน” มันดูเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยมีใครชอบทำ โดยเฉพาะเวลาที่เพื่อนยืมเงินเราไป ไม่กล้าทวงเงินเพื่อนตรง ๆ, กลัวเพื่อนจะว่า, กลัวจะเสียมิตรภาพ ฯลฯ แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะเรามี 4 เคล็ดลับวิธีการในการทวงเงินที่เพื่อนยืมไปมาแนะนำกัน

1. แกล้งลืมมา..ก็แกล้งลืมกลับ ไม่โกง

ถ้าคนที่ยืมเงินแกล้งเนียน..ทำเป็นลืมไปจนเราใจคอไม่ดี แล้วทำไมคนให้ยืมจะแกล้งลืมบ้างไม่ได้ เหมือนกับว่าไม่ได้ตั้งใจทวงนะ เช่น

“เอ๊ะ! แกคืนเงินเรายังนะ นี่เราหาไม่เจอ”

“งงจัง เงินเดือนนี้หายไปไหนพันนึงนะ”

แต่อยากฝากนิดนึงว่าอย่าทวงเงินต่อหน้าคนอื่น ไม่ข่มขู่ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง เพราะมันอาจทำลายความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการทวงเงินผ่านช่องทางโซเซียล เพราะคนที่ยืมเงินไปจะรู้สึกเสียหน้า พาลไม่คืนเราไปซะงั้นก็เป็นได้

2. ดราม่าเข้าใส่ ร้อนเงินขั้นสุด

ลองสร้างเรื่องราวว่ามีเรื่องต้องใช้เงินเหมือนกัน เดือนร้อนจริง ๆ นะ ดราม่าใส่ให้ฟังไปเลย

“โอ๊ยยย เดือนนี้เราช็อต ต้องส่งให้ที่บ้านอีก”

“เศร้า แมวที่บ้านป่วยอีกละ โดนค่าหมอไปหลายพันเลยแก เฮ้อ”

“จะไม่มีเงินกินข้าวแล้วเนี่ย”

ถ้าคนยืมไปเขาคิดได้ก็น่าจะเห็นใจเราขึ้นมาบ้าง คืนมาสักครึ่งนึงก่อนก็ยังดี เนอะ! แต่ถ้ายังนิ่งเฉยอยู่อีก ขอแนะนำให้คุณใช้ขั้นตอนต่อไป

3. ใช้บุคคลที่ 3 ช่วยอีกแรง

บางสถานการณ์หรือบางกรณี เราอาจพูดทวงเองไม่ได้ เช่น คนยืมเป็นหัวหน้าหรือญาติเรา ก็ลองให้คนอื่นรอบตัวเค้าพูด ไหว้วานเพื่อนสนิท, ผู้ใหญ่ช่วยพูดแทนให้ รวมถึงอาจสร้างสถานการณ์การยืม-คืนเงิน ให้เห็นต่อหน้าเขา

4. ไม่เป็นไร..แบ่งจ่ายได้นะ

คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ถ้าเราลองคิดถึงจิตใจคนยืมว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ ถึงได้มายืมเงินเรา ถ้าเรายิ่งไปกดดันและเร่งรัดมากเกินจะกระทบต่อความหวังดีที่เรามีให้ได้ เลยอยากให้ทวงเงินแบบซอฟต์ ๆ ให้เวลาและทางเลือกเพิ่ม เช่น

เกริ่นด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “มีเงินพอจะคืนมั้ย”

“ถ้าไม่พอแบ่งจ่ายก็ได้นะ ค่อย ๆ ทยอยคืนก็ได้ ไม่มีปัญหา”

อย่างน้อยวิธีนี้ก็ยังได้เงินคืนแน่ ๆ ช้าแต่ชัวร์ ดีกว่าโดนชิ่งเงียบหายไปในอากาศ

ท้ายที่สุดแล้วถ้าทำตามทุกข้อขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ได้เงินคืนอยู่ดี ก็ถือซะว่าเป็นค่าซื้อประสบการณ์ เรียนรู้การใช้ชีวิต ดีซะอีกว่ารู้นิสัยและคัดคนที่นิสัยไม่ดีออกไปจากชีวิตเรา เพราะว่าการทวงเงินคืนไม่ได้สะท้อนว่าเราแล้งน้ำใจหรือเห็นแก่ตัว ในขณะที่คนยืมต่างหากที่ต้องมีความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์มากกว่า

ส่วนใครเคยเจอกรณีโดนขอยืมเงินไป แล้ว….”หายไปเลย ไม่เคยหวนคืนมา หายไปนาน กับกาลเวลา” มาแชร์ประสบการณ์กันหน่อย

สูตรบริหารเงิน 50/30/20 แบ่งกระเป๋าด้วยแอปฯ Make ของ Kbank จัดระเบียบค่าใช้จ่ายในชีวิตให้อยู่หมัด

[ออกตัวตรงนี้ก่อนเลยว่านี่ไม่ใช่สปอนเซอร์โพสต์ สิ่งที่จะแชร์ต่อจากนี้คือประสบการณ์ใช้งานจริงและคิดว่าเป็นประโยชน์ จึงนำมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนครับ]

เมื่อประมาณครึ่งปีก่อนผมมีปัญหากับเรื่องการจัดการเงินพอสมควร ไม่ใช่ว่าไม่มีรายได้ แต่ทำไมเงินที่เข้ามาถึงเหมือนจะไม่พอกับรายจ่ายในทุก ๆ เดือนเลย ซึ่งเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและอยากหาทางออกกับชีวิตตรงนี้มาก

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ผมไม่เคยทำเรื่องการติดตามเงินเข้าเงินออก ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย เป็นมนุษย์ขี้เกียจคนหนึ่งที่รู้คร่าว ๆ ว่าเออ…เงินเข้า เออ…เงินออก จบแค่นั้น โชคยังดีที่ยังแบ่งเงินไปลงทุนก่อนแล้วที่เหลือค่อยใช้ ไม่งั้นตอนนี้คงมีปัญหามากกว่านี้

