ทำไม “การเก็บเงิน” ทำให้เราลำบากขนาดนี้?

เราอาจจะเคยได้ยินเพื่อนคุยกันว่าตอนนี้กำลังทยอยซื้อกองทุนรวมทุกเดือนเพื่อเก็บสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณ อีกคนก็กำลังปล่อยเช่าที่พักให้กับคนต่างชาติ เพื่อนคนอื่นๆ กำลังเอาเงินไปลงทุนโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด ในขณะที่เราได้แต่ฟังแล้วก็ถอนหายใจแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินใช้ถึงสิ้นเดือนนี้ พร้อมกับภาวนาว่าอย่าให้ตอนนี้ต้องมีเรื่องรีบใช้เงิน ไม่อย่างนั้นหมุนเงินไม่ทันชีวิตลำบากแน่ๆ

มันก็น่าแปลกนะที่เรากับเพื่อนมีเงินเดือนไม่ต่างกัน แต่ทำไมมีเงินเก็บแตกต่างกันม๊าก!! บทความนี้จะมาเฉลยความลับให้ว่ามันเกิดจากอะไรพร้อมกับวิธีแก้ไขเพื่อจะได้ลองนำไปปรับใช้กันได้

เรามีรายจ่ายอะไรบ้าง?

เราสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ถ้าเขื่อนมีรูรั่ว มีน้ำกัดเซาะก็ทำให้เขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลก็จะไหลทะลักออกมาได้ “การควบคุมรายจ่าย” ก็เหมือนการดูแลเขื่อนให้แข็งแรงตลอดเวลา เงินออมของเราก็จะอยู่รอดปลอดภัย แต่ถ้าใช้จ่ายแบบไม่ยั้งคิด ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า มันไม่ต่างกับเขื่อนที่เกิดรอยรั่ว อีกไม่นานเขื่อนก็พังทลายลงมาได้ เงินไหลออกมาจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลี้ยงตัวเองในอนาคต

ใครที่บ่นว่าตัวเองมีรายจ่ายเยอะ น่าจะเขียนออกมาว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีรายจ่ายมากหรือน้อยไม่เท่ากัน ถ้าจะให้ดีควรเขียนจำนวนเงินออกมาด้วยว่าแต่ละรายการกี่บาท ทำให้รู้สัดส่วนรายจ่ายของเราในแต่ละเดือนว่าเน้นหนักไปที่อะไร

แยกและลดรายจ่าย

หลายคนอยากลดรายจ่ายเพื่อจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น ในขณะที่บางคนมีรายจ่ายเยอะ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตัดทิ้งตรงไหน ก็เลยเลือกอันที่ใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นคือ เน้นกินประหยัด ด้วยการซื้อมาม่ากินทุกวัน แหม!! กินทุกวันแบบนี้อาจจะเสียเงินค่าดูแลสุขภาพมากขึ้น ทางที่ดีเราควรแยกรายจ่ายออกเป็น 2 แบบ แล้วเริ่มต้นที่รายจ่ายที่เราจัดการได้ก่อน คือ

1. รายจ่ายคงที่

เป็นรายการที่เราจะต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะใช้มากหรือน้อยก็จ่ายเท่าเดิม เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าห้องพัก ค่าผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์

วิธีลดรายจ่ายคงที่ของแต่ละแบบนั้นแตกต่างกัน เช่น

– การผ่อนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์นั้นจะต้องจ่ายค่างวดเท่ากันทุกเดือน ไม่สามารถโป๊ะหนี้เพื่อให้หมดเร็วๆ ได้ ในขณะที่การผ่อนบ้าน เราสามารถรีไฟแนนซ์ได้เมื่อครบกำหนด 3 ปี หรือผ่อนต่องวดมากกว่าที่ตกลงไว้ เพื่อจะได้หมดหนี้เร็วๆ ประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้

– ค่าเช่าห้องพัก ราคาถูกหรือแพงนั้น ควรเปรียบเทียบกับค่าเดินทางและความสะดวกอื่นๆ ประกอบกันด้วย บางครั้งเช่าที่พักราคาถูก แต่ต้องเดินทางไกลมาทำงาน รวมแล้วค่าใช้จ่ายไม่ต่างกับเช่าที่พักราคาแพงใกล้ที่ทำงานก็ได้

2. รายจ่ายไม่คงที่ (จัดการส่วนนี้ก่อน)

เป็นรายจ่ายที่ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา “ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายมาก” เช่น ผ่อนบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าเดินทาง ท่องเที่ยว ของเล่น โหลดแอพ ซื้อเกมส์ ค่าสมาชิฟิตเนส เข้าสปา เลี้ยงเพื่อน ฯลฯ

วิธีลดรายจ่ายไม่คงที่ ที่เห็นผลชัดเจนมาก คือ การประหยัดและการตั้งงบ

– ประหยัด | ใช้น้ำไฟอย่างประหยัด เลือกแพ็กเกจมือถือให้เหมาะกับการใช้งานของเรา เปลี่ยนจากโทรเสียเงินมาโทรผ่าน FB หรือ Line เปลี่ยนวิธีการชำระค่าบริการ (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรฯ) จากเคาน์เตอร์ที่เสียค่าธรรมเนียม มาเป็นแบบออนไลน์ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม

– ตั้งงบลั้นลาและเรียงลำดับตามความจำเป็น | ตั้งมาเลยว่าแต่ละเดือนจะใช้งบเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด ปาร์ตี้กับเพื่อนเท่าไหร่ เช่น เดือนละ X% ของรายได้ ถ้าเรื่องที่จะต้องใช้เงินมันมากกว่าเงินที่มี เราควรเรียงลำดับตามความจำเป็นก่อนหลัง หากใช้เงินส่วนนี้หมดแล้วก็เลื่อนไปซื้อในเดือนต่อไป แต่ถ้าเงินเหลือเราก็นำไปออมเพิ่มขึ้นได้

ถ้าทำหลายทางแล้วยังไม่ได้ผล แนะนำวิธีสุดท้าย คือ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป ให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น เช่น ค่ากินและค่าเดินทาง ที่จะทำให้เราเดินทางไปทำงานได้เท่านั้น

การวางแผนรายจ่ายสำคัญไม่แพ้การหารายได้ ตอนนี้เราจะเห็นภาพรวมของรายจ่ายมากขึ้นว่าเงินแต่ละบาทของเราหมดไปกับอะไรและเท่าไหร่บ้าง ถ้าเราต้องการปรับลดค่าใช้จ่าย ควรเริ่มทำสิ่งที่เราจัดการได้ก่อนที่รายจ่ายไม่คงที่เพราะทำง่ายกว่า หลังจากนั้นค่อยตัดรายจ่ายคงที่ต่อไป

เริ่มออมเงินกันเถอะ

เมื่อเราทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการวางแผนรายจ่ายสำเร็จแล้ว เรื่องใหญ่ๆ อย่างการออมก็ทำสำเร็จได้ไม่ยาก ถ้าเรามีรายจ่ายลดลง เงินออมของเราจะเพิ่มขึ้นทันตาเห็นเลย

“ได้ก็โอเค แต่เสียฉันไม่ยอม” ทำไมการกลัวเสียเงิน ยิ่งทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

ถ้า “วันนี้มีหัวหน้าให้เงินพิเศษ 500 บาท เอาไปซื้ออาหารกลางวัน คุณจะรู้สึกยังไง?” ก็คงดีใจประมาณหนึ่ง

แต่ถ้า “วันนี้เจอใบสั่งจอดรถเส้นขาวแดง ต้องจ่ายเงินค่าปรับ 500 บาท คุณจะรู้สึกยังไง?” อันนี้โกรธปื้ด ๆ หน้าแดง เปลี่ยนวันนั้นเป็นวันแย่ ๆ ได้เลยทีเดียว

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Loss Aversion” หรือ การกลัวความสูญเสีย นั่นเองครับ

คำพูดนี้มาจาก ‘แดเนียล คาฮ์นะมัน’ (Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียง เขาบอกว่า

“คนเราเสียใจกับการสูญเสีย มากกว่าดีใจกับการได้รับ”

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราบ่อย ๆ ลองนึกถึงเกมการแข่งขันฟุตบอลก็ได้ครับ ทำไมทีมฟุตบอลที่แข่งในบ้านถึงมีความฮึกเหิมและอยากเอาชนะมากกว่าตอนไปเป็นทีมเยือน?

