’การตัดสินใจดีๆ สักครั้งทุกๆ 5 ปี’ สูตรลับความสำเร็จของ Warren Buffett กับ Berkshire Hathaway

หากมีคนถามสูตรความลับความสำเร็จของวอเรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เราจะไม่ได้คำตอบเป็นสูตรคำนวณตัวเลขหรือเคล็ดลับการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้นเหมือนอย่างที่ได้ยินจากนักวิเคราะห์ทั้งหลายในตลาด (ที่ก็เดากันไปคนละทิศละทาง)

แต่สำหรับนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกทุนนิยมคนนี้ เคล็ดลับความสำเร็จอันเรียบง่ายของเขากับเบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway) คือ ‘การตัดสินใจดีๆ สักครั้งทุกๆ 5 ปี’ แค่เพียงเท่านั้น

สำหรับคนที่ติดตามผลงานของบัฟเฟตต์จะทราบดีว่าทุกปีเราจะมีโอกาสได้อ่านจดหมายถึงนักลงุทนของเบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ที่บัฟเฟตต์เป็นคนเขียน ซึ่งในจดหมายนี้ก็มักจะมีข้อคิดและหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์ติดมาด้วยเสมอ เป็นแนวคิดที่เขาตกผลึกมาผ่านประสบการณ์ที่สำเร็จและผิดพลาด หลายคนมองว่านี่เป็นบทเรียนสอนเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนที่มีมูลค่าไม่ต่างจากโรงเรียนธุรกิจชั้นดีเลยด้วยซ้ำ

ในจดหมายถึงนักลงทุนปีนี้บัฟเฟตต์ได้เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่บริหารเบิร์กเชียร์แฮทาเวย์มาตลอด 58 ปี โดยสรุปออกมาเป็นตัวเลขสองตัวที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน ตัวเลขแรกคือการเติบโตของผลตอบแทนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ 3,787,464% ส่วนตัวเลขที่สองอาจจะดูเล็กลงมาหน่อยแต่มันคือเคล็ดลับความสำเร็จของเขา ซึ่งบัฟเฟตต์บอกว่า

“ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจของเรานี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการตัดสินใจดีๆสักประมาณโหลหนึ่ง นั่นหมายถึงการตัดสินใจดีๆ สักครั้งทุกๆ 5 ปี”

การตัดสินใจดีๆ สักครั้งทุกๆ 5 ปี? มันไม่น้อยไปเหรอ?

มันอาจจะดูน้อยก็จริงครับ แต่การตัดสินใจเหล่านั้นสร้างมูลค่าที่ตามอย่างมหาศาล บทเรียนจากสิ่งที่บัฟเฟตต์พูดคือ ‘ความสำเร็จไม่ได้มาจากการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องอยู่เสมอ’ แต่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆได้อย่างถูกต้องมากกว่า

ที่จริงแล้วบัฟเฟตต์เคยบอกว่าการลงทุนของเขาส่วนใหญ่นั้นก็ค่อนข้าง “ธรรมดาๆ” แต่การตัดสินใจที่ดีมากๆ สักครั้งหนึ่งทุกๆ 5 ปีก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ

คำหนึ่งที่เขากล่าวในจดหมายถึงนักลงทุนและสรุปแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดีคือ

“วัชพืชจะล้มตายไปแล้วดอกไม้จะเบ่งบานแทน เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นที่ชนะเพียงสองสามตัวก็สร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม และแน่นอนว่าการเริ่มลงทุนเร็วๆ และมีชีวิตอยู่จนถึง 90 ก็ช่วยได้เช่นกัน”

จดหมายถึงผู้ถือหุ้นของบัฟเฟตต์เป็นสิ่งที่เรียบง่าย เต็มไปด้วยข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหลักคิดจากนักลงุทนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ หลายครั้งเขาก็จะเอ่ยถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่เคยทำมาอย่างสนุกสนาน (ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่พยายามจะหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงความผิดพลาดของตัวเองด้วยซ้ำ) เขาทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ดูเรียบง่าย

1. ซื้อหุ้นของบริษัทที่คุณเข้าใจอย่างดี
2. เติบโตและทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
3. มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน
4. ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์
5. ราคาสมเหตุสมผล ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

นอกจากนั้นเขาก็จะให้เครดิตกับโชคดีของตัวเอง เรื่องของดอกเบี้ยทบต้น การที่เขาเกิดในอเมริกา และการลงทุนที่ไม่มีความเสียหายครั้งใหญ่ๆเกิดขึ้นที่ผ่านมา

อีกบทเรียนหนึ่งที่บัฟเฟตต์เคยแชร์ให้กับนักลงทุนคนอื่นๆ คือการจินตนาการถึงบัตรเจาะรูที่มีช่องให้เจาะเพียง 20 ครั้ง เปรียบเทียบเหมือนกับว่าในชีวิตนี้ถ้าเลือกลงทุนได้เพียง 20 ครั้งจะทำยังไง? เมื่อมองแบบนี้คนที่จะลงทุนก็เริ่มตัดสินใจอย่างระมัดระวัง เลือกมากขึ้น และจะลงทุนก็ต่อเมื่อเจอสิ่งที่คิดว่าใช้จริงๆ เท่านั้น

สำหรับบัฟเฟตต์ เราอาจจะเห็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอย่างมหาศาลเช่น Coca-Cola และ American Express แต่มันก็มีการลงทุนอื่นๆ ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงามไม่แพ้กัน

ยกตัวอย่างปี 1967 ในการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทประกัน National Indemnity ที่ทำให้ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway ซึ่งตอนนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้วก็มีกำลังถดถอย) เริ่มต้นใหม่ได้และสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัท

ห้าปีต่อจากนั้นก็ซื้อบริษัทลูกกวาด See’s Candies ด้วยเงิน 25 ล้านเหรียญ และที่ผ่านมาก็สร้างรายได้ไปแล้ว 2,000 ล้านเหรียญ หลังจากนั้นในก็มีดีลที่ทำให้เกิด Bershire Hathaway Energy ในปี 1999 ที่เป็นแหล่งรายได้หลักสำคัญของบริษัทในเวลานี้ (ซึ่งตอนนี้ก็มี เกร็ก เอเบล (Greg Abel) เป็นซีอีโออยู่ เขาคือคนที่จะรับช่วงต่อจากบัฟเฟตต์หากวางมือหรือเสียชีวิต)

นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นอย่าง Burlington Northern (ธุรกิจรถไฟ) และ Gillette (ธุรกิจมีดโกน) และอย่าลืมการลงทุนในบริษัท Geico ในปี 1951 ที่เรียกว่าเป็นตัวจุดประกายความรักของบัฟเฟตต์ต่อธุรกิจประกันก็ได้

ตอนนั้นหลังจากรู้ว่าอาจารย์ที่เขานับถืออย่าง เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เป็นประธานของ Geico บัฟเฟตต์ก็นั่งรถไฟจากนิวยอร์กไปวอชิงตันเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทนี้ โชคดีที่วันนั้นแม้จะเป็นวันเสาร์ แต่ผู้บริหารของบริษัทเข้ามาทำงานพอดีและได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจประกันจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มลงทุนอย่างจริงจังในหุ้น Geico และทยอยซื้อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 1995 ก็รวบทั้งบริษัทเข้ามาอยู่ในเครือของเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ในปี 1995

ในปี 2011 ขณะที่ตลาดกำลังกังวลเรื่องเพดานหนี้ บัฟเฟตต์ต่อสายไปหาธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Bank of America เพื่อลงทุน 5,000 ล้านหุ้นในหุ้นบุริมสิทธิและใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ 700 ล้านหุ้นในราคา 7.14 เหรียญ/หุ้นเมื่อไหร่ก็ได้ในอีกทศวรรษต่อมา ตอนที่เขาตัดสินใจใช้สิทธิ์ภายหลัง หุ้นของ Bank of America ซื้อขายกันอยู่ที่ราวๆ 24 เหรียญเลยทีเดียว

นอกจากหุ้นแล้วเราก็เห็นคนที่มีความสามารถรอบๆ ตัวบัฟเฟตต์อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นพาร์ตเนอร์ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger), อาจิต เจน (Ajit Jain) ที่ดูแลธุรกิจเกี่ยวกับประกันของบริษัท ซึ่งมังเกอร์เรียกเจนว่าเป็น “การลงทุนที่ดีที่สุดของเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์” หรือ ท็อดด์ คอมบ์ส (Todd Combs) และ เท็ด เวชเลอร์ (Ted Weschler) อดีตผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงที่เข้ามาร่วมทีมการลงทุนของเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์และตัดสินใจลงทุนในหุ้นของ Apple เป็นเงินกว่า 1 พันล้านเหรียญในปี 2016