เมื่อก่อนจะเป็นแบบนี้ครับ เงินเข้าปุ๊บผมแบ่ง 20% ไป DCA หุ้นบัญชีลูกและบัญชีตัวเอง ส่วนที่เหลือ 80% ก็เอาไว้ใช้จ่ายแต่ละเดือน จบง่าย ๆ แค่นั้น

ปัญหาคือเจ้า 80% ตรงนั้นแหละ บางเดือนก็เหลือ บางเดือนก็ขาด บางทีจะไปเที่ยวเอ๊ะเงินหายไปไหนหมด บางทีรถต้องซ่อม อ้าว…ต้องรอเงินเข้าสิ้นเดือน บางทีต้องจ่ายค่าประกันชีวิต อ้าวว…เงินช็อตอีก คือเป็นแบบนี้ตลอด

จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลมากขึ้น รู้ว่าอ่อ…ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายนะ แบ่งเงินเป็นสัดส่วน สูตรง่าย ๆ ก็ 50/30/20 เลย

สมมุติเงินเข้า 100 บาท

50 – เอาใช้ส่วนจำเป็น (ค่าเช่าบ้าน, เช่ารถ, อินเตอร์เน็ต ฯลฯ)
30 – ของที่อยากได้ (กินข้าวนอกบ้าน, ดูหนัง ฯลฯ)
20 – ลงทุน (กระจายความเสี่ยงแล้วแต่ว่าถนัดแบบไหน แต่เป็นลงทุนระยะยาว ไม่เบิก ไม่ใช้)

สูตรมันไม่ยากครับ ปกติผมแบ่ง 20% ไปซื้อหุ้นทุกเดือน อันนี้สบายอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเจ้า 80% ที่เป็นส่วนจำเป็นและส่วนที่อยากได้นี่แหละที่บริหารไม่ได้ เพราะเจ้า 80% ตรงนี้ต้องแยกอีกว่ามันเป็นเงินที่ต้องใช้ตอนนี้หรือเงินที่ต้องใช้ในอนาคต เพราะไม่งั้นมันก็จะขาด ๆ เกิน ๆ ไปทุกเดือนอีกนั่นแหละ เพราะเงินก้อนนี้พอมันอยู่รวมกันในบัญชีเดียวมันเป็นก้อนใหญ่แล้วบางทีก็ใช้ไปเรื่อย ๆ ไม่ทันดู สุดท้ายไม่เหลือเก็บ

จนกระทั่งวันหนึ่งได้มาเจอกับแอปฯ Make ของ Kbank ซึ่งฟีเจอร์เดียวที่ผมสนใจคือ Cloud Pockets ที่เหมือนแยกกระเป๋าเงินให้เราได้นั่นแหละ คิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์ปัญหาชีวิตของตัวเองที่กำลังเผชิญอยู่ ก็เลยลองเปิดบัญชี จำได้ว่าขั้นตอนไม่ยากเท่าไหร่ (เดี๋ยวใส่ลิ้งก์ไว้ข้างล่าง)

เปิดออนไลน์แล้วก็ใช้ได้เลย ไม่ได้ดูสิทธิ์ประโยชน์อื่นๆ ด้วย เพราะไม่ได้สนใจเรื่องดอกเบี้ยอะไรขนาดนั้น รู้สึกว่าดอกเบี้ยธนาคาร 1.5% หรือ 2% อะไรแบบนี้มันค่อนข้างหยุมหยิม อยากได้ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ชีวิตที่ใหญ่กว่านั้น ถ้าได้ดอกเบี้ยสูงด้วยก็ถือว่าเป็นโบนัสไปละกัน

หลังจากเปิดบัญชี ก็เข้ามาสร้างกระเป๋าตังค์ของตัวเอง เป็นส่วน ๆ ผมแบ่งย่อยเป็นแบบนี้เลย (บางคนอาจจะใช้สูตร 6 กระปุกก็ได้แล้วแต่ความชอบเลยครับ หรือ จะแบ่งย่อย แบ่งน้อย ยังไงก็ตามความจำเป็นของแต่ละคน)

– ค่าใช้จ่ายประจำวัน (xx บาท/เดือน)
– ค่าอินเทอร์เน็ตมือถือรายเดือน (xx บาท/เดือน)
– ค่าหนังสือ (xx บาท/เดือน)
– ค่าอาหารหมา (xx บาท/เดือน)
– ค่าใช้จ่ายในบ้าน ซื้อของเข้าบ้าน (xx บาท/เดือน)
– ค่าน้ำมันรถ (xx บาท/เดือน)
– ค่าประกันชีวิตภรรยา (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าเทอมลูก (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าประกันชีวิตลูก (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าประกันชีวิตตัวเอง (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าประกันรถยนต์ (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าซ่อมรถยนต์ (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าเดินทางท่องเที่ยว (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าของขวัญวันเกิดตัวเอง/ภรรยา/ลูก (เก็บเดือนละ xx บาท)
– ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน 6 เดือน (เก็บเดือนละ xx บาท)
– เงินที่เหลือ

แต่ละกระเป๋าก็เขียนกำกับไว้เลยว่าใช้ได้เท่าไหร่ ส่วนกระเป๋าที่เป็นเงินต้องใช้ในอนาคตก็เขียนกำกับว่าต้องเก็บเดือนเท่าไหร่ ทีนี้ชีวิตสะดวกมาก อารมณ์มันจะเหมือนกับเทคนิคการเก็บเงินใส่ซอง (Cash Stuffing) แต่เป็นรูปแบบดิจิทัลไม่ต้องหิ้วซองเงินสดไปทุกที่