เหตุผลก็เพราะไม่อยากถูกมองว่าตัวเองพ่ายแพ้ในบ้าน ต่อหน้าแฟน ๆ ที่เสียเงินเข้ามาดู มันน่าอายมากกว่าการไปแพ้นอกบ้านนั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่การแพ้ที่บ้านหรือนอกบ้าน ก็คือการแพ้เช่นเดียวกัน

นักกีฬาส่วนใหญ่เลยรู้สึกฮึกเหิม อยากเอาชนะเมื่อเล่นในบ้าน พยายาม ‘หลีกเลี่ยง’ ความเจ็บปวดของการพ่ายแพ้ต่อหน้าแฟน ๆ ใช้ความกลัวตรงนั้นขับเคลื่อนให้ดึงศักยภาพออกมาให้มากที่สุด

สำหรับนักกีฬามันอาจจะมีประโยชน์ แต่ในเชิงการลงทุน การกลัวการสูญเสียกลับมีโอกาสทำให้เราเสียหายมากกว่าเดิมซะอีก

มาดูกันว่าทำไม

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งเขียนโดย Richard Thaler ในปี 1997 อธิบายว่าความเกลียดชังการสูญเสียส่งผลกระทบต่อนักลงทุนเพราะ “*ความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสูญเสียมากกว่าการได้กำไรทำให้มีแนวโน้มคอยประเมินผลลัพธ์บ่อยครั้งเกินไป*”

พูดอีกอย่างหนึ่งคือนักลงทุนที่กังวลและกลัวการสูญเสีย จะคอยเช็คพอร์ตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ก็ตามที่พอร์ตเริ่มมีสีแดงก็จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ๆ ซึ่งเราก็ทราบดีว่าตลาดที่มีความผันผวนยิ่งทำให้เห็นตัวแดงอยู่บ่อย ๆ แม้เราจะรู้และได้ยินมาตลอดว่าในระยะยาวแล้วตลาดจะเติบโตขึ้น แต่ด้วยสายตาระยะสั้นและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ตัวเลขสีแดง ๆ นี่แหละที่ทำให้การตัดสินใจอาจจะผิดพลาดได้ ขายทิ้งไปก่อนเพราะกล้วติดลบตัวแดง

แต่อย่าเพิ่งตีอกชกหัว อารมณ์เสียกับเรื่องนี้ครับ เรื่องนี้ที่จริงเกิดขึ้นได้กับทุกคนนั่นแหละ

1. เราได้รับข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
2. เข้าถึงพอร์ตได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือเข้าใจว่าการกลัวความสูญเสียเป็นเรื่องที่เจอกันทุก ๆ วัน ลองดูอย่างการขายประกันก็ได้ครับ เราจะเห็นว่าพวกเขาเล่นกับความกลัวในชีวิตของเราเช่นกัน ถ้าบ้านไฟไหม้? ถ้ารถชน? ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้?

บริษัทประกันก็ใช้มันเพื่อขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าโดยใช้วิธีนี้ เพราะเรากลัวการสูญเสีย

ไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันไม่ดี เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละ (ดูอย่างการซื้อบริการประกัน AppleCare+ ของผลิตภัณฑ์ Apple ก็ยังได้)

มีการวิจัยครั้งหนึ่งในปี 2015 เพื่อพิสูจน์ว่าความกลัวการสูญเสีย โน้มน้าวพฤติกรรมของเราได้ยังไง

ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับเงินประมาณ 70 บาท หลังจากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อให้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับสุขภาพ

– กลุ่มแรกถ้าทำแบบทดสอบจะได้รับการประกันว่าจะ ‘ไม่เสีย’ เงิน 1% ของ 70 บาทนั้น
– กลุ่มที่สองถ้าทำแบบทดสอบจะได้เงิน 1% ของ 70 บาท (หรือ 70 สตางค์นั่นเอง)

ผลที่ออกมาคือกลุ่มแรกทำแบบทดสอบมากกว่ากลุ่มที่ 2 ถึง 70% เพราะไม่อยากเสียเงิน 1% แต่ พอเปลี่ยนไปได้รับเงิน 1% ก็ไม่อยากทำเพราะมันน้อยมาก ๆ

นี่คืออิทธิพลของความกลัวการสูญเสียที่ฝังอยู่ในตัวเราโดยอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

แล้วเราจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไงดีล่ะ? สำหรับคนที่มีเงินหรือร่ำรวยอยู่แล้ว การกลัวความสูญเสีย ไม่ค่อยกระทบกับพวกเขานัก เพราะถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา เสียก็ชีวิตไม่ได้เดือดร้อนอะไร (ถ้าอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซื้อ Twitter ด้วยเงิน 44,000 ล้านเหรียญ แล้วสุดท้ายไปไม่รอด เขาก็ยังมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตอยู่ดี ประมาณนั้น)

แต่สำหรับคนทั่วไป ก็ลองขั้นตอนนี้ก็ได้ครับ ถามตัวเองสามข้อ

1. สิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นคืออะไร?
2. มีโอกาสจะเกิดขึ้นแค่ไหน?
3. ชีวิตจะตกต่ำเลยไหมถ้ามันเกิดชึ้น?

สมมุตเหตุการณ์ซื้อประกัน AppleCare+ สำหรับ iPhone 14 Pro Max เครื่องใหม่ ราคา 8,290 บาท สิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ iPhone หล่น แตก เสียหายแล้วต้องซ่อม แล้วจะเกิดขึ้นบ่อยไหม? ถ้าใส่เคส ติดกระจกแน่นหนา ความเสียหายถ้าตกอาจจะไม่รุนแรงขนาดนั้น สุดท้ายแล้วถ้ามันหล่นมีรอยบ้าง แต่ยังใช้งานได้ชีวิตจะแย่ไปเลยไหม?

ลองออกมาชั่งน้ำหนักและตอบคำถามเหล่านี้ดู บางคนอาจจะบอกคุ้ม บางคนอาจจะบอกว่าเก็บเงิน 8,290 บาท เอาไว้ดีกว่า

สิ่งสำคัญอีกอย่างคืออย่ากังวลถึงความผิดพลาดที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเราคิดว่าพอร์ตจะแตก หุ้นจะร่วงหนัก (อาจจะเพราะเคยผ่านมาแล้ว) แน่นอนการลงทุนยังไงก็มีความเสี่ยง แต่ยิ่งเราวนเวียนอยู่กับความคิดเชิงลบในหัว เรายิ่งตัดสินใจได้แย่ลงไปด้วย

สรุป 11 บทเรียนการลงทุน จากเงินเริ่มต้น 5,000 บาท โดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เจ้าของเพจ Money Coach

“ใครว่าอ่านหนังสืออย่างเดียวแล้วเพียงพอ ประสบการณ์ต่างหากที่สอนให้คุณเติบโต” ชวนอ่าน 11 ข้อชวนคิดก่อนลงทุนหุ้น โดย โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เจ้าของเพจ Money Coach กับการบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ พร้อมแนวทางสร้างเงินล้านสำหรับคนรุ่นใหม่

1. เติมความรู้ให้เต็มก่อนเริ่มต้นลงทุน

โค้ชหนุ่มใช้เวลาประมาณ 2 ปีเต็มๆ ไปกับการกอบโกยความรู้เรื่องการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือการเข้าครอสเรียนของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยยังไม่ได้นำเงินไปลงทุนแต่อย่างใด เป็นช่วงเวลาของการศึกษาเรียนรู้เพียงอย่างเดียวเพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมแล้วจริงๆ

2. หุ้น 3 ตัวแรก กับเงินต้น 5,000 บาท

หลังจากมีความรู้มาประมาณหนึ่งแล้ว โค้ชหนุ่มตัดสินใจที่จะเปิดบัญชีลงทุนด้วยเงิน 5,000 บาท และเลือกหุ้นลงทุนเพียง 3 ตัว ตามคอนเซ็ปต์ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือเลือกหุ้นเอง และถือลงทุนระยะยาวคล้ายกับเป็นเจ้าของกิจการจริงๆ หากแต่เส้นทางในการลงทุนช่วงเริ่มต้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ทั้งใจที่จดจ่อไปกับการผันผวนของตลาดหุ้น ทั้งประสบการณ์การลงทุนที่มีไม่มากพอ ทำให้โค้ชหนุ่มต้องตัดสินใจขายหุ้นในท้ายที่สุด เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงถูกนับได้ว่าเป็นประสบการณ์ด้านการลงทุนครั้งแรกในชีวิตของโค้ชหนุ่มที่จำไม่ลืม

3. “ประสบการณ์” คือหัวใจสำคัญของการลงทุน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะลงทุนในหุ้นเพื่อหวังจะได้ผลตอบแทนเยอะๆ ในช่วงเวลาอันสั้น จึงรีบตัดสินใจลงทุน หาทางลัดด้วยการฟังคนอื่นบอกต่อมาอีกทีว่า ต้องซื้อหุ้นตัวนั้น ซื้อหุ้นตัวนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ด้วยซ้ำ ดังนั้น หากคุณมีความสนใจในการลงทุนหุ้น ก็ควรที่จะสร้างประสบการณ์ทางด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ หรือเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่มีเงินน้อยๆ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งคุณก็จะสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น รวมทั้งยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้นอีกด้วย

4. เริ่มฝึกตัวเองให้เป็นนักลงทุนอย่างแท้จริง

ในช่วงแรกๆ ของการเป็นนักลงทุนมือใหม่ ทุกคนคงต้องผ่านการนั่งเฝ้ากระดานหุ้นแบบไม่ไปไหน แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าเราจะเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทใดก็ตาม บริษัทนั้นๆ ย่อมมีผู้บริหารดูแลหุ้นแทนเราอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าคุณมั่นใจว่าเลือกหุ้นมาดีแล้ว ก็ใช้เพียงแค่ความอดทนในการรอคอยดูผลของการตัดสินใจของเราก็พอ