แม้ว่าตอนแรกบัฟเฟตต์จะไม่เห็นด้วยมากนัก แต่ภายหลังก็เริ่มเห็นว่ามันคือการลงทุนที่ยอดเยี่ยม หลังจากนั้นก็ทยอยซื้อเพิ่มมาเรื่อยๆ จนล่าสุดถือหุ้น 5.8% ของบริษัท Apple ไปแล้ว มูลค่าสูงถึงกว่า 180,000 ล้านเหรียญ บัฟเฟตต์ก็ออกมายอมรับว่า “Apple เป็นธุรกิจที่แตกต่างไปจากธุรกิจอื่นๆ ที่เราเป็นเจ้าของ มันเป็นธุรกิจที่ดีกว่า” จนตอนนี้กลายเป็นหุ้นที่มีสัดส่วนมากที่สุดในเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ไปแล้ว

การลงทุนที่ดีที่สุดของบัฟเฟตต์อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในคนที่ใช่ ที่มีขอบเขตความรู้มากกว่าตัวเขาเอง ซึ่งเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ลงทุนในสิ่งที่ตัวบัฟเฟตต์อาจจะไม่ทำถ้าต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของบัฟเฟตต์ทำให้เห็นแล้วว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอไปเพื่อจะประสบความสำเร็จ แต่การตัดสินใจที่ดีมากๆ อาจจะไม่ต้องบ่อยนัก สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีในอนาคตครั้งต่อไปและสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใหม่ ทำไมต้องพิสูจน์ความจน กับความกังวลของวัยเกษียณ

จากประเด็นร้อนแรงในช่วงวันหยุดวันแม่ไปเลยทีเดียวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2566 วันแม่ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งถือว่าเป็นฉบับล่าสุด ซึ่งมีเนื้อหาที่แตกต่างจากระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับก่อนๆ ที่เป็นประเด็น ก็คือ

ในหมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ข้อ 6 ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(3) มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้ยืนยันสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
(4) เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

ซึ่งข้อ (4) คือ ประเด็นที่เป็นกระแสในปัจจุบัน เพราะทำให้หลายคนกังวลว่าจะไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต่างจากระเบียบฯฉบับปี 2561 ที่ข้อ (4) ระบุชัดเจนว่า

ข้อ (4) ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อันใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองสวนท้องถิ่น ได้แก่

(ก) ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอันใดในลักษณะเดียวกัน
(ข) ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(ค) ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ

ความกังวลดังกล่าวเกิดทั้งกับผู้สูงอายุ

ดังต่อไปนี้

➡️1. ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่แล้วว่าจะได้รับต่อหรือไม่ หรือที่ได้รับแล้วจะถูกเรียกคืนหรือไม่

คำตอบในข้อ 14 “หากผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยความสุจริต ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบ เพื่อระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุต่อไป โดยยกเว้นการเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืน”

และข้อ 17 “บรรดาผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป การดำเนินการใดที่ดำเนินอยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระเบียบฉบับนี้ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบนี้แล้ว

สรุปคือ ไม่เรียกคืน และมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพต่อเนื่อง

➡️2. สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุ (อายุครบ 60 ปี) โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุในปีนี้ เนื่องจากกฎหมายยังไม่มีความชัดเจน

ตามข้อ 7 “บุคคลใดที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ให้ยืนยันสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยไม่ต้องลงทะเบียน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำนวยความสะดวกโดยการแจ้งไปยังผู้สูงอายุที่มีสิทธิ หากผู้สูงอายุมีความประสงค์ที่จะรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ให้แนบเอกสารหลักฐานข้อมูล เพื่อยืนยันสิทธิตนเอง ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังต่อไปนี้

(1)แบบยืนยันสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
(2)สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับกรณีที่ผู้ที่ประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผ่านธนาคาร”

แปลว่า อายุครบ 60 ปีค่อยยืนยันสิทธิรับเบี้ย ซึ่งแตกต่างจากข้อ 7 ของระเบียบฯฉบับปี 2560 ที่ว่า ข้อ 7 วรรคหนึ่ง “ให้ผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไปลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด…

แปลว่า คนที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ปีงบประมาณหน้า ต้องลงทะเบียนภายในปีงบประมาณนี้ ซึ่งคนที่มีอายุ 59 ปีในปีนี้ (มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ปีงบประมาณ 2567) ที่สามารถลงทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2507 และต้องลงทะเบียนภายในสิ้นเดือนกันยายน 2566 นี้ โดยสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่ เดือนกันยายน 2565 – เดือนพฤศจิกายน 2565 และเดือนมกราคม 2566 – เดือนกันยายน 2566

ถ้ายื่นไม่ทัน ก็จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพของปีงบประมาณถัดไป ส่งผลให้ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุล่าช้าและจำนวนเงินเบี้ยยังชีพที่ได้รับน้อยลงกว่าสิทธิที่ควรจะได้ ในบางกรณีอาจมีการสูญเสียเงินเบี้ยยังชีพที่ควรจะได้ไปถึง 7,200 บาท

ดังนั้น ในขณะที่กฎหมายและแนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน หากเรารอยืนยันสิทธิเมื่ออายุครบ 60 ปีตามระเบียบฯใหม่ เราอาจเสียสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของปีงบประมาณถัดไปได้ แนะนำให้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่เราต้องลงทะเบียนว่า “ควรทำอย่างไร ถึงไม่เสียสิทธิรับเบี้ยยังชีพ?” หรือลงทะเบียนเบี้ยยังชีพฯตามกฎหมายเดิมก่อน ที่

1. สำนักงานเขตที่ผู้สูงอายุมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในวัน-เวลาราชการ
2. ที่ว่าการอำเภอ, องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ผู้สูงอายุมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในวัน-เวลาราชการ

โดยเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ได้แก่

1) บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย
2) ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
3) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร กรณีขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร

“จน” เพราะ “เป็นหนี้”หรือ “เป็นหนี้” เพราะ “จน” ?

เมื่อพูดถึงคำว่า “หนี้” กับคำว่า “จน” ทีไร
มักจะเกิดคำถามตามมาว่า “เพราะจนถึงต้องมาเป็นหนี้”
หรือมาจากเหตุผลที่ว่า “เพราะเป็นหนี้เลยต้องจน”

คำว่า “เพราะว่าจนถึงต้องมาเป็นหนี้” นั้นหมายถึง การที่เรามีรายได้ไม่พอเพียงต่อค่าใช้จ่าย จนสุดท้ายต้องหาทางกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้จ่ายไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เลยตกอยู่ในวังวนแห่งหนี้ ในขณะที่คำว่า “เพราะว่าเป็นหนี้เลยต้องจน” นั้นกลับหมายถึงว่า การมีหนี้ทำให้เรามีภาระที่ต้องจ่ายไปเรื่อยๆ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้

จากบทความของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ข้อสังเกตเรื่องนี้ในหัวข้อ “คนเป็นหนี้คือคนจน” ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้ครับ

เมื่อเปรียบเทียบ ‘โอกาสเป็นหนี้’ ระหว่างคนจนกับคนไม่จน พบว่า “คนไม่จน” มีโอกาสเป็นหนี้มากกว่า “คนจน”

แล้ว “คนที่มีปัญหาหนี้สินจริงๆ คือ คนแบบไหน” ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะได้คำตอบในใจแล้วว่า ไม่ใช่คนจน คนไม่จน คนรวย แต่คือ “คนที่ไม่มีวินัยการเงินที่ดี” ต่างหาก เพราะบางครั้ง การที่เราเป็นหนี้นั้น มันไม่ได้แปลว่าชีวิตของเราจะเลวร้ายหรือผิดพลาด แต่มันอาจจะเป็นหนทางในการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในชีวิตต่างหาก

และตัวอย่างที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือ เรื่องของการเป็นหนี้ที่เรียกว่า สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และสมมติเงื่อนไขการสมัครดังนี้…

สัญชาติไทย มีอายุ 21 ปีขึ้นไป (รวมระยะเวลาผ่อนชำระแล้วไม่เกิน 60 ปี)
มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป และมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป สำหรับพนักงานบริษัท
ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันอย่างน้อย 2 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ

โดยผู้ที่กู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลนี้จะได้รับ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน โดยอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใดๆ เมื่อรวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 28%

สมมุติว่า นาย A กับ นาย B เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะกู้ยืมเงินในวงเงินสูงสุด 100,000 บาท เพื่อไปจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตที่ค้างอยู่ โดยกำหนดระยะเวลาชำระที่แตกต่างกัน คือ นาย A เลือกผ่อนในระยะเวลา 30 เดือน ส่วน นาย B เลือกผ่อนในระยะเวลา 60 เดือน