สมมุติเงินผมเข้า 50,000 บาท ก็แยกไปเลย 20% ไปลงทุน ส่วนที่เหลือก็แยกไปตามกระเป๋า ไปยังส่วนที่จำเป็นก่อน (ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ากิน ค่ากาแฟ ค่าน้ำมันรถ ค่าเทอม ประกัน) แล้วที่เหลือค่อยไปยังส่วนที่อยากได้ (ค่าเดือนทาง ค่าของขวัญ ฯลฯ) ถ้าเหลือก็ไปเก็บในกระเป๋า ‘เงินที่เหลือ’

ทีนี้การใช้งานที่ผ่านมาครึ่งปี ชีวิตดีขึ้นมาก คือมันเป็นวิธีจัดการบริหารเงินที่รู้สึกเป็นระบบระเบียบ แม้ตอนแรกเราแบ่ง 50/30/20 ซึ่งก็ดูเป็นระเบียบดีแล้ว แต่ปัญหาคือก้อน 50/30 นี่แหละที่มักจัดการได้ไม่ดีและทำให้เราเงินช็อตอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นทุกต้นเดือน พอเงินเข้าก็ทำแค่ครั้งเดียว ไม่เกิน 30 นาที แล้วชีวิตที่เหลือทั้งเดือนก็ไม่ต้องห่วงอีกต่อไปว่าเงินยังเหลือไหม ใช้เกินไปรึเปล่า ใช้ตรงไหนไปแล้วบ้าง ฯลฯ

คำแนะนำอีกอย่างคือถ้าใช้บัตรเครดิตเพื่อจ่ายเงินในบางครั้งที่จำเป็น (อย่างไปกินข้าวนอกบ้านแล้วมันมีโปรบัตรเครดิตลด 10%) ก็ให้รีบโอนเงินจากกระเป๋านั้นคืนเข้าบัตรเครดิตทันทีเลย อย่ารอจนสิ้นเดือนไม่งั้นเงินอาจจะช็อตได้

ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับ อย่างที่กล่าวข้างต้น นี่ไม่ใช่สปอนเซอร์โพสต์ ไม่รู้ว่าสิทธิ์พิเศษต่าง ๆ ของเจ้าแอปฯตัวนี้คืออะไร ผมใช้แค่ฟีเจอร์เดียวแล้วมันช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น แค่นี้มันก็ดีมาก ๆ แล้วสำหรับผม อาจจะมีแอปฯ อื่น ๆ ในตลาดแต่ส่วนตัวยังไม่เคยลองใช้เพราะฉะนั้นไม่สามารถกล่าวอ้างอิงถึงได้ ยังไงถ้าใครมีประสบการณ์อยากแชร์ก็สามารถคอมเมนต์แบ่งปันกันได้เช่นกันครับผม

3 เหตุผลที่ทำให้คุณเป็น ‘ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังทางด้านการเงิน’

‘สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ’ คำกล่าวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ผลสำรวจจาก The Deloitte Global 2022 ที่ไปสอบถามกลุ่มตัวอย่าง เป็น คน Gen Y และ Gen Z จำนวนกว่า 23,220 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ในจำนวนนี้มี คนไทย 300 คนรวมอยู่ด้วย พบว่า เกินครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน และต่างกังวลว่าจะไม่มีเงินไปจ่ายบิลตอนสิ้นเดือน

คุณอาจจะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอก เมื่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่ได้ขึ้นตามมา ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมนับวันยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่คนที่มีเงินเดือนสูง ๆ ตอนนี้ก็ประสบปัญหาเดือนชนเดือนมากขึ้นเช่นกัน (อาจจะไม่ได้มากเท่ากับคนที่มีรายได้น้อย)

มีแบบสำรวจอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจในปี 2020 ในอเมริกาที่พบว่าคนที่รายได้น้อย (ราว 15,000 เหรียญ/ปี) ประมาณ 40% เงินจะหมดก่อนสิ้นเดือน และที่น่าสนใจคือกลุ่มคนที่มีรายได้สูง (ราว 200,000 เหรียญ/ปี) ก็เงินหมดก่อนสิ้นเดือนกว่า 32% เลยทีเดียว

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคนที่เงินเดือนเยอะ ๆ ก็ใช้เงินแบบเดือนชนเดือนแทบไม่ต่างจากคนเงินเดือนน้อย ๆ เลย เพราะฉะนั้นรายได้อาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้เราถังแตกก่อนสิ้นเดือน เหตุผลมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชี แต่อยู่ที่สมองและพฤติกรรมการใช้จ่ายของเรามากกว่า

ลองมาดู 3 เหตุผลที่ทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลัง กลายเป็นผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังทางด้านการเงินอยู่ร่ำไป ไม่ว่ารายได้ของคุณจะมากหรือน้อยแค่ไหนกันดีกว่า

1. คุณประเมินความฉลาดเรื่องการเงินของตัวเองสูงเกินไป

คุณคิดว่าตัวเองมีทักษะความรู้ในเรื่องการเงินมากแค่ไหน? ระหว่าง 1 (น้อยที่สุด) และ 6 (มากที่สุด)

หลังจากให้คะแนนตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลองตอบคำถาม 6 ข้อข้างล่างนี้ครับ (ห้ามถามคนอื่นหรือใช้อากู๋ช่วยนะครับ)

1️⃣ ถ้าคุณมีเงินในบัญชี 100 บาท และได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี หลังจาก 5 ปีผ่านไปคุณจะมีเงินกี่บาท?

ก. มากกว่า 102 บาท
ข. น้อยกว่า 102 บาท
ค. 102 บาท พอดี

2️⃣ ให้จินตนาการว่าดอกเบี้ยสำหรับบัญชีสะสมทรัพย์คือ 1% ต่อปี และค่าเงินเฟ้อคือ 2% ต่อปี หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งปี เงินที่มีอยู่ในบัญชีจะสามารถซื้อของได้มากกว่าวันนี้, เท่ากับวันนี้ หรือ น้อยกว่าวันนี้

ก. มากกว่า
ข. เท่ากับ
ค. น้อยกว่า

3️⃣ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะราคาตราสารหนี้จะเป็นยังไง

ก. ขึ้น
ข. ลง
ค. เท่า ๆ เดิม
ง. มันเกี่ยวกันด้วยเหรอ?