5. จงกล้า ในขณะที่คนอื่นกำลังกลัว

บางครั้งการลงทุนยังเกี่ยวข้องกับ “โชคชะตา” ดังนั้น ให้หาจังหวะการลงทุนให้ดี เพราะบางทีการเข้าซื้อในช่วงหุ้นตกๆ มันก็อาจจะกลายเป็นผลตอบแทนก้อนโตในอนาคตของคุณก็ได้ เช่นเดียวกับโค้ชหนุ่ม ที่อาศัยวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 กว้านซื้อหุ้น Blue Chip รอเศรษฐกิจฟื้นจนอัตราผลกำไรของหุ้นในพอร์ตโตขึ้นโดยประมาณ 3-4 เท่า

6. “การลงทุนคือแผนการ” เป็น Mindset ที่ทำให้นักลงทุนหลายคนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

หลายๆ คนอาจคิดว่า การลงทุน คือการนำเงินไปหยอดใส่ในสินทรัพย์ตัวหนึ่ง และปล่อยให้สินทรัพย์นั้นมันโตขึ้น แล้วก็จะรวย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังของการลงทุนนั้นเต็มไปด้วยขั้นตอนและแผนการหลายๆ อย่าง ทั้งขั้นตอนการคัดเลือก ขั้นตอนการใส่เงินลงทุน ระยะเวลาการถือครอง การเตรียมแผนการรองรับเผื่อความไม่แน่นอน เป็นต้น

7. “ไม่รู้ ไม่ยุ่ง” ไม่ว่าอะไรก็ตาม

“ไม่รู้ ไม่ยุ่ง” ประโยคนี้คุ้นๆ มั้ยครับ? หากใครเคยได้อ่านแนวคิดทางการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) คุณจะได้รู้ว่า วอร์เรนจะไม่เลือกลงทุนในสิ่งที่เขาไม่มีความรู้เลย เช่นเดียวกับโค้ชหนุ่ม ที่ไม่ว่าหุ้นตัวไหนจะร้อนแรงจนนักลงทุนส่งแรงเชียร์ให้ซื้อ แต่ถ้าเป็นหุ้นตัวที่โค้ชหนุ่มไม่เคยศึกษามาก่อน ก็จะไม่เลือกลงทุนอย่างเด็ดขาดครับ

8. อย่าทำเงินต้นหายและทำความเข้าใจกับความเสี่ยง

ทุกๆ ครั้งก่อนลงทุน คุณต้องทำความเข้าใจกับความเสี่ยงเสมอ เพราะถ้ารู้ความเสี่ยง คุณก็จะสามารถปกป้องเงินต้นของคุณได้ รวมทั้งยังควบคุมตัวเองไม่ให้เดินทางไปถึงจุดที่ต้องเสี่ยงจนถึงขั้นเจ๊งได้อีกด้วย

9. นักลงทุนที่ฉลาด คือนักลงทุนที่รู้จักตัวเอง

ในโลกของการลงทุน คงเต็มไปด้วยนักลงทุนหลายระดับ ทั้งเก๋า ทั้งเซียน รวมไปถึงนักลงทุนที่เพิ่งเข้าวงการมาไม่นาน ซึ่งถ้าคุณคือคนที่เพิ่งเข้าสู่วงการลงทุนใหม่ๆ คุณไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปแข่งขันหรือสร้างสถิติแข่งกับใคร คุณแค่เพียงต้องรู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหน มีความรู้แค่ไหน มีกำลังเท่าไร แล้วจะพอแค่ไหน จุดวัดสิ่งเหล่านี้ก็คือคุณสามารถนอนหลับลงได้ในทุกๆ วัน ไม่ใช่ว่าลงทุนไปด้วยเงินก้อนโต แล้วต้องนอนคิดทุกคืน แบบนี้คงเรียกไนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จไม่ได้ครับ

10. “ผันผวน-เปลี่ยนแปลง-รวดเร็ว” คือสิ่งที่นักลงทุนต้องเจอ

ยิ่งในโลกปัจจุบันที่กำลังจะเข้าสู่ยุค Cashless หรือสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ นักลงทุนในยุคนี้ต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ที่จะเกิดขึ้น อย่างเช่น เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะถูกผนวกรวมกับสินทรัพย์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในความผันผวนและเปลี่ยนแปลงนี้ ยังคงมีสิ่งที่เหมือนเดิมคือ “แก่นของการลงทุน” เมื่อไรที่มีคนต้องการสินทรัพย์นั้นๆ ก็ยังคงเติบโต หลักการเดิมๆ ของการลงทุนจึงยังใช้ได้เสมอ

11. หนังสือ 3 เล่ม ที่ควรอ่านก่อนลงทุน

จากบทความนี้ ก็น่าจะพอสรุปข้อคิดได้ว่า การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์เข้ามาช่วยสร้างความสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้ว หนังสือ ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและสร้างชีวิตให้กับนักลงทุนหลายๆ คน โดยหนังสือที่โค้ชหนุ่มแนะนำให้อ่านจะมีอยู่ 3 เล่มด้วยกันครับ ได้แก่ (1) The Intelligent Investor เขียนโดย Benjamin Graham, (2) ศาสตร์แห่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ และ (3) เหนือกว่าวอลสตรีท เป็น 3 เล่มที่อ่านง่าย เหมาะสำหรับคนที่เข้าสู่โลกการลงทุนใหม่ๆ ครับ

สุดท้ายแล้ว การลงทุนคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งจากบทเรียนในอดีต และปัจจัยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต ล้วนเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องขวนขวายอยู่เสมอ

รับชมรายการ: https://youtu.be/ciFfND6bENE

หนังดีต้องสื่อสารกับผู้ชมได้ แพสชันการยกระดับภาพยนตร์ไทยที่ครองใจผู้ชมของ GDH 559 ที่สร้างรายได้ไปแล้วกว่า 2,600 ล้านบาท

GTH เป็นค่ายหนังที่ครองใจคนดูหนังชาวไทยมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จากจุดเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า ทำไมหนังถึงทำเป็นอาชีพไม่ได้ จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการบันเทิงไทย วันนี้ aomMONEY จึงหยิบเรื่องราวการก่อกำเนิดจนถึงวันสุดท้าย สู่การเกิดใหม่ในชื่อของ GDH 559

จุดเริ่มต้น

ปี 2534 ‘พี่เก้ง’ จิระ มะลิกุล เปิดบริษัททำโฆษณาร่วมกับ คุณประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์ (พี่เสริฐ), คุณยงยุทธ ทองกองทุน (พี่สิน) และคุณจินา โอสถศิลป์ (พี่จินา) โดยใช้ชื่อว่า หับโห้หิ้น บางกอก ด้วยความที่พี่เก้งและเพื่อนมีแพสชันในการสร้างภาพยนตร์ แต่ตอนนั้นการลงทุนทำหนังอย่างเดียวแล้วอยู่ให้รอดเป็นเรื่องยาก

ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับคุณภาพเยี่ยม ยังต้องใช้วิธีการรับทำโฆษณา 1 ปีเพื่อเก็บเงิน และใช้เวลาอีก 1 ปีเพื่อสร้างภาพยนตร์ จึงเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วพยายามหาทุน หาประสบการณ์ เพื่อวันหนึ่งจะสามารถสร้างหนังไทย โดยมีเป้าหมายว่า ทำหนังต้องเป็นอาชีพได้

แต่วงการภาพยนตร์ไทยในช่วงปีก่อนปี 2540 ถดถอยลงมาก จนผู้คนต่างเชื่อว่า หนังไทยกำลังจะตาย กระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงในปี 2540 เมื่อบริษัท ไทเอนเตอร์เทนเมนต์ ปลุกกระแสภาพยนตร์ไทยด้วยเรื่อง ‘2499อันธพาลครองเมือง’ (70 ล้านบาท) และ ‘นางนาก’ หนังไทยที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทเรื่องแรก ในปี 2542 ซึ่งกำกับโดย คุณนนทรี นิมิบุตร ทั้งสองเรื่อง จุดนี้หับโห้หิ้นมองว่า กระแสหนังไทยกำลังมา

แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อพี่สิน ยงยุทธ ได้รับการชวนจาก คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ ของไทเอนเตอร์เทนเมนต์ให้มากำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘สตรีเหล็ก’ โดยหนีบพี่เก้งมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ออกฉายในปี 2543 และทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท และต่อมา จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ ก็ต้องการสร้าง ‘15ค่ำเดือน11’ โดยให้พี่เก้งเป็นผู้กำกับ ออกฉายในปี 2545 (55 ล้านบาท)

แต่จุดเปลี่ยนจริง ๆ ก็เกิดขึ้นในระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ จากการที่ 365ฟิล์ม เสนอบทภาพยนตร์มาให้ทางหับโห้หิ้น และภาพยนตร์เรื่องนั้น มีชื่อว่า “แฟนฉัน”

รวมเป็นหนึ่ง

3 ตุลาคม 2546 เป็นวันที่ Finding Nemo ของ Disney เข้าฉายในบ้านเรา แต่กลับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่อง ‘แฟนฉัน’ ที่เข้าฉายวันเดียวกันที่คว้าอันดับ 1 สร้างรายได้ไปครองแบบพลิกความคาดหมาย ทำรายได้ทั่วประเทศไปกว่า 137 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์พร้อมคำวิจารณ์ด้านบวกและรางวัลมากมาย

กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการรวมตัวของ 3 บริษัทอย่าง จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์, ไทเอนเตอร์เทนเมนต์ และหับโห้หิ้น บางกอก ก่อตั้งเป็น บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด หรือ GTH ในวันที่ 29 เมษายน 2547

โดยภารกิจแรกคือการจำหน่ายหนังที่ตกค้าง เรื่อง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ (107 ล้านบาท) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ระหว่างนั้นก็เริ่มลงมือสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘สายล่อฟ้า’ (75 ล้านบาท) และ ‘แจ๋ว’ (60 ล้านบาท) ในปี 2547

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะสวยงามไปหมด เพราะเมื่อปี 2548 พี่เก้งลงมือกำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘มหาลัยเหมืองแร่’ บทประพันธ์ของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ แต่การต้องลงทุนสร้างเหมืองดีบุก ที่เป็นฉากสำคัญของเรื่อง จนทำให้ทุนการสร้างทะลุ 70 ล้านบาท แต่ทำรายได้เพียง 27 ล้านบาท กลายเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ และสั่นคลอนแนวคิดของ GTH ที่ว่า​ หนังดีไม่มีเจ๊ง ​แต่โชคดีที่หนังที่ออกฉายในปีเดียวกันอย่าง ‘เพื่อนสนิท’ (80 ล้านบาท) ช่วยพยุงสถานการณ์ของบริษัทได้อยู่ต่อไปได้

วิกฤตหมากเตะ

2549 เกิดปัญหาใหญ่อีกครั้งเมื่อภาพยนตร์เรื่อง ‘หมากเตะโลกตะลึง’ ที่ตั้งใจฉายก่อนฟุตบอลโลกปีนั้น มีการอ้างอิงประเทศเพื่อนบ้านจนสร้างความไม่พอใจ GTH จึงตัดสินใจยกเลิกการฉายเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลาม จากนั้นก็ทำลายฟิล์มที่จะส่งให้โรงฉายทิ้ง บวกกับงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มลงไปแล้วนั้น ทำให้ GTH เกิดปัญหาใหญ่ด้านเงินทุน และแม้จะมีการตัดต่อและออกฉายในชื่อใหม่ว่า ‘หมากเตะรีเทิร์น’ แต่ก็ทำรายได้เพียง 10 ล้านบาท

ต่อมา ผู้บริหาร GTH ประชุมพูดคุยกันพบว่า ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ พวกเขาสร้างหนังเยอะเกินไป (7-8 เรื่องต่อปี) ทำให้ผลการดำเนินการติดลบมาตลอดตั้งแต่เปิดบริษัท จึงตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายโดยมีบอร์ดอนุมัติหนังเกิดขึ้น และตั้งเป้าไว้ว่า จะสร้างไม่เกินปีละ 3 เรื่อง

โดยภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผ่านระบบบอร์ดคือ ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ ในปี 2552 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น สร้างรายได้ 147 ล้านบาท สร้างผลกำไรให้ GTH ชี้ให้เห็นว่า ระบบที่พวกเขาทำอยู่ได้ผล

พันล้าน

หลังเปลี่ยนนโยบายการสร้างหนัง ภาพยนตร์เรื่องต่อ ๆ มาของ GTH ก็สร้างรายได้ให้บริษัทเป็นอย่างมาก แต่ก็ถูกกล่าวว่าพวกเขาสร้างหนังแนวซ้ำเดิม โดยหนังที่ทำรายได้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็น แนวโรแมนติก-คอเมดี และ หนังผี เช่น ‘กวนมึนโฮ’ (125 ล้านบาท) ‘ลัดดาแลนด์’ (117 ล้านบาท) ‘ATMเออรักเออเร่อ’ (152 ล้านบาท)

ซึ่งทาง GTH ก็พยายามสร้างความหลากหลายด้วยการผลิตภาพยนตร์แนวต่าง ๆ ทั้งกึ่งชีวประวัติอย่าง ‘วัยรุ่นพันล้าน’ (38 ล้านบาท), ระทึกขวัญอย่าง ‘เคาท์ดาวน์’ (26 ล้านบาท), รวมหนังสั้นอย่าง ‘รัก7ปี ดี7หน’ (70 ล้านบาท)

ก่อนจะมาประสบความสำเร็จมหาศาลจากหนังที่นำความตลกบวกดราม่า ผสมตำนานของไทยที่บิดดัดและตั้งคำถามว่า “หากพี่มากรู้ตัวตลอด จะเกิดอะไรขึ้น” จนกลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง ‘พี่มากพระโขนง’ ที่กวาดรายได้ไปกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 2556

มาตอกย้ำความสำเร็จด้วยรายได้ 335 ล้านบาทจากภาพยนตร์เรื่อง ‘ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้’ ในปี 2557 นอกจากนั้นยังเพิ่มความหลากหลายด้วยการสร้างซีรีส์ ซิตคอม ละครเวที รวมทั้งกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ จนทำให้ GTH ประสบความสำเร็จและทำให้การทำหนัง กลายเป็นอาชีพได้จริง ๆ ตามความตั้งใจของพวกเขา

GDH559

แต่แล้วก็เกิดข่าวช็อก เมื่อผู้บริหารออกมาแถลงการณ์ว่า GTH จะปิดตัวลง โดยปัญหาหลักคือความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของบริษัทร่วมทุน เพราะทาง ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ต้องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่หับโห่หิ้น บางกอกคิดว่ายังไม่ถึงเวลา

เมื่อหาจุดลงตัวไม่ได้ จนท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ค่ายหนัง GTH ก็ปิดฉากลงไป แต่ต่อมาไม่นานก็เกิดการร่วมทุนกันขึ้นอีกครั้ง ระหว่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และหับโห้หิ้น บางกอก เพื่อเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมา โดยชื่อว่า GDH 559 (จีดีเอช ห้าห้าเก้า)

โดย GDH ย่อมาจาก คำว่า Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่วยที่จะวัดความสุขใจของผู้ชมและคนทำงาน ส่วนตัวเลข 559 คือวันเปิดบริษัท 5 มกราคม 2559 รวมถึงจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 59 คน โดยสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจะเป็นทาง จีเอ็มเอ็ม 51% /หับโห้หิ้น บางกอก 15% และกลุ่มผู้บริหาร ผู้กำกับ และนักแสดงอีก 34%

GDH 559 สานต่อผลงานด้วยซีรีส์หลายเรื่องบน #GMM25 และ #LineTV ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่องแรกในนามบริษัทอย่าง #แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ออกฉายในวันที่ 5 สิงหาคม 2559 กวาดรายได้ไป 111 ล้านบาท

ปี 2560 GDH 559 ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานที่โด่งดังไปทั่วโลกกับภาพยนตร์เรื่อง #ฉลาดเกมส์โกง ทำรายได้ในบ้านเราไป 186 ล้านบาท และทำรายได้ในต่างประเทศรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านบาท โดยตลาดใหญ่คือประเทศจีน

และพวกเขาก็ปล่อยผลงานคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโรแมนติก-คอเมดี ดราม่าที่ถนัดอยู่แล้วอย่าง ‘น้องพี่ที่รัก’ (244 ล้านบาท), ‘Friend Zone’ (220ล้านบาท) ‘ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค’ (285 ล้านบาท) และ ‘อ้ายคนหล่อลวง’ (95 ล้านบาท) และผลงานฉีกแนว แปลกใหม่ อย่างภาพยนตร์สารคดี ‘BNK48 : GIRLS DON’T CRY’ และ ‘2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’

นอกจากนี้ยังมีผลงานที่ทำกับ Netflix อย่างซีรีส์เรื่อง ‘DELETE’ และภาพยนตร์เรื่อง ‘Ghostlab’ และหนังร่วมทุนกับประเทศเกาหลีอย่าง ‘ร่างทรง’ (ไทย 112 ล้านบาท/ เกาหลี 250 ล้านบาท) รวมถึงกำลังจะมีละครเวทีเรื่อง ‘แฟนฉัน1.5’ ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า GDH 559 พยายามตอบสนองความต้องการของผู้ชมที่มีความหลากหลายในโลกปัจจุบัน

ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

พี่เก้งเคยบอกทีมงานว่า พวกเขาโชคดีที่มีโอกาสได้ทำหนัง โดยย้ำว่า หน้าที่สำคัญของ GDH 559 คือการทำเรื่องยากให้ง่าย เริ่มด้วยคำถามที่ว่า คนดูอยากดูอะไร เพราะเชื่อว่า คนไทยอยากดูหนังดี แต่หนังดีนั้น ต้องสามารถสื่อสารกับผู้ชมได้ด้วย ไม่งั้นก็จะเป็นหนังที่สูงส่งจนเข้าถึงยากและไม่ทำเงิน การที่จะทำหนังให้เป็นอาชีพได้ หนังที่ทำออกมาต้องดีและเป็นหนังที่ทำเงินได้ด้วย

รายได้ของ GDH 599

2559 รายได้ 289 ล้านบาท กำไร 18 ล้านบาท
2560 รายได้ 443 ล้านบาท กำไร 52 ล้านบาท
2561 รายได้ 424 ล้านบาท กำไร 68 ล้านบาท
2562 รายได้ 482 ล้านบาท กำไร 79 ล้านบาท
2563 รายได้ 366 ล้านบาท กำไร 51 ล้านบาท (Covid-19)
2564 รายได้ 258 ล้านบาท กำไร 41 ล้านบาท (Covid-19)
2565 รายได้ 341 ล้านบาท กำไร 50 ล้านบาท (Covid-19)