จากการคำนวณพบว่า นาย A จะต้องจ่ายเงินเดือนละ 4,672 บาท แทนการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาทต่อเดือน (จำนวนจ่ายขั้นต่ำของหนี้บัตรเครดิตเดิม) ทำให้ประหยัดไปได้เดือนละ 5,328 บาท ซึ่งนาย A สามารถนำเงินก้อนนี้มาหมุนเวียนใช้จ่ายได้สะดวกสบายกับชีวิตมากขึ้น โดยเงินทั้งหมดที่นาย A จ่ายสำหรับหนี้ก้อนนี้ คือ 140,160 บาท (4,672×30) ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 40,160 บาทจากเงินกู้ตั้งต้นจำนวน 100,000 บาทครับ

ในขณะที่ นาย B จะจ่ายเงินเดือนละ 3,114 บาท แทน 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้ประหยัดไปได้เดือนละ 6,886 บาท (ประหยัดได้มากกว่านาย A) แต่เงินทั้งหมดที่นาย B ต้องจ่ายคือ 186,840 บาท (3,114×60) คิดเป็นดอกเบี้ย 86,840 บาทจากเงินกู้ตั้งต้นจำนวน 100,000 บาทครับ

จากการคำนวณในระยะเวลาที่แตกต่างกัน เราจะเห็นว่ายิ่งระยะเวลากู้นานเท่าไร เราจะยิ่งประหยัดรายจ่ายต่อเดือนมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็แปลว่าเราจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างการคำนวณข้างต้นนี้ คือ วิธีการเลือกที่จะบริหารการเงินของนาย A และนาย B เพื่อการจัดการชีวิตที่มีหนี้สินและภาระที่ต้องชำระเดือนละ 10,000 บาท ให้ลดลงเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยในระยะยาวที่มากหน่อยก็ตาม แต่ถ้ามองลึกลงไปถึง “โอกาส” ในการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าแบบสั้นๆให้สามารถมีชีวิตผ่านไปได้ครับ เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช่ไหมครับ

ดังนั้นในวันที่เรามีปัญหาด้านการเงิน การเลือกที่จะเป็นหนี้อาจจะถือเป็นหนึ่งในทางออกที่จะต่อยอดชีวิตเราต่อไปได้ในอนาคต แม้จะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นหนี้ คือ เราต้องมั่นใจว่า เรามีวินัยในการใช้หนี้ในระยะยาว เพราะมิฉะนั้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นพอกพูนยิ่งกว่าเงาตามตัวอย่างแน่นอนครับ

ผมมีความเชื่อนะครับว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การเป็นหนี้แบบผิดๆ จะทำให้ชีวิตพังต่างหาก และผมขอเป็นกำลังใจให้คนทุกคนที่เป็นหนี้สามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตได้อย่างรวดเร็วที่สุดนะครับ

และสุดท้ายนี้.. ไม่ว่าเราจะจนเพราะเป็นหนี้ หรือเป็นหนี้เพราะจน
ผมอยากฝากย้ำไว้อีกคำหนึ่งว่า “ต่อให้จะเป็นหนี้แค่ไหน อย่าลืมใช้ให้หมด” ด้วยนะครับ

เข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิตเมื่อ ‘จ่ายขั้นต่ำ’ ก่อนจะบานปลาย ในวันที่ ธปท. เตรียมปรับอัตราจ่ายขั้นต่ำกลับเป็น 10% อีกครั้ง

บัตรเครดิตแผ่นบางๆ สร้างความเสียหายทางด้านการเงินให้ใครหลายต่อหลายคนมาแล้ว

เราทราบดีกว่าการใช้บัตรเครดิตเป็นเรื่องที่ง่ายขนาดไหน อยากได้อะไร รูดปื้ดๆ แป๊บเดียวของที่อยากได้ก็มาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมาด้วยนะครับว่าเราใช้บัตรเครดิตง่ายกว่าเงินสด เพราะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเงินของเรา ต่างจากเงินสดที่อยู่ในกระเป๋า เวลาจะจ่ายอะไรก็จะคิดหนักหน่อย

จึงไม่แปลกครับที่เราจะติดกับดักความสะดวกสบายตรงนี้

วิธีการทำงานของบัตรเครดิตเข้าใจไม่ยากครับ

บัตรเครดิตจะแบ่งเป็น ‘รอบบิล’

โดยกำหนดว่าวันใดวันหนึ่งในแต่ละเดือนเป็น “วันสรุปยอดบัญชี”

และกำหนดอีกวันในเวลาถัดไปอีกเล็กน้อยเป็น “วันครบกำหนดจ่าย”

สมมุติว่า บัตรเครดิตธนาคาร SBANK กำหนดวันสรุปยอดบัญชีเป็นวันที่ 25 ของแต่ละเดือน นั่นแปลว่ารอบบิลของบัตรนี้ก็คือวันที่ 25 ของเดือนก่อน จนถึงวันที่ 25 ของเดือนนี้

และถ้าบัตรนี้กำหนดวันครบกำหนดจ่ายเป็น 15 วันหลังจากวันสรุปยอดบัญชี นั่นก็หมายความว่าต้องจ่ายยอดที่สรุปนั้นภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปนั่นเอง

ทีนี้เราทราบดีว่ากฎง่ายๆ ของบัตรเครดิตคือธนาคารยินดีจ่ายเงินค่าสินค้า/บริการนั้นให้ก่อนล่วงหน้า โดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ย “ถ้า” เราจ่ายเงินคืนครบในวันครบกำหนดจ่าย แถมยังให้คะแนนหรือมอบสิทธิ์ต่างๆ ให้กับเราอีกด้วย อย่างการสะสมแต้ม หรือส่วนลด ฯลฯ

เพราะฉะนั้นถ้าจ่ายหมดทุกรอบ…ชีวิตก็โอเคครับ

ความวินาศสันตะโรจะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่ม ‘จ่ายขั้นต่ำ’

แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาที่เป็นช่วงโควิด-19 จึงมีการผ่อนผันการจ่ายขั้นต่ำอยู่ที่ 5% ของยอดใช้จ่ายมาหลายปี ตอนนี้เริ่มมีข่าวว่าตัวเลขนี้จะกลับมาเป็น 10% ของยอดการใช้จ่ายอีกครั้ง แล้วทีนี้ถ้าเราจ่ายขั้นต่ำจะเป็นยังไง? เดี๋ยวมาลองคำนวณดูกันครับ เพราะตอนนี้สิ่งที่เรียกว่า “ดอกเบี้ยบัตรเครดิต” กำลังทำงานแล้ว

วิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต

อย่างแรกเลยคือดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นสูงมาก ประมาณ 16% ต่อปี (มีโอกาสจะปรับเป็น 18% ในอนาคต) แต่ที่หนักคือบัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยจาก 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 คือ “คิดดอกเบี้ยจากยอดทั้งหมด” ตั้งแต่วันที่รูดสินค้า ถึง วันที่ชำระขั้นต่ำ

ส่วนที่ 2 คือ “คิดจากเงินคงเหลือหลังจากที่จ่ายขั้นต่ำไปแล้ว” ตั้งแต่วันที่ชำระขั้นต่ำ ถึงวันสรุปยอดเดือนถัดไป ซึ่งยอดรวมของดอกเบี้ยทั้ง 2 ส่วนนี้จะถูกเรียกเก็บคุณในเดือนถัดไป

มาดูตัวอย่างกันครับ

สมมุติว่าบัตรเครดิต ​SBANK มีกำหนดวันสรุปยอดบัญชีเป็นวันที่ 25 ของแต่ละเดือน และวันครบกำหนดจ่ายคือวันที่ 10 ของเดือนถัดไป

วันที่ 1 มกราคม คุณไปถอยมือถือเครื่องใหม่ราคา 50,000 บาท เพราะฉะนั้นวันครบกำหนดจ่ายคือวันที่ 10 กุมภาพันธ์​ และเราสามารถเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% ได้ นั่นหมายความว่าก็จ่ายแค่ 5,000 บาท

ตอนนี้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเริ่มทำงานครับ

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สรุปยอดวันถัดไป เราจะถูกเรียกให้จ่ายค่าบัตรเครดิตตามนี้ครับ

1. ดอกเบี้ยจากการใช้จ่ายยอด 50,000 บาท ถูกคำนวณย้อนไปถึงวันที่เราได้ใช้บัตรซื้อมือถือเครื่องนั้น (1 มกราคม) ไล่มาจนถึงวันก่อนที่เราจะจ่ายขั้นต่ำ (9 กุมภาพันธ์) ก็คิดเป็น 40 วัน เท่ากับดอกเบี้ยจำนวน

50,000 * 16% * (40/365) = 876.71 บาท

2. ดอกเบี้ยจากยอดหลังจากจ่ายขั้นต่ำแล้ว นั่นคือ 45,000 บาท ถูกคำนวณจากวันที่จ่ายขั้นต่ำ (10 กุมภาพันธ์)​ จนถึงสรุปยอดบัญชี (25 กุมภาพันธ์) คิดเป็น 16 วัน