4️⃣ สินเชื่อบ้านแบบ 15 ปีนั้นส่วนใหญ่รายเดือนจะสูงกว่าสินเชื่อบ้านแบบ 30 ปี แต่โดยรวมแล้วดอกเบี้ยที่จ่ายตลอดอายุสินเชื่อนั้นจะถูกกว่า?

ก.จริง
ข. ไม่จริง

5️⃣ การซื้อหุ้นของบริษัทเดียวมักให้ผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่ากองทุนรวมหุ้น?

ก. จริง
ข. ไม่จริง

6️⃣ สมมุติว่าคุณไปกู้หนี้มา 1,000 บาท และดอกเบี้ยต่อปีคือ 20% ทบต้นทุกปี ถ้าเราไม่จ่ายอะไรเลย เงินที่กู้มาจะเพิ่มเป็นสองเท่าในเวลากี่ปี?

ก. น้อยกว่า 2 ปี
ข. 2-4 ปี
ค. 5-9 ปี
ง. 10 ปีขึ้นไป

ตอนนี้ลองดูว่าตอบถูกกี่ข้อนะครับ 1=ก, 2=ค, 3=ข, 4=ก, 5=ข และ 6=ข ให้คะแนนตัวเองข้อละ 1 คะแนนครับ

คนมากกว่า 71% จะคิดว่าตัวเองนั้นมีทักษะความรู้เกี่ยวกับการเงินสูงมาก แต่พอตอบคำถาม 6 ข้อตรงนี้มีเพียง 1/3 เท่านั้นที่ตอบถูกหมดทุกข้อ ซึ่งทำให้เห็นว่าเราประเมินความฉลาดเรื่องการเงินของตัวเองสูงเกินไป

อันนี้เป็นเรื่องปกติครับ มันเป็นภาวะที่เรียกว่า “Dunning-Kruger Effect” คนที่ไม่รู้อะไรเลยมักจะประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไป ซึ่งไม่ว่าจะเรื่องไหนในชีวิต ทุกคนสามารถประสบเจอกับปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน ไม่เว้นเรื่องเงินด้วย บางทีเราคิดว่าเรารู้ดี แต่ที่จริงแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

2. เราไม่รู้ว่าเงินไปอยู่ไหนหมด

เวลาประสบปัญหาเรื่องเงิน คนมักจะคิดถึงวิธีหาเงินให้มากขึ้น ถ้ามีเงินมากขึ้นปัญหาก็หมดไปเองแหละ ซึ่งนั่นก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เหมือนเราพยายามวิดน้ำเข้าถังที่มีรูรั่ว บางทีวิดเข้าไปเท่าไหร่ มันเต็มได้ยาก และเต็มได้ไม่นานก็หายไปอีกแล้ว

การหาเงินเพิ่มขึ้น ทำงานเสริม หรืออะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่มันจะดีกว่าถ้าเราสามารถตัดค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทำงานหาเงินให้มากขึ้นจะดีกว่า

เพื่อจะตัดค่าใช้จ่าย เราก็ต้องรู้ว่าเงินไปอยู่ที่ไหน นั่นก็หมายความถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่าย จดเงินเข้าเงินออก เพื่อที่จะได้เห็นว่าเงินไปอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วหลังจากนั้นก็ทำงบการเงินของตัวเองในแต่ละเดือน ว่าจะใช้จ่ายอะไรตรงไหนได้เท่าไหร่ ทำอย่างต่อเนื่องแล้วมันจะเห็นเลยว่ารูรั่วมันไปอยู่ตรงไหน แล้วเราจะตัดส่วนไหนที่ไม่จำเป็นออกไปได้บ้าง

เริ่มแบบนี้ก็ได้ครับ สมมุติว่าอยากจะประหยัดเงินสัก 1,000 บาทเดือน ก็ทำบัญชีก่อนว่าเดือนที่ผ่านมาเงินเข้าเงินออกไปตรงไหนเท่าไหร่บ้าง ใช้สูตร 50/30/20 เพื่อจัดแบ่งหมวดหมู่ของรายจ่ายที่จ่ายไปด้วย

50% ของรายได้สำหรับสิ่งที่จำเป็น (ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, อินเทอร์เน็ต ฯลฯ)

30% ของที่อยากได้ (สมาชิก Netflix, Disney+, ค่าสมาชิกยิมที่ไม่เคยใช้, ค่ากินข้าวนอกบ้าน ฯลฯ)

20% เก็บออม/จ่ายหนี้ (เงินฉุกเฉิน, ลงทุน จ่ายหนี้)

ถ้าจัดรายจ่ายทุกอย่างแล้วมันขาดเกินตรงไหนก็ต้องเริ่มปรับ ดูว่าเงินตรงไหนตัดได้บ้าง กาแฟเปลี่ยนร้านที่ถูกลงได้ไหม? กินข้าวนอกบ้านจำเป็นต้องทุกวันรึเปล่า? หรือสมาชิกยิมถ้าไม่ได้ใช้ก็ตัดก่อนก็ได้?​ พวกสตรีมมิ่งทั้งหลายถ้าเหลืออันเดียวพอไหม? ค่าเน็ตใช้แพลนที่ต่ำลงมาหน่อยได้รึเปล่า? ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเงินเล็ก ๆ ในตัวมันเอง แต่พอรวมกันแล้วเยอะไม่น้อยเลยทีเดียวต่อเดือน อาจจะประหยัดมากกว่า 1,000 บาท ด้วยซ้ำ

3. แรงกดดันทางสังคมและการเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ (บนโซเชียล)