รวมรายได้ GDH 599 ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท 2,600 ล้านบาท กำไรมากกว่า 360 ล้านบาท

จากแพสชันที่อยากทำหนังและความพยายามที่จะทำให้เป็นอาชีพให้ได้ตั้งแต่ GTH ทั้งการล้มลุกคลุกคลาน เรียนรู้ ล้มเหลว เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น GDH 599 ทำให้เห็นว่า นอกจากความตั้งใจในการทำงานอาจไม่พอ การปรับปรุงผลงานและแนวคิดอยู่ตลอดก็เป็นเรื่องสำคัญ ถึงขนาดพี่เก้งเคยกล่าวไว้ว่า

“ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ที่เคยทำไปแล้วสำเร็จ จะทำได้อีก เพราะคนดูโตขึ้นทุกวันและเด็กรุ่นใหม่ที่มาแทนก็ไม่ต้องการอะไรซ้ำเดิม”

ผลงานชิ้นต่อไปของ GDH 559 จะออกมาในรูปแบบไหน จะสร้างเสียง ว้าว และรายได้มากมายแค่ไหนมารอลุ้นกัน และเพื่อน ๆ ชอบภาพยนตร์เรื่องไหน ซีรีส์เรื่องอะไร หรืออยากให้ GDH 559 ทำอะไรก็คอมเมนต์ พูดคุย แลกเปลี่ยนกันครับ

เรียบเรียงโดย อติพงษ์ ศรนารา

8 เหตุผลของคน “ไม่มีเงินออม” พยายามเท่าไรก็ทำไม่ได้สักที

“อยากพาคุณแม่ไปเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน”

“อยากจะซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่มาแทนคู่เก่า ถ้าจะดึงเงินเดือนมาซื้อก็กังวลว่าจะไม่พอกิน พอใช้จนถึงสิ้นเดือน”

จากตัวอย่าง หากมีเงินออมก็คงไม่มีปัญหา แต่เมื่อไม่เคยออมเงินและเมื่อดึงเงินเดือนมาใช้จ่าย อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินโดยรวม เช่น เงินหมดก่อนถึงวันเงินเดือนออก หรือต้องใช้วิธีกู้ยืม

หากถามเหตุผลว่าทำไมไม่สามารถออมเงินได้ คำตอบ คือ อาจเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ เช่น ไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี หรือมีพฤติกรรมการเงินบางอย่างจนส่งผลให้ไม่สามารถออมเงินได้

(1) มีรายได้น้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ค่าไฟฟ้า, ค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของครัวเรือนไทยปี 2566 เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ระดับประมาณ 9,666 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นประมาณ 9% จากปีที่ผ่านมา พูดง่ายๆ ค่าครองชีพคนไทยเพิ่มสูงขึ้น และประเมินว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ที่มีรายได้เท่าเดิมหรือมีรายได้น้อย อาจมีเงินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน เช่น เงินเดือน 30,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 9,666 บาท นอกจากนี้ต้องแบ่งไปจ่ายหนี้อื่นๆ เช่น ผ่อนบ้าน, ผ่อนรถ, ค่าน้ำมัน จ่ายค่าเทอมลูก เดือนละ 19,000 บาท ก็จะเหลือเงินติดบัญชี 1,334 บาท แน่นอนว่าคงต้องเก็บเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน ผลที่ตามมา คือ ไม่มีเงินเหลือเก็บออม

(2) มีค่าใช้จ่ายสูง

บางคนคนอาจมีรายได้สูงและเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน แต่กลับต้องแบ่งเงินไปจ่ายหนี้ต่างๆ ที่ก่อเอาไว้ในสัดส่วนมาก เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนสินค้าฟุ่มเฟือย ค่าหนี้บัตรเครดิต ค่าท่องเที่ยว เช่น เงินเดือน 50,000 บาท แต่ต้องกันไว้เพื่อจ่ายหนี้แต่ละเดือน 40,000 บาท ผลที่ตามมาคือ ไม่มีเงินเหลือที่จะนำมาเก็บออม

(3) ติดกับดักหนี้

ถึงแม้จะมีรายได้สูง แต่หากมีพฤติกรรมชอบก่อหนี้ไปเรื่อยๆ เช่น ใช้จ่ายทุกอย่างผ่านบัตรเครดิต หรือชอบผ่อนสินค้าฟุ่มเฟือยทุกเดือน ส่งผลให้มีภาระผ่อนหนี้ที่ต้องจ่ายทุกๆ เดือน ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ยิ่งจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา ยิ่งเสียดอกเบี้ยและค่าปรับเพิ่มเติม ผลที่ตามมาอาจทำให้ไม่มีเงินเพื่อไปเก็บออมเลย

(4) ไม่มีเป้าหมายการเงิน

หากไม่มีเป้าหมายด้านการเงินที่ชัดเจน เช่น ไม่เคยเก็บเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่เคยเก็บเงินสำหรับพาคุณแม่ไปเที่ยว ไม่เคยเก็บเงินเอาไว้สำหรับดาวน์รถ หรือเพื่อเป้าหมายต่างๆ ในอนาคต ประมาณว่ายังไม่มีแรงจูงใจในการเก็บเงิน ทำให้เรารู้สึกว่ามีเงินเข้ามาก็ใช้ไป หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ มักจะมีโอกาสให้เกิดความล้มเหลวด้านการออมเงินในระยะยาว

(5) ไม่วางแผนการเงิน

การไม่มีการวางแผนการเงิน เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สืบเนื่องมาจากการไม่มีเป้าหมายทางการเงิน นอกจากจะส่งผลให้เราไม่มีเงินออมแล้วยังทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ทำให้เกิดการใช้เงินเกินความจำเป็น หรือไม่มีแรงจูงใจในการออมเงิน เป็นต้น

(6) มีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับรายได้

เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีรายได้ในระดับปานกลางถึงสูง โดยรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายแบบไม่เหลือไม่ขาด ทำให้คนกลุ่มนี้มักคิดว่า เงินออมไม่ใช่สิ่งสำคัญ การใช้เงินเพื่อปัจจุบันสำคัญกว่า หรือมีความคาดหวังว่าจะมีรายได้หรือเงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ไม่ค่อยสนใจในการออมเงินในปัจจุบัน

(7) ไม่เริ่มต้นลงมือสักที

เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเงินออมมีความสำคัญอย่างไร หลายคนเห็นถึงความสำคัญของเงินออม แต่กลับไม่เห็นความสำคัญของการ “เริ่มต้น” เก็บเงินแบบจริงจัง ชอบใช้คำว่า “เดี๋ยว” และบอกว่า รอให้มีรายได้เยอะกว่านี้ก่อน รอให้ภาระค่าใช้จ่ายลดลงกว่านี้ก่อน รอสิ่งนั้น รอสิ่งนี้ ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่มีเงินออมแล้วยังเสียสูญเสียโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับเงินออมอีกด้วย

(8) ไม่มีวินัยและใจไม่แข็ง

วินัยเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เงินออมเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าออมบ้างไม่ออมบ้าง ไม่ทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวเราก็จะหยุดมันไปเอง แบบนี้เงินออมก็เกิดขึ้นไม่ได้จริง ซ้ำร้ายกว่านั้น การไม่มีวินัยมักสร้างความล้มเหลวด้านการเงินในเรื่องอื่นๆ ด้วย หรือแม้บางคนมีเงินออมขึ้นมาระดับหนึ่งก็มักจะถอนไปใช้ในสิ่งที่อยากได้

หากสงสัยว่าทำไมตัวเองไม่สามารถออมเงินได้ ต้องมองหาต้นตอของปัญหาและลงมือแก้ไข คล้าย ๆ กับที่แพทย์ต้องวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สามารถรักษาโรคได้ เช่นเดียวกันถ้าต้องการออมเงินได้ ก็ต้องจัดการกับปัญหาเพื่อให้หลุดพ้นจากปัญหาทางการเงิน

“ตกงานที ชีวิตเจ๊ง ถ้ามีรายได้แค่ทางเดียว”Office Survivor อยากรอด! ต้องมีอาชีพที่ 2

ในยุคนี้ นอกจากสุขภาพกายแล้ว ก็มีสุขภาพการเงินนี่แหละครับที่ต้องดูแลไปควบคู่กัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลายธุรกิจต้องลดจำนวนพนักงาน หรือถ้ากระทบหนักก็ต้องปิดตัวไป …จนสะเทือนมาถึงมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องเกาะเก้าอี้ให้แน่น พร้อมภาวนาให้ผ่านจุดๆ นี้ไปสักที

ณ ตอนนี้เราทุกคนจึงเข้าโหมด “หมดยุคของการมีรายได้แค่ทางเดียว” เดี๋ยวเราจะมาพูดคุยกันถึงประเด็นนี้กันครับว่า ทำไมมีรายได้ทางเดียวถึงไปไม่รอด แล้วการมีอาชีพที่ 2 มันช่วยให้เรารอดได้อย่างไร!

ทำไมยุคนี้ อยากรอดต้องมีอาชีพที่สอง?