45,000 * 16% * (16/365) = 315.62 บาท

ทีนี้ถ้าเดือนที่ผ่านมาไม่ได้รูดอะไรเพิ่มเลย ยอดคงค้างคือ 45,000 บาท รวมยอดบัตรเครดิตที่ต้องจ่ายในวันที่ 10 มีนาคม คือ 45,000 + 876.71 + 315.62 = 46,192.33 บาท

และถ้าถึงวันที่ 10 มีนาคม เราเลือกจ่ายขั้นต่ำอีก ทีนี้ดอกเบี้ยมันก็จะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จ่ายกี่ปีไม่รู้กว่าจะหมด หลายคนก็อาจจะบอกว่าถ้ารูดก็ 0% สิบเดือนไปสิ ใช่ครับ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ที่อยากจะบอกก็คือว่าบัตรเครดิตนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เวลาจ่ายขั้นต่ำแล้วปัญหาจะเริ่มตามมาเรื่อยๆถ้าไม่รีบปิดหนี้

คำแนะนำของการใช้บัตรเครดิตที่ดีที่สุดก็คือคิดก่อนรูด รูดเสร็จกันเงินไว้เลยเพื่อจ่ายสิ้นเดือน จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง ถ้าทำไม่ได้ต้องจ่ายขั้นต่ำก็จ่ายเพื่อรักษาเครดิต แต่เดือนต่อไปต้องรีบจ่ายให้หมดแล้วอย่ากดเงินสดหรือจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ

ขับรถชน “รถหรูราคาแพง” ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ? กรณีเงินประกันไม่พอจ่าย

การเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ตามกฏหมายเป็นเรื่องของการทำ “ละเมิด” กล่าวคือ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ผู้ที่ทําละเมิด หรือ ผู้ก่อเหตุนั้น จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ดังนั้น หากเกิดกรณีที่เราขับรถไปชนกับรถของผู้อื่นจนได้รับความเสียหายไม่ว่าจะด้วยความ “จงใจ” หรือ “ประมาท” ผู้ก่อเหตุมีหน้าที่ที่จะต้อง “ชดใช้และรับผิด” ให้สิ่งที่เสียหายไปกลับมาอยู่ใน “สภาพเดิม”

โดย “มูลค่าความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินตามจริงว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไร และผู้ก่อเหตุก็ต้องรับผิดชอบตามจำนวนเงินที่เป็นค่าเสียหายนั้น โดยอาจแบ่งเป็นกรณีได้ดังนี้

1. กรณีมีประกันรถยนต์

การเกิดอุบัติเหตุจนทำให้มีค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ถือเป็น “ความเสี่ยง” ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเผชิญ แต่ความเสี่ยงนี้สามารถโอนย้ายได้ด้วยการ “ทำประกัน” โดยให้ “บริษัทประกัน” เป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแทนเรา

แต่ความเสี่ยงที่โอนไปให้บริษัทประกันนั้นก็จำกัดด้วยเงื่อนไขของ “วงเงินคุ้มครอง” ซึ่งจะระบุไว้ในกรมธรรม์ว่าจะมีการรับผิดชอบต่อทรัพย์ของผู้อื่นสูงสุดเป็นวงเงินเท่าใด

1.1 กรณี “ค่าเสียหาย” น้อยกว่า “วงเงินคุ้มครอง”

ในกรณีนี้บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงซึ่งอยู่ภายใต้วงเงินที่ได้รับความคุ้มครอง

1.2 กรณี “ค่าเสียหาย” มากกว่า “วงเงินคุ้มครอง”

ถึงแม้ว่าเราจะโอนย้ายความเสี่ยงให้บริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว แต่ทั้งนี้ เรายังคงเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพราะฉะนั้น “ค่าเสียหาย” ที่เกินว่า “วงเงินคุ้มครอง” หากเราเป็นผู้ก่อเหตุให้เกิดความเสียหายก็ต้องรับผิดจ่ายเพิ่มไป

แต่ถ้าผู้ก่อเหตุไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหายในส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง ต้องทำอย่างไร?

จริงๆ แล้ว “ค่าเสียหาย” ถือเป็น “หนี้” อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิด ดังนั้น ผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาทรัพย์สินของผู้ก่อเหตุไปขายเพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ คู่กรณีสามารถเจรจาต่อรองกันได้ เช่น การขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ เป็นต้น

2. กรณีไม่มีประกันรถยนต์

ในเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ “การทำประกันภาคบังคับ” กับ “ประกันภาคสมัครใจ”

ประกันภาคบังคับ ก็คือ “ประกัน พ.ร.บ.” ที่รถทุกคันต้องมี แต่ความคุ้มครองจะคุ้มครองเฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวคนเท่านั้น ส่วนประกันภาคสมัครใจ ก็คือ “ประกันรถยนต์ทั่วไป” ที่ผู้ใช้รถสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ โดยจะมีความคุ้มครองค่าเสียหายที่เกิดจากทรัพย์สินด้วย

ดังนั้น การมีประกัน พ.ร.บ. เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีประกันรถยนต์ และมีความเสียหายเกิดขึ้นกับรถคู่กรณี เราจะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงในการจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด

แต่ถ้าไม่มีเงินที่จะจ่าย ค่าเสียหายก็จะกลายเป็น “หนี้” ให้คู่กรณีฟ้องร้องในสินทรัพย์ของเราได้เช่นเดียวกันกับกรณีที่วงเงินคุ้มครองไม่พอจ่ายค่าเสียหายนั่นเอง

สรุปได้ว่า ส่วนที่ผู้ก่อเหตุจะต้องรับผิดชอบ คือ “มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง” ซึ่งถ้ามีประกันรถยนต์ และวงเงินคุ้มครองเพียงพอ กรณีนี้สบายใจเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าไม่มีประกันหรือวงเงินคุ้มครองไม่เพียงพอ เราจะต้องรับผิดชอบส่วนที่เหลือนั้น และหากไม่มีเงินจ่าย ผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.พีรภัทร ฝอยทอง ทนายความและนักวางแผนการเงินส่วนบุคคล เจ้าของเพจ Dr. Pete Peerapat

ทำไมเกษียณอายุเร็ว อาจจะไม่ได้มีแต่ข้อดีแบบที่เราคิด?

สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่เชื่อว่ามีเป้าหมายเรื่องการเกษียณไว้ในหัวไม่มากก็น้อย หลายคนอาจจะมีเป้าเรื่องการเงิน พอเก็บเงินได้เท่านี้ก็จะหยุดทำงานและไปนอนอยู่บ้านสบาย ๆ บางคนอาจจะเป็นเป้าเรื่องอายุ พออายุ 65 ก็หยุดละจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

นั่นอาจจะเป็นการเกษียณในแบบที่เราคุ้นเคยกันแล้ว หลัง ๆ มาก็มีเทรนด์การเกษียณรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาด้วยอย่างเช่นพวก FIRE (Financial Independence, Retire Early) ที่ทำงานอย่างบ้าคลั่งเก็บเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเกษียณอายุตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว บางคนยังอยู่ในช่วงสามสิบต้น ๆ ก็เกษียณแล้วก็มี

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทางเลือกหรือสามารถทำได้ตามแผนที่ทางวางเอาไว้ บางคนระหว่างทางสูญเสียงาน มีปัญหาสุขภาพ ภาระรับผิดชอบทางบ้าน ฯลฯ เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างในชีวิตสามารถกระทบกับแผนเกษียณที่วางเอาไว้ทั้งสิ้น

สำหรับคนที่โชคดี ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ สามารถหยุดทำงานแล้วเกษียณได้อย่างที่ต้องการ แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้นอยากชวนมาดูข้อดีข้อเสียของเรื่องนี้สักหน่อย เพราะแม้เราจะเกษียณอายุได้ บางทีเราอาจจะไม่ควรทำก็ได้

ข้อดี

1. สุขภาพแข็งแรงขึ้น

เมื่อไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน ตื่นสายได้ นอนหลับเพียงพอ ตื่นมาก็ไม่ต้องรีบยัดอาหารเช้าเข้าปากหรือไปนั่งกินแซนด์วิชที่โต๊ะทำงาน ถ้าเกษียณเราจินตนาการได้เลยว่าเมื่อหลุดออกมาจากวงจรชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ สุขภาพที่ดีขึ้นก็จะตามมาด้วย แน่นอนว่าสุขภาพจิตก็ดีขึ้นเมื่อเครียดน้อยลงด้วย

2. มีเวลาสำหรับพักผ่อนเดินทางเยอะขึ้น

หลังจากติดอยู่กับข้อจำกัดวันหยุดสองสัปดาห์ต่อปีมานาน เมื่อเกษียณแล้วอยากไปไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ตราบใดที่เงินพาไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกษียณตอนอายุยังน้อย ปัญหาสุขภาพก็ไม่ทำให้ชีวิตลำบากด้วย