เราทราบดีว่าโซเชียลมีเดียนั้นส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเราอย่างมากโดยที่ไม่รู้ตัว เราถูกกดดันจากคนรอบตัวที่ประสบความสำเร็จ (จริงบ้างไม่จริงบ้าง) เห็นคนนั้นไปเที่ยวยุโรป คนนี้ออกรถป้ายแดง คนนั้นทำธุรกิจร้อยล้าน คนนู้นสร้างบ้านใหม่พร้อมสระว่ายน้ำ ฯลฯ​ เราเห็นชีวิตคนอื่นที่สวยงาม (จริงบ้างไม่จริงบ้าง) ก็เริ่มเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเอง

จากที่มีความสุขดี พอเห็นคนอื่นมีความสุข ตัวเองกลับทุกข์เพราะดูเหมือนสุขไม่เท่าคนอื่นซะงั้น

การเปรียบเทียบคือโจรขโมยความสุขตัวฉกาจ เพราะเราไม่มีทางเอาชนะมันได้เลย

มีการทำแบบทดสอบครั้งหนึ่งที่พบว่า 90% ของ Gen Y บอกว่าการใช้โซเชียลมีเดียเหมือนเป็นการบังคับให้พวกเขาเปรียบเทียบความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์กับคนอื่น ๆ ที่รู้จัก (Gen X บอก 71% และ Boomer บอก 54%) และแบบทดสอบอีกชิ้นก็พบว่า 57 ของ Gen Y นั้นซื้อของแบบ ‘ที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้’ เพราะสิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดียด้วย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า FOMO (Fear of Missing Out) มาแล้ว อาการของความรู้สึกที่ไม่อยากพลาดอะไรใหม่ ๆ หรือสิ่งที่เป็นเทรนด์ในเวลานั้นเพราะกลัวจะตามคนอื่นไม่ทัน

ที่จริงแล้วเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงที่เริ่มมีโทรทัศน์ ช่วงแรก ๆ ตอนที่ยังไม่มีการขายกันอย่างกว้างขวาง บางเมืองมี บางเมืองไม่มี ปรากฏว่าเมืองไหนที่คนชั้นกลางที่สามารถซื้อโทรทัศน์มาดูได้ ก็จะเห็นภาพอันสวยงามอันสมบูรณ์แบบของคนที่มีเงิน กลายเป็นว่าคนที่มีทีวีเริ่มรู้สึกเศร้าและไม่มีความสุขกับชีวิต แต่สำหรับในเมืองที่ยังไม่มีทีวี คนชนชั้นกลางก็มีความสุขดีตามปกติ

กลุ่มที่มีทีวีที่บ้านรู้สึกว่าตัวเองขาดตกบกพร่องในชีวิต ไม่มีสิ่งที่ ‘ควรมี’ หรือ ‘ควรได้’ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ฉายบนทีวี ไม่เกี่ยวกับเรื่องฐานะทางบ้านหรือระดับรายได้เลย แต่เป็นการเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองในตอนนั้นกับสิ่งที่เห็นเท่านั้น

ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นเดียวกัน การเสพสื่อเยอะ ๆ ทำให้รู้สึกพึงพอใจในชีวิตลดลง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร วิธีหนึ่งที่จะช่วยตรงนี้ได้คือการกลับไปยังข้อที่สองแล้วถามตัวเองก่อนจะซื้อว่า

“นี่คือสิ่งที่จำเป็นหรือแค่อยากได้?” (ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอย่างหลัง)

แล้วถ้าถามแล้วยังอยากได้อยู่ทำยังไง?​ ให้รอวันสองวันเพื่อตัดสินใจอีกทีครับ เพราะอาการ FOMO จะเริ่มหายไปแล้ว สติจะกลับมามากขึ้น สุดท้ายอย่าลืมว่าเบื้องหลังภาพสวย ๆ บนโซเชียลมีเดียของคนอื่น อาจจะแอบซ่อนบางอย่างที่ไม่สวยงาม (หนี้ ภาระ ความรับผิดชอบ ความรู้สึกกังวลใจ ความเครียด ปัญหาสุขภาพ ครอบครัว สภาพจิต ฯลฯ) อยู่ก็ได้

เรารู้ว่าภาพในอินสตาแกรมเขาสวยก็จริง แต่เงินในบัญชีเขาสวยรึเปล่า? เราไม่รู้หรอก

แทนที่จะพยายามเลียนแบบชีวิตของคนอื่น ให้กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มอบคุณค่าให้กับตัวเองดีกว่า หรือถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน อยากหาตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตแบบมัธยัสถ์ ก็ลองตามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีไลฟสไตล์แบบนั้นก็ได้เช่นกัน

วางแผนจัดการเงินให้เรามีชีวิตที่ดีในยุคดิจิทัลด้วย FWD ประกันชีวิต (เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต) 

เราควรจัดการเงินอย่างไร

ถ้าเราตั้งเป้าหมายการเงินชัดเจน รู้ว่าต้องการเก็บเงินแต่ละก้อนไว้เพื่ออะไรแล้วจับคู่กับสินค้าการเงิน เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ ทองคำ ประกันบำนาญ ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ฯลฯ การแบ่งเงินตามหน้าที่ ทำให้เราจัดการเงินได้ง่ายขึ้น เพราะสินค้าการเงินแต่ละแบบนั้น เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกัน 

แนวคิดในการจัดการเงิน 

1. เป้าหมายการเงินของเราคืออะไร เป็นภาพกว้างๆ ว่าอยากจะเห็นอนาคตของตัวเองเป็นอย่างไร 