1️. มีอาชีพที่สอง = มีทางรอด

ก่อนหน้านี้ มนุษย์เงินเดือนมักถูกมองว่ามีความมั่นคง มีโอกาสตกงานน้อยถ้าเทียบกับคนที่ทำธุรกิจของตนเองหรือฟรีแลนซ์ แต่พอเจอโควิด หลายบริษัทต้องลดจำนวนพนักงานหรือปิดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาชีพสายการบินและการท่องเที่ยวที่โดนเต็มๆ เลยครับ

จะเห็นเลยว่า ความรู้สึกมั่นคงที่เราเคยสัมผัส มันลดลงเรื่อยๆ เลือนลางไปตามกาลเวลา ซึ่งการมีอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ นี่แหละครับ ที่จะเป็นไฟแห่งความหวัง ในวันที่เงินเดือนของมนุษย์เงินเดือนเริ่มสั่นคลอน

2️. มีอาชีพที่สอง = มีแหล่งรายได้สำรอง

เพราะความแน่นอนไม่มีอยู่จริงครับ ต่อให้ไม่มีโควิดหรือวิกฤติเกิดขึ้น รายได้แค่ทางเดียวก็ยังเสี่ยงเกินไปอยู่ดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะมาปัญหาสุขภาพของเราเองหรือครอบครัว จากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด

และแรงสะเทือนที่เราเจอจากโควิด เป็นแค่หนึ่งในความเสี่ยงของการมีรายได้ทางเดียวเท่านั้น อย่างโควิดเอง ก็ไม่มีใครรู้ใช่ไหมล่ะครับ ว่าจะกลับมาอีกรอบตอนสิ้นปีและยาวมาจนถึงตอนนี้… จะเห็นเลยนะครับว่า พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ การหาอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ ตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นการเตรียมรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไม่รู้ตัวถึงสำคัญ

3️. มีอาชีพที่สอง = มีรายได้เพิ่มขึ้น

เชื่อว่าจากการระบาดของโควิด คงทำให้พวกเรารู้ว่าเงินเก็บสำคัญแค่ไหน แล้วในสถานการณ์แบบนี้ ถ้ามีรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้เท่าเดิม เงินเก็บที่เคยมีอาจจะลดลงเรื่อยๆ หรือถ้าเงินเก็บน้อยอยู่แล้ว อาจจะน้อยลงไปอีกจนไม่เหลืออะไรไว้เก็บเลยก็ได้

เพราะงั้น ถ้าจะหวังพึ่งรายได้ทางเดียวแบบที่เคย…ก็คงไม่อุ่นใจเท่าไหร่ อาชีพที่สองจึงมาตอบโจทย์นี้นั่นเอง แถมนอกจากเงินเก็บจะช่วยให้เราอุ่นใจขึ้นแล้ว ยังสามารถนำไปลงทุนต่อเพิ่มเงินออมได้อีกด้วยครับ

4️. มีอาชีพที่สอง = มีโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตมากขึ้น

เพราะชีวิตเราไม่ได้หยุดอยู่กับที่ การมีอาชีพที่สอง นอกจากจะเพิ่มรายได้แล้ว ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตอีกด้วย วันใดวันนึง เงินที่เราได้รับจากอาชีพรองอาจจะมีมากกว่าอาชีพหลัก และกลายมาเป็นโอกาสทองของชีวิตเลยก็ได้

นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว สำหรับใครที่อาจรู้สึกว่ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ หรือมีอะไรที่อยากทำแต่ไม่ได้ลองสักที เพื่อนๆ อาจจะได้เจอคำตอบนั้นตอนหาอาชีพที่สองทำก็ได้นะครับ

สรุปได้ว่า อาชีพที่สองก็เหมือนอาชีพที่หนึ่งหรืออาชีพหลักที่เราทำอยู่นั่นแหละครับ มีทั้งคนที่ทำแล้วสำเร็จกับไม่สำเร็จ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น จัดการเวลาได้ดีพอไหม? หรือความสามารถที่เรามีน่ะพอรึยัง? แต่ถึงแบบนั้น อาชีพที่สอง ที่สาม หรือที่สี่จะไปได้สวยไหม

“ไม่มีใครรู้หรอก…ถ้ายังไม่ได้ลอง จริงไหม?”

ไม่ว่าอาชีพที่สองของเพื่อนๆ จะเป็นอะไร
aomMONEY ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอครับ

จำเป็นมั้ย? ‘คนรวย’ ต้อง ‘ฉลาด’และ ‘คนฉลาด’ ต้อง ‘รวย’ วิจัยชี้ IQ ดีไม่การันตี “เงิน” ที่ได้

ตอนเป็นเด็ก ยิ่งเรียนเก่ง ยิ่งหัวดีมากเท่าไร ก็ยิ่งจะถูกคาดหวังว่าโตไปจะต้องมีหน้าที่ดีการงานดี มีเงินเดือนสูงๆ

สาเหตุหนึ่งอาจมาจากคำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ ที่คอยบอกย้ำอยู่เสมอว่า “ ให้ตั้งใจเรียนสูงๆ โตไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” เพราะความเก่ง ความฉลาด จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ แล้วในความเป็นจริง มันเป็นแบบนั้นมั้ยนะ?

งานวิจัยล่าสุดของ รองศาสตราจารย์ Marc Keuschnigg ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาวิเคราะห์ แห่ง Linkoping University ประเทศสวีเดน ชี้ชัดว่า…

“คนที่มีเงินเดือนมาก ไม่ได้ฉลาดมากกว่าคนที่มีเงินเดือนน้อยกว่า”

รศ. Marc ทดลองให้ กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็น ชายชาวสวีเดน ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของรายได้ จำนวน 60,000 คน ทำแบบทดสอบวัดสติปัญญา เป็นเวลา 11 เดือน ผลปรากฏว่า ผู้ที่มีรายได้สูงสุด 1% ในกลุ่มตัวอย่าง ทำแบบทดสอบได้คะแนนน้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า

นอกจากจะบอกว่า ความร่ำรวยไม่ได้สัมพันธ์กับความฉลาดแล้ว งานวิจัยฉบับนี้ยังบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ “คนฉลาด” ไม่ได้มีรายได้สูงสุดว่า พวกเขาอาจไม่มีความฉลาดทางอารมณ์ ไม่สนใจ หรือ ใส่ใจคนรอบข้าง เป็นเพราะพวกเขารู้ดีกว่าตัวเองต้องการสิ่งไหน จึงมุ่งเน้นทำแต่สิ่งที่ต้องการ จนไม่สนใจสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน หรือ ผู้บังคับบัญชา ส่งผลให้พลาดโอกาสในการโปรโมท เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน

บางครั้งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่อยากเสี่ยง ไม่ได้ต้องการทำงานหนัก เพื่อเงินเสมอไป พวกเขาอาจมีความคิดในการใช้ชีวิตและการทำงานที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ก็ได้

ผลการวิจัยฉบับนี้ ยังสอดคล้องกับ งานวิจัยของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของรางวัลโนเบล ปี 2000 ระบุชัดว่า ความฉลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือ IQ ไม่ใช่ตัวกำหนดว่า ชีวิตนี้จะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย หรือ มีความสุขได้

แต่เป็น อุปนิสัย หรือ ลักษณะส่วนตัวบางอย่าง เช่น ความขยันขันแข็ง ความมีวินัย การเปิดกว้าง ยอมรับมุมมองใหม่ๆ พร้อมเรียนรู้ในสิ่งที่แตกต่างตลอดเวลาต่างหาก ที่สามารถชี้ชะตาว่าคุณจะประสบความสำเร็จร่ำรวยได้ในอนาคตหรือไม่

คราวนี้ มีบางคนตั้งคำถามว่า แล้วถ้าอยากเป็นคนฉลาดล่ะ จำเป็นต้องรวยมั้ยนะ!!