3. โอกาสใหม่ในการทำงานที่อยากทำ

ถ้าคุณฝันว่าอยากจะทำงานในอุตสาหกรรมอื่นหรืออยากเป็นเจ้านายของตัวเอง ถ้าเกษียณแล้วอยากทำก็ทำได้ ยิ่งถ้าเกษียณเร็วก็มีเวลามากพอที่จะทำงานที่ตัวเองรักโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนมากเท่าไหร่นัก

ถ้าอยากทำธุรกิจก็ไม่สายเกินไป บางคนบอกว่าเกษียณตอน 60 แล้วอยากทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง มันก็จะช่วยทำให้คุณกระฉับกระเฉงไปอีกนานหลายสิบปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ด้วย

ข้อเสีย

1. มันก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

มีงานวิจัยจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นองค์กรวิจัยเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของอเมริกา (National Bureau of Economic Research) ในปี 2008 บอกว่าการเกษียณทำให้สุขภาพจิตและความสามารถในการเคลื่อนไหวตัวเองแย่ลง นอกจากนั้นแล้วยังมีเรื่องปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดสมองตามมาด้วย

แม้ว่านั่นจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่อาจจะทำให้เราตัดสินใจเกษียณอายุช้าลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เกษียณตั้งแต่อายุยังน้อยจะต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้กันทุกคน เพราะในรายงานก็บอกว่าคนที่เกษียณแล้วแต่ยังคงกระฉับกระเฉง ออกกำลังกายสม่ำเสมอและยังเข้าสังคมเจอคนอยู่บ่อย ๆ ก็มีโอกาสลดความเสี่ยงเรื่องพวกนี้ลงไปเยอะด้วยเช่นเดียวกัน

2. เงินที่เก็บมาต้องใช้ไปอีกนานกว่าเพราะเราอายุยืนกว่าเดิม

ถ้าเราเกษียณตั้งแต่อายุ 45-50 ปี แล้วอยู่ไปจนถึง 90-95 ปี นั่นหมายความว่าเงินที่เก็บมาต้องเพียงพอสำหรับ 40-50 ปีข้างหน้าเลยถ้าไม่มีการเติมเพิ่มเข้าไป แต่ถ้าเราเกษียณตอน 65-70 ปี ระยะเวลาตรงนั้นก็จะเป็นแค่ 20-30 ปีเท่านั้น การทำงานที่นานขึ้นก็ทำให้เราสามารถมีเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งถ้าเป็นพอร์ตการลงทุนระยะยาว ผลตอบแทบก็มีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือว่าเงินที่เก็บมานั้นจะร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าหมอ ค่ายารักษาโรค ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็แพงขึ้น เราคิดว่ายิ่งแก่ยิ่งจะใช้จ่ายน้อยลงเพราะไม่ได้เอาเงินไปใช้อะไร นี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะอย่างแรกเลยเราจะมีเวลาว่างเยอะขึ้น ก็มีโอกาสที่จะไปเที่ยว ไปกิน ไปจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายขึ้น อย่างที่สองคือเมื่อแก่ตัวก็ต้องใช้จ่ายให้คนมาทำนู่นนี้ให้เสมอ (แม่บ้าน, คนสวน ฯลฯ) และอย่างที่สามที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะมีแต่แพงขึ้นเรื่อย ๆ

การเก็บเงินสำหรับเกษียณต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ไปด้วย

3. ประกันสุขภาพแสนแพง

ถ้าคุณโชคดีเกษียณอายุออกมาในวัย 65-70 ปีและที่ทำงานเดิมมีสวัสดิการสุขภาพสำหรับพนักงานหลังเกษียณอายุก็ถือว่ารอดตัว แต่ถ้าคุณไม่ได้วางแผนล่วงหน้าแล้วมาซื้อประกันสุขภาพในวัยเกษียณ​ ค่าใช้จ่ายจะแพงเอามาก ๆ เพราะเรามีความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ ประกันสุขภาพปีหนึ่งตัวเลข 5-6 หลักถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยด้วยซ้ำ

4. เบื่อและไร้เป้าหมายในชีวิต

คนที่เกษียณอายุไปแล้วหลายต่อหลายคนมีปัญหาในการปรับเปลี่ยนจากชีวิตการทำงานแบบเต็มเวลาไปเป็นชีวิตที่อิสระของการเกษียณ หลายคนจะคิดถึงเพื่อนที่ทำงาน หัวหน้า ลูกน้อง บางคนรู้สึกอยากกลับไปทำงานด้วยซ้ำ แต่เมื่อออกมาแล้วมันก็ไม่ได้ง่ายที่จะกลับไป แม้ตอนนี้หลาย ๆ ธุรกิจบ้านเราก็เริ่มเปิดรับพนักงานที่สูงอายุมาทำงานอย่างเช่น Amazon, HomePro, Big C, SE-ED หรือ IKEA แต่ทางเลือกก็น้อยกว่าคนที่อายุน้อยกว่ามาก

หลายคนถึงเวลาต้องเกษียณแต่ไม่มีแผนในชีวิตเลยว่าจะทำอะไรต่อ พอหยุดงานก็เริ่มเคว้งไม่มีอะไรทำ เป้าหมายในชีวิตหายไป บางคนเฉาเหมือนต้นไม้ที่ไม่ได้รับน้ำ ใส่ปุ๋ยพรวนดิน เพราะก่อนหน้านั้นทำแต่งาน ไม่เคยมีงานอดิเรก พอไม่มีงานทำปุ๊บก็ไม่รู้จะทำอะไร เริ่มเบื่อและสุดท้ายสมองเมื่อได้ใช้งานก็จะช้าลงไปเรื่อย ๆ

จุดสมดุล

สุดท้ายแล้วก็เหมือนทุกอย่าง มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็คงไม่เหมาะ เกษียณเร็วก็อาจจะรู้สึกเสียดายภายหลัง เกษียณช้าไปก็กลัวไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข เราก็ต้องหาจุดตรงกลาง

มันมีสิ่งที่เรียกว่า Phased Retirement หรือการปรับลดโหลดการทำงานให้น้อยลงแต่ยังทำงานอยู่ เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต ในวัยห้าสิบกลาง ๆ เราอาจจะเริ่มคุยกับหัวหน้างาน ปรับโหลดงานให้น้อยลง บางทีมีวันหยุดที่ยาวขึ้น หรือช่วงวันหยุดก็คือไม่ต้องติดต่อเรื่องงานเลย ขอทำงานที่บ้านไปเลยก็ได้ นี่จะช่วยทำให้คุณปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีงาน มีตารางชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และดูว่าการอยู่บ้านเฉย ๆ หรือไม่ต้องทำงานคุณจะรู้สึกยังไงบ้าง

อีกอย่างหนึ่งคือพยายามใช้วันหยุดของปีแบบเป็นก้อนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงนี้จะช่วยทำให้เรามีเวลาปลีกออกมาจากงานที่ทำ ใช้เพื่อลองทำอะไรใหม่ ๆ อาจจะเป็นเดินทางหรือหางานอดิเรกบางอย่างที่อยากทำก็ได้

สุดท้ายแล้วการตัดสินใจว่าจะเกษียณเมื่อไหร่และต้องเตรียมตัวแค่ไหนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่มีคำตอบตายตัว อย่างที่เราเห็นว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของสุขภาพของเราเองหรือภาระอื่น ๆ ที่เรายังมีอยู่ด้วย แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนสำหรับตัวเราเอง ดูว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร และเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้จะใช้มันเพื่อทำอะไร

การเกษียณไม่ควรเป็นการหยุดทำ แต่มันควรเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่คุณจะได้ใช้ชีวิตในเแบบที่ต้องการจริง ๆ มากกว่า

5 วิธีหยุดนิสัยเสียทางการเงิน ถ้าอยากเป็นคนรวย!