ตัวอย่าง การวาดภาพเป้าหมายการเงิน

  • เงินเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เผื่อตกงานขาดรายได้ จะได้มีเงินออมมาใช้จ่าย ไม่ต้องไปกู้ยืมเสียดอกเบี้ยแพง
  • หากเกิดอุบัติเหตุเจ็บป่วยทั่วไปหรือเป็นโรคร้ายแรง มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล แบบไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกับเงินเก็บส่วนอื่นๆ ที่เป็นค่าเทอมของลูกหรือดึงเงินเกษียณออกมาใช้ก่อนเวลา 
  • เคยสะสมเงินได้ก้อนหนึ่ง แต่อดใจไม่ไหวใช้หมดทุกที ทำให้ต้องเริ่มเก็บเงินใหม่ตลอดเวลา ต้องการได้วิธีบังคับให้ตัวเองเก็บเงินระยะยาว ยิ่งถอนยากยิ่งดี มั่นใจว่ามีเงินใช้ตอนเกษียณแน่นอน 

2. แต่ละเป้าหมายการเงินต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร ทำให้รู้ว่าขนาดของเป้าหมายของเราต้องการใช้เงินเท่าไร 

ตัวอย่าง สิ่งที่เราต้องการจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไร 

  • เงินฉุกเฉินประมาณ 6 – 12 เท่าของค่าใช้จ่าย เช่น เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉินประมาณ 60,000 – 120,000 บาท เก็บไว้ที่ที่ความเสี่ยงต่ำ แม้ว่าได้ดอกเบี้ยน้อย แต่ก็อุ่นใจที่เงินต้นปลอดภัย ถอนออกมาใช้ได้ตลอดเวลา เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 
  • ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายประมาณ 10,000,000 – 20,000,000 บาท คาดว่าน่าจะครอบคลุมเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นในอนาคตปีละ 6 – 9% ถ้าป่วยหนักครั้งหนึ่งแล้วอาจจะทำประกันเล่มใหม่ยากขึ้น ทำเล่มเดียวอยากให้ครอบคลุมให้ได้มากที่สุด 
  • เงินเกษียณหยุดทำงานตอนอายุ 60 ต้องการใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท เราดูแลตัวเองดี สุขภาพแข็งแรงน่าจะมีอายุยืนถึง 85 ปี อยากเผื่อไว้ช่วงที่ตัวเองนอนติดเตียงจะได้มีเงินจ้างพยาบาลมาดูแล ถ้ายังไม่รวมเงินเฟ้อและผลตอบแทนจากการลงทุนหลังเกษียณ เราควรมีเงินตุนไว้ประมาณ 360,000 x 25 ปี = 9,000,000 บาท

3. ตอนนี้เรามีงบประมาณเท่าไร

เรามีเป้าหมายอยากใช้เงินไม่จำกัด แต่เรามีรายได้จำกัด ควรเรียงลำดับความสำคัญของเป้าหมายการเงินในข้อ 1 ว่าอะไรสำคัญกับเรามากที่สุด 1 , 2 , 3 , 4 ,…. หลังจากนั้นดูว่ารายได้ที่เข้ามาต้องแบ่งไปทำอะไรบ้าง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 

  • เงินออม 10% ของรายได้
  • หนี้สิน 40% ของรายได้
  • รายจ่ายส่วนตัว 50% ของรายได้

นำรายได้ของเรามาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนนี้ว่ามีประมาณกี่ % หากไม่มีหนี้สินหรือมีน้อย เราก็จะมีสัดส่วนเงินออมมากขึ้นเป็น 10 – 50% ของรายได้ นำเงินส่วนนี้มาแบ่งตามลำดับความสำคัญของเป้าหมายการเงินที่เราเรียงไว้นั่นเองจ้า 

เริ่มต้นตอนนี้ดีที่สุด

เมื่อเรารู้แล้วก็ต้องลงมือทำ และจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้หลายๆ คนมาเริ่มหันมาสนใจการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพมากขึ้น เพราะรับรู้ความรุนแรงของโรคที่ทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ในขณะที่ผู้ที่รักษาหายแล้วอาจจะมีอาการลองโควิด เช่น อ่อนเพลีย จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจลำบาก ไอ ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ เมื่อชีวิตของเราไม่มีอะไรแน่นอน แต่เราสามารถทำให้มีความแน่นอนเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัวได้ด้วย การวางแผนประกันชีวิต นั่นเองจ้า 

FWD ประกันชีวิต (เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต) ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัลทันสมัย สะดวกสบาย ทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

คนรุ่นใหม่ชอบทำอะไรเองมากขึ้น บริษัทประกันชีวิตก็ต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับโลกยุคดิจิทัลด้วยการผสมระหว่างช่องทางการขายแบบดั้งเดิมผ่านตัวแทนและช่องทางใหม่ในระบบออนไลน์ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่ายที่เราสามารถทำธุรกรรมต่างๆ เองได้ ทั้งบนเว็บไซต์และในมือถือ และที่เราเลือก FWD ประกันชีวิต เพราะ…

FWD ประกันชีวิต (เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต) บริษัทประกันชีวิตระดับเอเชียมีแบบประกันหลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้มีลูกค้ากว่า 10 ล้านคนใน 10 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา 

  • FWD ประกันชีวิตเป็นผู้นำด้านประกันออนไลน์ การันตีด้วยรางวัลอันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน ในช่องทางดิจิทัลในไทย ด้านยอดขายธุรกิจใหม่ (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานธุรกิจประกันชีวิต ของสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) ประจำเดือนกันยายน 2565 สมาคมประกันชีวิตไทย (tlaa.org))

มีแบบประกันหลากหลาย ซื้อเองได้ผ่านทาง เว็บไซต์ https://fwdth.co/WPxPk ที่ซื้อง่ายใน 5 นาที เลือกแผนประกัน และคำนวณเบี้ยได้เอง ทำเสร็จแล้วก็ได้รับความคุ้มครองทันที แถมยังมีบริการให้คำแนะนำกรณีที่มีคำถามหรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับแบบประกันผ่านทาง แชท หรือโทร. 1351 อีกด้วย 