ก่อนหน้านี้ คนเรามักเชื่อกันว่า ความฉลาดเป็นผลจากพันธุกรรม ส่งผลให้แต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว มีความฉลาดไม่เท่ากัน แต่ในความเป็นจริง ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า สมองของคนเราพัฒนาได้ นั่นแปลว่า ความฉลาดไม่ใช่สิ่งตายตัว สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ตามการเรียนรู้ ฝึกสมาธิกระตุ้นสมอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

พูดง่ายๆ ถ้าอยากฉลาดก็ต้องเรียนรู้ให้เยอะขึ้น แต่บอกก่อนไม่ใช่เยอะในเชิงปริมาณ แต่เป็นเยอะในเชิงคุณภาพ คือ เรียนรู้ให้ลึกซึ้งจนเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ อย่างถ่องแท้ และสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่บางคนใช้ทางลัด ด้วยการเลือกคบหากับคนที่มีความฉลาด หรือ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อเรียนรู้ และซึมซับรูปแบบการใช้ชีวิต และวิธีคิดที่ทำให้หน้าที่การงานก้าวหน้า จนประสบความสำเร็จในอาชีพ

บางคนเลือกฝึกสมาธิ เพราะมีผลวิจัยหลายฉบับระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า การนั่งสมาธิ ช่วยให้สมองไบรท์ และทำให้ความจำดีขึ้น

อย่างกรมสุขภาพจิตก็เคยยกบทความ ของ ดร.ซารา ลาซาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาบอกว่า การฝึกสมาธิ ทำให้สมองส่วนฮิบโปแคมปัส มีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งสมองส่วนนี้เป็นศูนย์กลางของความจำของมนุษย์ (Memories center) แปลว่า ถ้าฝึกสมาธิบ่อยๆ ก็จะจดจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้น มีระบบการคิด พิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น หรือ ฉลาดขึ้นนั่นเอง

บางคนเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อฝึกสมองให้รับมือกับความแปลกใหม่บ้าง เช่น ทดลองปรับรูปแบบการทำงาน หรือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ทดลองเดินทางไปในสถานที่ใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราได้ฝึกใช้สมองหลายๆ ด้าน ฝึกแก้ปัญหา ช่วยเพิ่มความฉลาดได้แบบง่ายๆ

เอาเป็นว่าถ้าอยากฉลาด ไม่ต้องเริ่มจากการเป็นคนรวยก็ได้ เพียงแต่รู้จักพัฒนาตัวเอง เรียนรู้ให้เยอะ เปิดมุมมองให้กว้าง เพิ่มทักษะให้กับชีวิตหลายๆ ด้าน เชื่อว่าในที่สุดเราจะมีทักษะความรู้เพิ่มขึ้นมานั่นเอง

ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ผลวิจัยจะบอกว่า ความฉลาดไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรวยอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่า การมีความฉลาดไม่ว่าจะด้านไหนๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสไปสู่การสร้างเงินและความสำเร็จได้นะครับ

เมื่อ Gen Z + Gen Alpha ผนึกกำลังเป็น Gen Zalpha กำเนิดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ธุรกิจสนใจเพราะพร้อมจับจ่ายมากกว่าคนรุ่นก่อนถึง 3 เท่า

เราได้ยินคำว่า Gen Z กันอยู่บ่อย ๆ (คนที่เกิดช่วงปี 1996-2012) และบางทีอาจจะเคยได้ยิน Gen Alpha มาบ้าง (คนที่เกิดหลัง 2013 เป็นต้นมา) ตอนนี้มารู้จัก Gen Zalpha กันดีกว่า

ดูจากชื่อก็พอจะเดากันได้ครับว่า Zalpha นั้นเป็นคำผสมระหว่าง Z + Alpha ที่อธิบายหรือกลุ่มประชากรที่รวมกันระหว่างสองยุคสมัย (ต่างจาก Zillennials ที่เป็นประชากรกลุ่มเล็ก ๆ ที่เกิดปี 1990-2000 แทรกระหว่าง Gen Z กับ Millenials นะครับ)

ซึ่งคนในกลุ่มนี้จะเป็นคนหนุ่มสาวที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต เติบโตมากับโลกออนไลน์ และตอนนี้ธุรกิจในตลาดกำลังให้ความสนใจประชากรกลุ่มนี้ ไม่เพียงแค่การจับจ่ายใช้สอยของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นความสามารถในการทำงานของคนกลุ่มนี้ด้วย

คำว่า “Zalpha” นั้นถูกใช้สำหรับประชากรที่เกิดหลังจากปี 1996 นั่นหมายความว่า Gen Z ทั้งหมด และ Gen Alpha ที่เกิดระหว่าง 2013 – 2025 ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นรุ่นแรกของประชากรโลกที่เกิดหลังปี 2000 ทั้งหมดเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเป็น Gen Alpha เพราะเป็นตัวอักษรแรกของภาษากรีกนั่นเอง

ไม่มีใครทราบถึงที่มาของคำว่า “Zalpha” แต่มันเริ่มได้รับความนิยมหลังจากที่ คริสทิน แพทริก (Kristin Patrick) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Claire’s (ร้านค้าปลีกเครื่องประดับ เครื่องประดับ และของเล่นสัญชาติอเมริกันที่เป้าหมายคือกลุ่มวัยรุ่น) ได้พูดเอาไว้ในสื่อ The New York Times ถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้สำหรับผลิตภัณฑ์ของพวกเขานั่นเอง

คนในกลุ่ม Zalpha และโดยเฉพาะ Alpha นั้นส่วนใหญ่เป็นลูกของชาว Millenials ที่เติบโตมาบนโลกออนไลน์อย่างแท้จริง ส่วนใหญ่แล้วยังเป็นเด็ก (Gen Alpha ที่โตสุดก็แค่ 10 ขวบ) เพราะฉะนั้นธุรกิจเวลาจะขายของให้เด็กก็จะระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ทำให้มันโจ่งแจ้งเพราะจะมีปัญหากับพ่อแม่ได้

เจซี สคูล่าร์​ (Jacee Scoular) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและการสื่อสารแบรนด์ของ Hollister และแบรนด์ในเครืออย่าง Gilly Hicks และ Social Tourist บอกกับสื่อ AdAge ว่า

“ไฟล์อีเมลและระบบสะสมแต้มของเรานั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองเพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช้คำสแลงของ Gen Z ในหัวเรื่องเลย แต่บนโซเชียลมีเดีย เราเป็นคนละแบรนด์เลยทีเดียว มีเสียงที่เด็กกว่า มีมที่สนุก ๆ คอนเทนต์ที่มีความดิบและไม่ตบแต่ง ออกแบบโดยคนอายุ 21 ปีบนโทรศัพท์ที่สร้าง Engagement ได้อย่างมหาศาล”

พวกเขาไม่ใช่แบรนด์เดียวที่จ้างคนกลุ่ม Zalpha (ส่วนใหญ่เป็น Gen Z) มาช่วยเรื่องการตลาดบนโซเชียลมีเดีย Duolingo แอปฯสำหรับสอนภาษาก็จ้างพนักงานวัย 24 ปีมาเป็นผู้จัดการฝ่ายโซเชียลมีเดีย และบริษัทของเล่น Nerf ก็จ้างพนักงานวัย 22 ปีมาเป็น Chief TikTok Officer ด้วยเช่นกัน (ตามรายงานของสื่อ Fast Company)

ประชากรกลุ่ม Zalpha ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมากถือเป็นเป้าหมายหลักสำหรับแบรนด์ด้วยเหตุผลด้านการเงินด้วย รายงานของ Bain & Company (บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการของอเมริกา) ล่าสุดในเดือนมกราคมบอกว่าศักยภาพในการใช้จ่ายของกลุ่ม Zalphas จะเติบโตเร็วกว่าคนรุ่นอื่นถึง 3 เท่าภายในปี 2030 นอกจากนั้นรายงานยังบอกอีกว่าคนกลุ่มนี้จะกลายเป็น 1/3 ของลูกค้าสินค้าพรีเมียมและมี “ทัศนคติที่แก่ก่อนวัยต่อสินค้าลักชัวรี”

แพทริกบอกว่า Gen Alpha ก็คือ Gen Z บนสเตอรอยด์นั่นแหละ

“พวกเขามีอุดมคติเกี่ยวกับโลก พวกเขาสนับสนุนความหลากหลายและเรียกร้องให้สิ่งนี้เกิดขึ้น พวกเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับเพศของตัวเอง … มีความคิดสร้างสรรค์สูง มีความเป็นผู้ประกอบการ พวกเขาเกิดมาบนโลกที่ Alexa อยู่ตรงนั้นแล้ว”

เราอาจจะเคยได้ยินว่า Gen Z นั้นเติบโตมาพร้อมกับโลกออนไลน์ แต่ Gen Alpha คือเติบโตมาบนโลกออนไลน์เลยมากกว่า เรียกว่าเป็นกลุ่มเด็กที่ถูกทดลองแบบไม่ตั้งใจทั้งโลกเลยว่าถ้าเอาหน้าจอให้ใช้เติบโตมาแล้วจะเป็นยังไง โดยตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เริ่มคาดการณ์กันว่าเด็กในรุ่นนี้จะมีความอดทนน้อยกว่า เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างเคยได้แบบทันทีตลอดเวลา

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นและธุรกิจต้องปรับตัว ซึ่งถ้าทำตามที่สคูล่าร์​แนะนำ อาจจะต้องเริ่มมองหา Gen Z เพื่อมาช่วยสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่กันได้แล้วแต่เนิ่น ๆ

ถามตอบข้อสงสัย นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต แบบเข้าใจง่าย รู้เรื่องในโพสต์เดียว

จากการออกมาแถลงล่าสุดของพรรคเพื่อไทยที่จะเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตตามที่ได้เคยใช้เพื่อหาเสียงไว้ทำให้ประชาชนทั่วไป แต่ด้วยการที่เป็นเทคโนโลยีใหม่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป ทำให้เป็นที่มาของการถามตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวผ่านบทความนี้

ทั้งนี้การตอบข้อสงสัยเรื่องเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะอ้างอิงจากการให้คำสัมภาษณ์ของตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยรวมถึงพื้นฐานเทคโนโลยีและกฎหมายที่รองรับในปัจจุบันเป็นหลัก ผู้เขียนไม่ขอนำประเด็นเกี่ยวกับทางการเมืองและผลกระทบทางการคลังของประเทศจากนโยบายดังกล่าวมาพูดถึงแต่อย่างไร

ดิจิทัลวอลเล็ตคืออะไร ??

คือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนที่สามารถนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้ทั้งหน้าร้านและใช้จ่ายทางออนไลน์ มีความแตกต่างจากแอปพลิเคชันของธนาคารก็คือก่อนใช้งานจะต้องทำการเติมเงินลงไปในดิจิทัลวอลเล็ตก่อนผ่านบัญชีธนาคารหรือต้องรอให้ภาครัฐส่งเงินเข้าไปในแอปพลิเคชันถึงจะใช้จ่ายได้ โดยแอป “เป๋าตังค์” ที่เคยใช้งานโครงการ “คนละครึ่ง” ก็คือดิจิทัลวอลเล็ตรูปแบบหนึ่ง

เงินดิจิทัลคืออะไร??

คือสกุลเงินบาทที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเหรียญหรือธนบัตรแต่ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลซึ่งจะใช้จ่ายได้ผ่านทางการสแกนคิวอาร์โค้ดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคาร

เงินดิจิทัลคือคริปโตใช่หรือไม่??

ไม่ใช่ สกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือเหรียญอะไรก็ตามไม่ได้ถูกสร้างและออกโดยภาครัฐ ต่างจากเงินดิจิทัล (Digital Currency) ที่เป็นสกุลเงินของแต่ละประเทศที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ เงินทั้งสองสกุลนี้จึงมีความแตกต่างกันแต่แค่มีชื่อเรียกที่คล้ายกัน

เงิน 10,000 บาทที่จะแจกให้เรามาจากไหน??

เงินดังกล่าวจะนำมาจากงบประมาณของประเทศไทยเหมือนกับที่แจกให้กับประชาชนจากนโยบายช่วยเหลือต่างๆของภาครัฐในอดีต อย่างไรก็ตามเงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถที่จะถอนออกมาเป็นเงินสดได้รวมถึงไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ทุกอย่างเหมือนกับเงินบาทที่เราใช้ทั่วไป โดยร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลดังกล่าวจะถูกกำหนดโดยภาครัฐอีกทีหนึ่งเพื่อให้การใช้เงินเป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

มีโอกาสที่จะใช้งานกับสกุลเงินดิจิทัลได้หรือไม่??

การที่มีบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังทำให้ดิจิทัลวอลเล็ตตามนโยบายที่แถลงไว้มีโอกาสที่จะใช้งานกับสกุลเงินดิจิทัลได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้นำสกุลเงินดิจิทัลไปใช้เพื่อการชำระเงินหรือ Mean Of Payment ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมี พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในรูปแบบของโปรดักต์การลงทุนรูปแบบหนึ่ง อนาคตจะมีความร่วมมือระหว่างกันก็อาจจะมีความเป็นไปได้

ทำไมต้องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน??

สิ่งที่ดิจิทัลวอลเล็ตตามนโยบายที่แถลงไว้สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลบีบล็อกเชนก็คือการกำหนดเงื่อนไขของการใช้จ่ายถ้าหากทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้รับสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติการทำงานของเทคโนโลยี Smart Contract ซึ่งต้องทำงานบนบล็อกเชน อย่างไรก็ตามยังต้องรอฟังรายละเอียดในส่วนของการใช้ Smart Contract ต่อไป

นี้เป็นการคลายข้อสงสัยที่มีต่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนหลังจากที่สามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จแล้ว คนไทยถึงจะมีโอกาสได้ใช้ดิจิทัลวอลเล็ตนี้ แต่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหนต้องมาติดตามกัน

===============
ผู้เขียน : นเรศ เหล่าพรรณราย
ซีอีโอ Ricco Wealth เจ้าของเพจ Editor Gap Investment Talk
(เพจ : https://www.facebook.com/editorgap)
(youtube : https://www.youtube.com/@RiccoWealth)
===============

“คนฉลาดใช้ชีวิต จะรู้จักการวางแผนการเงิน?”

ความเป็นจริงเดียวบนโลกนี้ที่เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าเราทุกคนอยากมีเงินใช้อยากอยู่อย่างสุขสบายไม่มีใครอยากเจอความลำบากหรือต้องทำงานไปตลอดชีวิต แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ ปัจจัยที่สำคัญเลย คือ เราต้องมีการวางแผนการเงินที่ดีมากๆ หรือมีเงินเก็บจำนวนที่มากพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดว่าทุกคนรู้ครับ แต่การจะทำได้จริงนั้น เป็นเรื่องยากเหลือเกิน แต่ถึงยาก เราทุกคนก็ต้องลงมือทำอยู่ดี

อย่างล่าสุดก็มีลูกเพจ aomMONEY มาปรึกษาว่า อยากมีเงินใช้ยาวๆ ในยามเกษียณ ไม่รู้ว่าวิธีการจัดการหรือการวางแผนการเงินที่ทำอยู่ ตัวเองทำถูกไหม” รู้สึกว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะวิชาการวางแผนการเงิน ก็ไม่ได้เป็นความรู้ที่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียน ทางเราก็เลยได้ไปศึกษาข้อมูลมาจากหลายๆ ที่เพื่อสรุปหาขั้นตอนการวางแผนการเงินที่เข้าใจง่ายที่สุดมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เพื่อเป้าหมายสู่การมีเงินใช้ในยามบั้นปลาย

ขั้นตอนวางแผนการเงินง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต

1. ก่อนเราจะมีเงินใช้ไปตลอด เราต้องทำสถานะการเงินตอนนี้ให้ดีก่อน

ทุกคนอยากมีอิสรภาพทางการเงินครับ อยากมีเงิน อยากรวย อยากอยู่อย่างสุขสบาย แต่ก่อนจะรวยได้นั้น เราก็ต้องมีสถานะการเงินที่ดี โดยเริ่มจากการวางแผนการเงินก่อน ตั้งแต่กำหนดเป้าหมายในชีวิต เช่น อยากจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ แล้วอยากมีเงินใช้หลังเกษียณอีกเท่าไหร่ โดยคิดออกมาเป็นเดือนๆ เลยนะครับว่าเดือนนึงอยากใช้เงินกี่บาท และจะชีวิตยืนยาวอยู่แค่ไหน จากนั้นค่อยเริ่มต้นวางแผนการออมเงินว่าเราควรออมเดือนละเท่าไหร่และต้องลงทุนกับอะไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น โดยต้องไม่ลืมวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้ดี ออมก่อนใช้เสมอ และที่สำคัญบริหารจัดการหนี้สินให้ดี หนี้เป็นได้ แต่ควรเป็นหนี้ที่ช่วยสร้างตัว และห้ามเป็นหนี้เยอะจนเกินตัว

คำแนะนำจาก aomMONEY : พยายามควบคุมหนี้อย่าให้เกิน 50% ของรายได้นะครับ

2. สร้างเกราะคุ้มกัน เพื่อปกป้องความเสี่ยงที่จะเข้ามา

ชีวิตของคนเราต้องพบเจอกับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุ เจ็บป่วย การปกป้องความเสี่ยงของเราเองจึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้าม เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เพราะเมื่อมีเหตุคาดฝันไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยเราก็ยังมีประกันที่ช่วยเราในเรื่องค่าใช้จ่าย

คำแนะนำจาก aomMONEY : เจียดเงินสัก 10% ของรายได้ เพื่อเริ่มทำประกันสุขภาพ แล้วถ้ามีรายได้เยอะขึ้น ค่อยทยอยซื้อเพิ่มเอาครับ

3. ศึกษาความรู้ทางการเงินเพื่อหาช่องทาง “เงินต่อเงิน”

สมัยนี้ การที่เรามีเงินออมไว้ในธนาคารเพียงแค่อย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายตามที่ฝันไว้ได้ ต้องลองมองหาช่องทางที่จะสามารถต่อยอดมูลค่าเงินของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้หรืออื่นๆ แต่นอกจากจะเริ่มลงทุนแล้ว ก็อย่าลืมที่จะวางแผนภาษี กันต่อด้วย เพราะการวางแผนภาษีจะช่วยทำให้ลดภาระภาษีของเราให้น้อยลง ทำให้เรามีเงินออมมากขึ้น และยังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีกด้วย

คำแนะนำจาก aomMONEY : การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีก่อนลงทุนเสมอ ที่สำคัญไม่มีการลงทุนประเภทไหนการันตีผลตอบแทนนะครับ ถ้าการันตีมาแสดงว่าคุณถูกหลอกแล้ว

การไปสู่ชีวิตมีเงินใช้ในยามบั้นปลาย เป็นความฝันของใครหลายคนไม่ใช่แค่ชาวออฟฟิศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้เราจะรู้หลักการและวิธีคิด การจะทำได้จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะไปถึงฝั่งฝัน เพราะมันต้องอาศัยการวางแผนการเงินที่รอบคอบ วินัยทางการเงินที่ดี และที่สำคัญเราก็ต้องยอมรับกันตามความเป็นจริงว่า “ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน” ทว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างอยู่ที่เราจะลิขิต หากไม่ลงมือทำวันนี้ ก็คงไม่รู้ว่า ความฝันที่เราอยากมีชีวิตทางการเงินที่ดีในอนาคต นั้นจะมาถึงวันไหน เป็นกำลังใจให้ทุกคนไม่ย่อท้อและตั้งมั่นกับเป้าหมายของตัวเองนะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save