มีใครเป็นแบบนี้ไหมครับ แพ้คำว่า “ของมันต้องมี” หรือวิ่งเข้าใส่เวลาเจอป้าย Sale หลายคนอยากเลิกพฤติกรรมแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง?? วันนี้ aomMONEY มี 5 วิธีหยุดนิสัยเสียทางการเงินมาฝากครับ ถ้าทำได้ตามนี้รับรองว่ากลายเป็นคนรวย ออมเงินได้เยอะขึ้นแน่นอน

1. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไร้ประโยชน์

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการหันกลับมามองตัวเองว่า มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น ค่า Netflix, Spotify, ฟิตเนสรายเดือน หรือค่าโทรศัพท์แพงๆ เป็นต้น ถึงเวลาต้องพิจารณาอย่างจริงจัง! ว่าเราใช้คุ้มกับเงินที่เสียไปไหม? สมมติเดือนนึงเราดูหนัง-ฟังเพลงแค่นิดหน่อย หรือสมัครฟิตเนสทิ้งไว้งั้นๆ ก็ต้องตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อที่เราจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น

2. เน้นของฟรีไว้ก่อน

จากข้อแรกที่เราตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นออกไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลามองหา “ของฟรี” เช่น การเล่นฟิตเนส/ออกกำลังกาย สามารถทำได้ทุกที่แม้กระทั่งในบ้าน ลองเปิดคลิปยูทูบแล้วทำตาม แค่นี้เราก็หุ่นดีได้ไม่ต้องเสียตังค์แล้วครับ

3. หัดตั้งคำถามก่อนซื้อ

จริงอยู่ที่ว่าของราคาแพง แบรนด์เนมต่างๆ มักมาพร้อมคุณภาพที่ดี แต่ถ้าซื้อมาแล้วเราแทบไม่ได้ใช้เลย เพราะเสียดาย กลัวเป็นรอย หรือของที่ซื้อมาราคาถูกเวอร์ แต่ก็พังเร็วเช่นกัน นั่นแปลว่าเราเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์อยู่ดี ลองเปลี่ยนมาเลือกซื้อของที่ทั้งสวยและคุ้มค่ากับการใช้งานดีกว่าครับ

4. เลิกจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ

หยุดเอาเงินในอนาคตมาใช้‼ แล้วคิดว่า “ไม่เป็นไร ค่อยๆ ทยอยจ่ายขั้นต่ำไปก็ได้” เพราะการจ่ายขั้นต่ำจะทำให้เราจะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด นับตั้งแต่วันที่รูดซื้อทันที แถมดอกเบี้ยนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ จะมากกว่าเงินต้นเสียอีก ดังนั้นต้องคิดก่อนนะครับ ทางที่ดีคืออย่าใช้จ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้

5. ตั้งเป้าหมายทางการเงินอย่างจริงจัง!!

ควรตั้งเป้าหมายเรื่องการเงิน ตั้งแต่ปัจจุบันถึงอนาคตอย่างชัดเจน จริงจัง! ไม่ว่าเราจะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านหลังแรก ซื้อรถยนต์ หรือออมไว้ใช้ตอนเกษียณ ก็จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้เงินฟุ่มเฟือย รู้จักหักห้ามใจตัวเอง เพราะตอนนี้เรามีเป้าหมายทางการเงินแล้ว ดังนั้นต้องทำให้ได้ อย่าวอกแวกเด็ดขาด!!!

สรุปจาก aomMONEY

และนี่ก็คือ 5 วิธีหยุดนิสัยเสียทางการเงิน โดยอาศัยความมีวินัย รู้จักวิธีการบริหารเงิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เราเสียเงินโดยใช่เหตุ เมื่อเราก้าวข้ามนิสัยเหล่านี้ไปได้ การเป็นคนรวยและมีเงินออมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

แก่เกินไปที่จะหางานใหม่ แต่ก็เด็กและจนเกินไปที่จะเกษียณ “คำสาปวัย 35” ความเชื่อของ Millennials ชาวจีนในช่วงวัยที่กลับไม่ได้แต่ไปก็ไม่ถึง

เมื่อพูดถึงวัย 35 ปี คุณคิดถึงอะไร? สำหรับหลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเป็นหมุดหมายชีวิตที่เข้าสู่ช่วงวัยกลางคน จุดที่ต้องเริ่มคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น วางแผนอย่างจริงจังสำหรับวัยเกษียณ บางคนอาจจะเริ่มกังวลถึงผมหงอก ตีนกา หรือวิกฤติวัยกลางคน (Midlife Crisis) หรือดีหน่อยบางคนอาจจะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องกลับมาคิดทบทวนแล้วลองทำอะไรใหม่ๆ ที่มีความหมายกับชีวิตมากขึ้น

แต่สำหรับ Millennials ชาวจีนแล้ว วัย 35 ปี กลับให้ความรู้สึกเหมือนช่วงวัยต้องสาปของชีวิตการทำงาน เพราะรู้สึกว่าบริษัทส่วนใหญ่จะจ้างแต่เด็กๆ ที่อายุไม่ถึง 35 ปี จึงทำให้ทำให้คนที่อยู่ในช่วงวัยนี้ กดดัน เครียด กลัว กังวล และคิดว่าแก่เกินไปที่จะหางานใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เด็กและจนเกินไปที่จะเกษียณ จนเกิดเป็นกระแสบน Weibo (โซเชียลมีเดียของจีนคล้าย Twitter) และคำเรียกชวนหดหู่ว่า “คำสาปวัย 35″ เลยทีเดียว

คอมเมนต์หนึ่งเขียนเกี่ยวกับคำสาปวัย 35 ว่า

“ฉันกลัวมากว่าจะไม่สามารถรักษางานของตัวเองได้ แล้วหลังจากนั้นก็ต้องไปวิ่งหางานใหม่โดยรับมือกับอารมณ์ของเจ้าของธุรกิจ มันน่ากลัวและเครียดมากเลย”

อีกคนหนึ่งก็คอมเมนต์เสริม

“ชีวิตมันโหดมาก ฉันเป็นโสดและไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบ้าน แล้วแก่ตัวมาจะไปอยู่ที่ไหน? เจ้าของบ้านเช่านี้ก็ไม่ปล่อยเช่าให้คนสูงอายุ มันยากมากที่จะหาเงินตอนที่อายุมากขึ้น ในชีวิตนี้ เราก็แค่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ไหน”

หลายๆ คนก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงเดียวกันว่ามันเป็นวงจรที่น่ากลัวมาก แก่เกินไปที่จะหางานในวัย 35 ปี แต่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอและไม่สามารถที่จะเกษียณได้ แม้จะทำงานไปจนอายุเกิน 60 ปีก็ตาม

สถานการณ์ “การเหยียดอายุ” (Ageism) นี้ไม่ได้แค่เกิดในบริษัททั่วไปเท่านั้น ตำแหน่งงานต่างๆ ในหน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะเปิดรับเด็กจบใหม่ เงื่อนไขอายุระหว่าง 18-35 ปี ซึ่งนี่ก็ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลงไปมากกว่าเดิม แม้จะมีการพยายามแก้ไขเรื่องนี้โดยการยกระดับเกณฑ์อายุให้สูงขึ้นเป็น 40 ปี แต่คนที่สมัครก็ต้องจบปริญญาโทหรือเอกขึ้นไปเท่านั้น

เทียนเลย หวง (Tianlei Huang) หนึ่งในนักวิจัยที่ Peterson Institute for International Economics องค์กรวิจัยอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไรและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของประเทศอเมริกา บอกกับเว็บไซต์ Business Insider ว่า

“เมื่อหน่วยงานรัฐจ้างงานแบบเลือกปฏิบัติแบบนี้ นายจ้างเอกชนก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลในการทำเช่นเดียวกัน”
ทาเนีย เลนนอน (Tania Lennon) กรรมการบริหารที่ International Institute for Management Development สถาบันการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจนานาชาติให้ความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะ “ช่วงวัย 35 ปีถือเป็นหมุดหมายสำคัญ มันคือช่วงที่คุณกำลังเข้าสู่ช่วงจุดสูงสุดของเส้นทางสายอาชีพและหารายได้เลย​“ การถูกดันให้หลุดออกจากวงจรการทำงานในช่วงนี้กลายเป็นผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีเงินเก็บเพียงพอ เหมือนที่คอมเมนต์หนึ่งบอกว่า

“ฉันเพิ่งอายุ 34 และตกงานเมื่อสามเดือนก่อน ปีนี้ฉันจะมีชีวิตรอดไหมเนี้ย?”

จากรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมการทำงาน_996_อันโหดร้ายของจีน

เหตุผลส่วนหนึ่งที่บริษัทในประเทศจีนนั้นอยากจ้างงานคนหนุ่มสาวมากกว่าก็เพราะวัฒนธรรมการทำงาน “996” ที่ส่งเสริม ผลักดัน (เชิงบังคับ) ให้พนักงานทำงานอย่างหนัก ถ้าอยากก้าวหน้าทางอาชีพการงาน ต้องเข้างาน 9 โมงเช้า จนถึง 9 โมงเย็น (สามทุ่ม) เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ (996) เพราะฉะนั้นจึงมองหาพนักงานที่อายุน้อย สุขภาพแข็งแรง และพร้อมจะทุ่มทำงานเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อตอบสนองวัฒนธรรมการทำงานหนักแบบนี้นั่นเอง

หวง อธิบายต่อว่า “เป็นเรื่องจริงที่พนักงานที่อายุน้อยนั้นมีสุขภาพที่ดีกว่า และมักจะมีภาระครอบครัวที่น้อยกว่าคนที่อายุ 35 ปีขึนไป จึงทำให้ทำงานได้เยอะกว่า”

นอกจากเรื่องของสุขภาพและภาระครอบครัวแล้ว (แม้จะไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องนัก) บริษัทก็คิดว่าคนที่อายุเกิน 35 ไปแล้วนั้นมีความยืดหยุ่นในการทำงานน้อยกว่า ไม่ค่อยทันเรื่องเทคโนโลยี และเรียนรู้ได้ช้ากว่าคนรุ่นใหม่ด้วย

อัตราการเติบโตของธุรกิจในประเทศจีนที่ชะลอตัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้รุนแรงมากขึ้น ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาเราเห็นเศรษฐกิจของจีนนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว GDP เติบโตเป็นเลขสองหลักนานหลายปี แต่ก็ค่อยๆ ชะลอลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนการระบาดโควิด-19 ด้วยซ้ำ และล่าสุดปีนี้นักวิเคราะห์หลายแห่งก็คาดการณ์ว่ามีโอกาสจะโตแค่ 5-6% เท่านั้นแม้กลับมาเปิดประเทศแล้วก็ตาม

จึงไม่แปลกที่บริษัทต่างๆ จะชะลอการจ้างงานและเลือกเฟ้นหาพนักงานที่อายุน้อยมากขึ้น เพราะตอนนี้ในไตรมาสที่สอง 2023 จำนวนคนหนุ่มสาวที่ว่างงานก็สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 21%

ในมุมของบริษัท เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ก็ชะลอตัว เมื่อคนหนุ่มสาวว่างงานเยอะ บริษัทก็เลือกที่จะจ้างคนหนุ่มสาวมากกว่าคนที่อายุมากขึ้น โดยกดค่าแรงต่ำๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่องานหายาก คนหนุ่มสาวมีอะไรก็ต้องทำไปก่อน บริษัทมีค่าใช้จ่ายน้อยลง แถมยังได้พนักงานที่ภาระความรับผิดชอบทางบ้านน้อย ข้อต่อรองน้อยกว่า และทำงานวันหนึ่งได้นานๆ ด้วย

แต่ยังไงก็ตามเทรนด์ “คำสาปวัย 35” สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะหายไปเอง ตอนนี้เมื่อมีทางเลือกที่ราคาถูกกว่าในการจ้างงานเด็กจบใหม่ที่ว่างงานเป็นจำนวนมาก บริษัทก็ทำแบบนั้น แต่อย่างที่เราทราบกันว่าปีที่แล้วประชากรในประเทศจีนนั้นลดลง 850,000 คนเป็นครั้งแรกตั้งแต่ยุค 60’s นั่นหมายความว่าอัตราการเกิดของเด็กน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากร ซึ่งสุดท้ายจะนำมาซึ่งจำนวนประชากรที่ลดลงในอนาคต

เมื่อประชากรเกิดน้อยลง นั่นหมายความว่าบริษัทก็จะมีทางเลือกน้อยลงในการจ้างงานคนหนุ่มสาว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการแข่งขันในการจ้างงานเด็กจบใหม่ที่มีความสามารถและทำให้ค่าแรงแพงขึ้น เพราะฉะนั้นอีก 10-20 ปีข้างหน้าคำสาปวัย 35 อาจจะไม่มีอีกแล้ว เพราะถ้าไม่จ้างคนที่มีอายุมากขึ้น ไม่เพียงแต่ก็จะไม่มีคนทำงานในบริษัทเท่านั้น คนกลุ่มนี้ค่าแรงอาจจะถูกกว่าพนักงานหนุ่มสาวที่หายากอีกด้วย

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม สำหรับ Millennials ชาวจีนในยุคนี้ คำสาปวัย 35 ถือเป็นการเอาพริกเกลือมาโรยบาดแผลแห่งความโหดร้ายของโชคชะตา เศรษฐกิจที่ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนยุคก่อนๆ ทำให้ยังไม่สามารถตั้งตัวได้ เงินเก็บที่มีไม่พอที่จะเกษียณ การถูกบีบให้ออกจากงานหรือโอกาสในการทำงานใหม่นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ โดยรวมแล้วก็ดูค่อนข้างสิ้นหวังไม่น้อย

มีโพสต์หนึ่งใน Weibo ที่น่าจะสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี บอกว่า

“ทั้งหมดที่เราสร้างขึ้นมาคือคนมากมายที่ไร้ซึ่งเป้าหมาย มันไม่ใช่ว่าคนอายุ 35 ปีไม่อยากทำงานหนัก แต่เพราะสังคมกีดกันพวกเขาออกมาซะมากกว่า”

จะรวย หรือ จะล้ม ? รู้ได้ด้วย 6 คำถามเช็กชีพจรทางการเงิน

ลองเช็กสุขภาพทางการเงินกันหน่อยดีกว่า หากคุณตอบคำถามแบบเดียวกับที่เรากำหนดมา นั่นหมายความว่า คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในภาวะเสี่ยง อาจนำพาตัวเองไปล้มเหลวทางการเงินโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนได้ หากพฤติกรรมของคุณเป็นไปตาม 6 ข้อด้านล่างนี้ระบุไว้ คุณควรหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนนะครับ ก่อนปัญหาจะถาโถมจนคุณรับมือกับมันไม่ไหว

1. คุณทราบหรือไม่ว่าตอนนี้คุณมีเงินสด ทรัพย์สินอื่นๆ และหนี้สินอยู่จำนวนเท่าใด?

หากคุณตอบไม่ได้ ขอกลับไปสำรวจก่อน การตอบเช่นนี้ หมายความว่าคุณอยู่ในภาวะที่เสี่ยงมาก หนี้สินก็ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไร เงินทองทรัพย์สินที่ตัวเองมีก็ยังไม่รู้อีก มันอาจจะทำให้คุณตกหลุมพรางความโลภ หรือความปรารถนาถึงสิ่งที่คุณอยากได้อยากมีสินค้าใดก็ตามที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าคุณกะทันหัน หากคุณห้ามใจไว้ไม่ได้ หรือไม่ได้เป็นคนวางแผนในการใช้จ่ายเงิน เงินคุณจะไหลออกไปเรื่อยๆโดยคุณไม่รู้ตัว

รู้ตัวอีกทีก็ใช้เงินจนหมุนกันไม่ทันเสียแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือ เอารายได้ และรายจ่าย หนี้ เอาออกมากางให้หมด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวเองครับ

2. คุณออมเงินอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?

หากคุณตอบว่า..คุณไม่เคยออมเงินได้เลยสักครั้ง การออมเงินเป็นเรื่องไกลเกินฝัน ตอบอย่างนี้ชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้วนะครับ นอกจากจะไม่รู้ว่ามีเงินและสิ่งที่ต้องจ่ายอยู่ในครอบครองเท่าไรแล้ว ยังไม่มีเงินออมอีก อย่างนี้ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินต้องจ่ายเงิน จะเจอปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง หยิบยืมชาวบ้านมาใช้แน่ๆครับ

3. คุณทำอย่างไรกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน?

หากคุณตอบว่า..มีอะไรก็จ่ายๆ ไป ไม่จำเป็นต้องกำหนดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย

ตายแล้วววว ตอบอย่างนี้ เจออุบัติเหตุทางชีวิตนี่คุณมีสิทธิเจอทางตันในการแก้ปัญหาได้เลยนะครับ เริ่มเลยครับ บันทึกเสียตั้งแต่วันนี้ คุณจะได้เข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของตัวคุณเอง ได้เรียนรู้ว่าอะไรควรจ่าย อะไรควรประหยัด เริ่มทำเสียนะครับ เริ่มต้นเดือนใหม่แล้ว

4. คุณมีวิธีเลือกซื้อสินค้าหรือบริการอย่างไร?

หากคุณตอบว่า..เห็นก็ซื้อได้ทันที แล้วก็พบว่า มีสินค้าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากมายถูกกองไว้รอบบ้านแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อยู่ในบ้าน

โอ้วว เป็นการใช้เงินที่อันตรายมากเลยครับ ปรับแก้เสียนะครับ ถ้ารู้สึกว่าอยากได้สินค้านั้นเหลือเกิน ทิ้งเวลาให้ผ่านไปสัก 48 ชั่วโมงครับ จะได้รู้ว่า สินค้านั้นเราอยากได้หรือมันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องซื้อจริงๆ หรือไม่

5. ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าคุณจะถูกไล่ออก ประสบอุบัติเหตุ ป่วยจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้อย่างกะทันหัน คุณคิดว่าคุณจะมีเงินสำรองใช้เลี้ยงชีพคุณได้นานที่สุดเป็นระยะเวลาเท่าใด?