ตัวอย่าง แบบประกันที่น่าสนใจบนช่องทางออนไลน์ เช่นEasy E-health ประกันสุขภาพที่ดูแลแบบไม่มีลิมิต ซื้อออนไลน์ง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และเงินชดเชยรายวันหากเจ็บป่วยด้วย 7 โรคร้ายแรง ให้คุณอุ่นใจเมื่อต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ด้วยผลประโยชน์ความคุ้มครองค่ารักษาแบบเหมาจ่ายตามจริง สูงสุด 1,500,000 บาท > ดูรายละเอียด https://fwdth.co/Ed4nL

นอกจากนี้ เรายังสามารถซื้อประกันของ FWD ประกันชีวิตจากช่องทางอื่นได้อีกด้วย 

  • ช่องทางตัวแทนประกันชีวิตมีแบบประกันหลากหลายที่ออกแบบจากความเข้าใจความต้องการ

โดย ตัวอย่าง แบบประกันที่น่าสนใจ คือ FWD Modular Seriesครั้งแรกกับประกันชีวิต…ที่ให้คุณได้ออกแบบชีวิต แบบคนเข้าใจชีวิต ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถ ต่อ เติม เพิ่ม แต่ง เพื่อชีวิตที่ใช่ ได้ด้วยตัวคุณเอง พร้อมเลือกปรับเปลี่ยนผลประโยชน์และความคุ้มครองได้ตามความต้องการดูรายละเอียด https://fwdth.co/ASVrt 

  • ช่องทางฝ่ายขายทางโทรศัพท์ พร้อมให้บริการและติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลและแนะนำแบบประกันให้ตรงตามที่ต้องการ

FWD ประกันชีวิต มีบริการหลังการขายที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับคนยุคดิจิทัล 

  • ยื่นเคลมปั๊บรับเงินทันที เคลมง่ายด้วยตัวเองผ่านแอป Omne by FWD และยังเช็คสถานะการเคลมได้ตลอดเวลารู้ความคืบหน้าใน 3 วันทำการดาวน์โหลดฟรีแอป Omne by FWD > https://fwdth.co/NmECe 

หมายเหตุ: ยกเว้นกรณีเสียชีวิตและสำหรับเคลมบางประเภทสามารถรู้ผลพิจารณาอนุมัติอัตโนมัติและ/หรือได้รับโอนเงินสินไหมเข้าบัญชีของคุณได้ทันที (เป็นไป ตามเงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติอัตโนมัติตามที่บริษัทกำหนด)

  • รับการรักษาพยาบาลง่ายๆ แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียว
    • เพียงยื่นบัตรประชาชนที่โรงพยาบาล และคลินิกในเครือข่ายกว่า 400 แห่งทั่วประเทศก็เข้ารับการรักษาได้ สามารถตรวจสอบสถานพยาบาลเครือข่ายที่อยู่ใกล้เราได้ที่ https://fwdth.co/U8wx5 
  • บริการช่วยเหลือพิเศษ FWD Care recovery plan
    • บริการพิเศษ!! เมื่อเกิดการเรียกร้องสินไหม กรณีได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงระยะรุนแรง หรือ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือ เสียชีวิต ให้บริการกับผู้ที่มีทุนประกันตั้งแต่ 300,000 บาท ตัวอย่างการให้บริการ เช่น บริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน กายภาพบำบัด รถพาผู้ป่วยไป-กลับสถานพยาบาล ฯลฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://fwdth.co/sgXAT 
  • บริการปรึกษาแพทย์ทางออนไลน์ FWD Telemedicine :
    • อยู่ที่ไหนก็พบแพทย์ได้ รอรับยาที่แพทย์สั่งอยู่ที่บ้าน  ประหยัดเวลาไม่ต้องเดินทาง สะดวกโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลในเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ Telemedicine มากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศดูรายละเอียดเพิ่มเติม > https://fwdth.co/9RRGG 
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน FWD SOS Assistant :
    • หากเกิดปัญหาเร่งด่วนหรืออุบัติภัยในขณะเดินทาง สามารถติดต่อบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อได้ที่ 02-2065444 
    • เงื่อนไขการขอรับบริการเป็นไปตามที่กรมกรรม์กำหนดสอบถามเพิ่มเติม โทร. 1351
  • ติดต่อสะดวกหลากหลายช่องทาง
    • Call Center โทร. 1351 เพื่อสอบถามพนักงาน ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น.
    • สำนักงาน FWD ประกันชีวิตสำนักงานใหญ่ , สำนักงานตัวแทน , สาขาของ FWD ประกันชีวิตทุกที่
    • ช่องทางออนไลน์
      • Line Chatbot ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
      • ทางเว็บไซต์ www.fwd.co.th

สรุปส่งท้าย

เมื่อเรามีภาพในอนาคตของตัวเองชัดเจนว่าต้องการใช้เงินทำอะไร อยากดูแลตัวเองและครอบครัวแบบไหน ต้องใช้เงินประมาณเท่าไร ทำให้เราจัดการเงินได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกสินค้าการเงินอะไรและเก็บเงินเดือนละเท่าไร นอกจากการลงมือทำเพื่อสร้างภาพความฝันของเราให้เป็นจริงแล้ว ควรมีประกันชีวิตเพื่อรักษาเป้าหมายและสร้างความมั่นใจว่าครอบครัวของเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบนี้ตลอดไปด้วยนะคะ ลองไปดูกันได้ที่นี่เลยจ้า  https://fwdth.co/8hfEU 

#FWDThailand #FWDประกันชีวิต #เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต

บทเรียนลงทุนสไตล์ “คุณป้า” “ไม่มีคำว่าสายเกินไป” เริ่มต้นลงทุนตอนอายุ 50 ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปี

ถ้าเอ่ยถึงนักลงทุนระดับโลก หลายคนอาจนึกถึง “วอร์เรน บัฟเฟต์” “ปีเตอร์ ลินช์” หรือ “จอร์จ โซรอส” แต่รู้มั้ย มีนักลงทุน ซึ่งเป็นตำนานอีกราย ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการลงทุนแบบบ้านๆ สไตล์ “คุณป้า”

“Anne Scheiber” คือชื่อของคุณป้า Anne เป็นชาวอเมริกัน หลังเกษียณจากนักตรวจสอบบัญชี ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตอนอายุ 51 ปี เธอนำเงินเก็บ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาเป็นทุนเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อปี 1994 กระทั่งเธอจากไปด้วยวัย 101 ปี ในปี 1995 พอร์ตของเธอเติบโตทะลุ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังทำสถิตระดับ ได้ผลตอบแทนการลงทุนแบบทบต้น สูงถึง 18% ต่อปี ตลอดเวลา 50 ปี ถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

หลักการลงทุนของคุณป้า Anne คืออะไร?

บอกเลย เป็นเคล็ดลับง่ายๆ สไตล์บ้านๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะคุณป้า Anne เลือกลงทุนเฉพาะสินค้าชั้นดี ที่เธอชอบ และมีโอกาสได้ใช้ตลอดเวลา อย่างเช่น เธอชอบดื่มน้ำอัดลม ก็ซื้อหุ้นโค้กและหุ้นเป็บซี่ไว้เยอะมาก เธอชอบดูภาพยนต์ จึงเลือกถือหุ้นโคลัมเบีย พิคเจอร์ส เธอป่วยบ่อยต้องซื้อยา จึงซื้อหุ้นบริษัทยา อย่าง เชอริ่ง-พลาว” มาเก็บไว้

คุณป้า Anne ชื่นชอบ บริษัทที่มีผลประกอบการดี หรือ กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเข้าไปซื้อหุ้นมาถือไว้ โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือจะแพง เพราะเชื่อมั่นว่า ว่าถ้ากิจการของบริษัทดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะต้องดีขึ้นตามมาแน่นอน โดยไม่เคยดู PE ไม่สนใจการแกว่งตัวขึ้นลงของราคา เพียงแค่ถือยาวไปเรื่อยๆ เท่านั้น

ยังไม่พอแค่นั้น เวลาซื้อหุ้นที่มั่นใจว่าผลประกอบการยอดเยี่ยม คุณป้า Anne จะไม่อัดหนักหมดหน้าตัก แต่จะทยอยช้อนซื้อสะสมไป ทุกครั้งที่หุ้นตก จึงได้หุ้นราคาถูกลง และเมื่อได้รับเงินปันผลมา เธอจะนำเงินกลับไปลงทุนในหุ้นที่มั่นใจอีก พูดง่ายๆ คล้ายๆ ทำ DCA คือซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นไม่สูงเกินไปด้วย

สำคัญที่สุด คือ คุณป้า Anne อดทนเก่งมาก ถือคติซื้อแล้วเก็บยาว แม้ในยามหุ้นดิ่งลงอย่างน่ากลัว เธอก็ไม่ขาย เพราะมั่นใจว่าทำการบ้านมาดี ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นยังไง สุดท้ายราคาหุ้นก็จะดีดกลับมา แถมเธอยังเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นประจำ เพื่อจะได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารอย่างเจาะลึกด้วย

แล้วนักลงทุนได้เรียนรู้อะไรกับสไตล์การลงทุนแบบคุณป้า Anne

1. การลงทุนไม่มีคำว่าสาย

คุณป้า Anne เริ่มลงทุนหลังเกษียณด้วยเงินไม่กี่พันดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เพราะอดทน มีวินัย ทำการบ้าน จึงประสบความสำเร็จ เพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนเป็นพันเท่า ดังนั้น ถ้าตอนนี้ใครกำลังหมดไฟ หรือ คิดว่าอายุมากเกินไปที่จะลงทุนแล้วล่ะก็ คุณป้า Anne พิสูจน์ให้คุณเห็นแล้วล่ะว่าคุณคิดผิด

2. ลงทุนต่อเนื่อง- คาดหวังผลตอบแทนระยะยาว

บอกเลยการลงทุน เป็นเรื่องของการปล่อยให้เงินทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และความอดทน ดังนั้น การลงทุนที่หวือหวา โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง หรือ คาดหวังผลตอบแทนเยอะๆในระยะสั้น ก็อาจทำให้พอร์ตเสียหายได้ เชื่อเถอะถ้าเราให้เวลากับเงินลงทุน เราก็จะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ

3. ต้องรู้จักกระจายความเสี่ยง

ต้องบอกก่อนว่า คุณป้า Anne ไม่ได้ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว แต่เธอยังลงทุนในพันธบัตร และฝากเงินในธนาคาร ที่เบิกถอนง่าย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของกระแสเงินสด แถมพอได้เงินปันผลจากหุ้นพื้นฐานดี เธอก็นำกลับมาลงทุนต่อ เน้นช้อนซื้อในช่วงตลาดหุ้นร่วง ทำให้มีต้นทุนถูกลง และ ช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนได้ดี

4. เน้นการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพ

หุ้นแทบทุกตัวที่คุณป้า Anne ถือลงทุน เธอใช้กลยุทธ์ ซื้อและถือระยะยาว ทำให้เธอต้องเฟ้นหาหุ้นที่มีคุณภาพเท่านั้น ซึ่งการที่จะได้หุ้นที่ดี ต้องอาศัยการศึกษา และ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างถูกต้อง บอกเลย การทำการบ้านของคุณป้า Anne ไม่ได้น้อยกว่านักลงทุนคนอื่นๆ

บอกเลยผลสำเร็จจากการลงทุนสไตล์คุณป้า สร้างความสุขทุกครั้งที่คุณป้า Anne ไปเปิดตู้นิรภัยดูใบหุ้น ที่เมอร์ริลล์ ลินช์ ใกล้ๆตลาดหุ้นนิวยอร์ก และพบว่ามันเพิ่มมูลค่าขึ้นตลอดเวลา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save