หากคุณตอบว่า..ไม่เกิน 3 เดือน นี่อยู่ในขั้นอันตรายมากนะครับ ยิ่งถ้าหากคุณมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ ค่าเช่าบ้าน แถมยังมีหนี้รายเดือนที่ต้องคอยโปะอีก ดันมาเจออุบัติเหตุไม่คาดฝัน ชีวิตคุณยุ่งแน่ๆ ครับถ้าไม่วางแผนจัดการเงินดีๆ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้กับชีวิตเรา อย่าใช้ชีวิตประมาทเลยนะครับ เริ่มออมเงินสำหรับส่วนที่ต้องใช้จ่ายฉุกเฉินเสียนะครับ ก่อนที่จะสายเกินไป

6. คุณเตรียมตัวสำหรับเกษียณอายุไว้อย่างไรบ้าง?

หากคุณตอบว่า .. ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถมีเงินใช้ในยามเกษียณได้อย่างเพียงพอ . . อันนี้หากมันเกิดอุบัติเหตุหรือคุณป่วยจนเป็นเหตุให้อายุสั้นกะทันหัน แล้วคุณไม่ต้องแบกรับภาระค่ารักษาก่อนเสียชีวิต อันนี้ก็คงไม่เป็นภาระชีวิตเท่าไร แต่หากคุณมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณ แต่ดันมีเงินเหลือเก็บร่อยหรอ มันจะลำบากเอานะครับ

รีบคำนวณและวางแผนเสียตั้งแต่ตอนนี้เถิดครับ ชีวิตคุณจะได้สุขสบายยามแก่เฒ่า ไม่เป็นภาระญาติมิตร ลูกหลาน และตัวเองด้วยนะครับ

ไหนล่ะ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’? เพราะอะไรมันถึงยังไม่เกิดขึ้น?

เกิดอะไรขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย? มันหายไปไหนล่ะ? ทั้งที่ราคาค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและดอกเบี้ยธนาคารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจและความมั่นใจของประชาชนก็ดูเหมือนจะยังแข็งแกร่งอยู่เลย

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากที่คาดการณ์เอาไว้เมื่อปีก่อน ตอนนี้มันน่าจะเกิดขึ้นแล้ว มีนักวิเคราะห์มากมาย (ถ้าลองไปค้นข่าวเมื่อช่วงกลางปีถึงปลายปีก่อนจะเห็นเลยว่ามองไปในทางเดียวกัน) บอกว่า “มันถูกเขียนเอาไว้แล้ว” หรือ “เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” หรือ “เราอาจจะอยู่ตรงนี้แล้วรึเปล่า แค่ยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้น”

หรือว่า…มันจะไม่เกิดขึ้น?

ตอนนี้อัตราการว่างงานก็ยังทรงตัวไม่ได้เพิ่มขึ้น เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษด้วยซ้ำ การปลดพนักงานก็เริ่มชะลอลงไปแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ค่อยเป็นค่อยไป ค่าแรงก็มีการปรับขึ้น ผู้บริโภคก็ไม่ได้ลดการใช้จ่ายให้น้อยลง มีความมั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจ และกำไรของบริษัทก็สูงเป็นประวัติการณ์

แล้วทำไมปีที่แล้วนักวิเคราะห์ต่างมองว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นกันล่ะ? ทำไมต้องทำให้คนหวั่นกลัวด้วย?

คำถามนั้นตอบได้หลายมุม ทั้งด้านเทคนิค ปรัชญา และประวัติศาสตร์ แต่เหตุผลพื้นฐานที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังไม่เกิดขึ้นก็เพราะว่าธุรกิจและผู้บริโภคสามารถรับมือกับค่าครองชีพราคาสินค้าและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนโยบายของรัฐบาลที่รับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งก่อนได้เป็นอย่างดี จนดูเหมือนว่าจะสามารถสกัดกั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไปได้ด้วย อย่างน้อย ๆ ก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั่นเอง

คำอธิบายง่ายที่สุดว่าทำไมนักวิเคราะห์ถึงคาดเดาผิดพลาดก็เพราะการคาดเดาเศรษฐกิจเป็นเรื่องยาก มันมีส่วนขับเคลื่อนที่หลากหลายและมีขนาดใหญ่ ความรู้ที่เรามีนั้นไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกอย่าง และข้อมูลที่มีก็มาจากอดีตทั้งสิ้น สิ่งที่คาดถูกและผิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ต่างกัน และข้อมูลที่จะเอามาใช้เพื่อศึกษาเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองก็มีเพียงแค่ 12 ครั้งเท่านั้น

ลองย้อนดูข้อมูลการทำนายอัตราการเติบโตของประเทศหนึ่ง ๆ ที่สื่อ The Economist เก็บฐานข้อมูล GDP ประจำปีมามากกว่า 1 แสนรายการ พบว่านักวิเคราะห์มีแนวโน้มที่จะคาดผิดไปประมาณ 0.4% ในไตรมาสที่จะเกิดขึ้น และพลาด 0.8% สำหรับปีถัดไปและ 1.3% สองปีล่วงหน้า (ซึ่งหลาย ๆ ประเทศก็มีอัตราการเติบโตอยู่ราว ๆ 0-4% เพราะฉะนั้นการผิดพลาดในระดับนี้ถือว่าสร้างความเสียหายได้เช่นกัน) ที่สำคัญ The Economist ก็ยังพบอีกว่านักวิเคราะห์มักคาดเดาได้แม่นยำน้อยที่สุดก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นสิ่งที่ *ยากที่สุด* สำหรับนักวิเคราะห์ในการคาดการณ์นั่นเอง

สำหรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ (ควรเกิดขึ้น) ครั้งนี้ก็มาจากข้อมูลที่บ่งบอกสัญญาณเตือนหลายอย่าง เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว ธนาคารกลางต่าง ๆ เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ ที่จากข้อมูลในอดีตนั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็จะตามมา

แล้วครั้งนี้ทำไมไม่เกิดขึ้น? ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาคอขวดที่คุกรุ่นมายาวนานและความขาดแคลนในระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นทำให้การกู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ว่าอัตราการก่อสร้างไม่ได้ชะลอตัวลงไปด้วย เนื่องจากงานในมือที่ค้างคามีโครงการจำนวนมาก ในทำนองเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ความสามารถในการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคลดลง แต่ปัญหาการขาดแคลนที่ต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถมือสองได้ช่วยรักษายอดขายให้คงยังแข็งแกร่งต่อไป

ที่สำคัญกว่านั้น ตลาดแรงงานของอเมริกานั้นแข็งแกร่งกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คิด และผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงเริงร่าในการใช้จ่ายซึ่งก็มาจากนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาลช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ตอนนั้นรัฐบาลกลางใช้เงินหลายล้านล้านไปกับการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและมอบเงินให้กับครอบครัว ซึ่งก็หมายความว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยไม่ได้ลดการใช้จ่ายลง แม้ว่าอัตราการว่างงานจะสูงถึงเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

อันที่จริงพวกเขาเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งกว่านั้นการตอบสนองเชิงนโยบายที่แข็งแกร่งมีผลทำให้ภาคเอกขึ้นค่าจ้างให้กับพนักงาน คนที่ออกจากงานจะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อกลับไปทำงานอีกครั้ง ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมมากมายต่างขาดแคลนแรงงาน ธุรกิจต่างๆ จึงกังวลที่จะสูญเสียพนักงานของตัวเองไปด้วย

ซึ่งความร้อนแรงของเศรษฐกิจแบบนี้ก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ถึงคาดว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้น มัน ‘ดีเกินไป’ จนทำให้ธนาคารกลางต้องออกมาชะลอลดความร้อนแรงลง ไม่ให้ภาวะเงินเฟ้อลุกลามและกลายเป็นต้นตอของปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง (ซึ่งก็จะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยรุนแรงและยาวนานกว่าเดิม) ทำให้มันช้าลงตอนนี้ดีกว่าภายหลัง ผู้บริโภคเงินสดที่เก็บมาจากการช่วยเหลือของรัฐบาลเริ่มร่อยหรอ การเติบโตของค่าจ้างกำลังซบเซา อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หมายความว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะปล่อยกู้แพงขึ้น

หลายคนก็เริ่มมองโลกในแง่ดีว่า บางทีเราอาจจะไม่เจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ได้ เดี๋ยวสักพักเงินเฟ้อก็จะค่อย ๆ ลดลงไปอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด 2-3% เอง (ตอนนี้อยู่ที่ราว 6%) ซึ่งแน่นอนว่าการคาดการณ์ตรงนี้ก็อาจจะผิดก็ได้ บางทีนักวิเคราะห์อาจจะไม่ได้คาดเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยผิดทั้งหมด เพียงแค่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วไปหน่อยก็ได้

สุดท้ายก็เหมือนคำกล่าวที่บอกว่า “พลาดผิดเป็นคน” (To Err is Human) และไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์หรือใครก็ตามก็คงพลาดได้ไม่ต่างกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save